เรื่องหลอนๆ ณ ต่างแดน

ข้าพเจ้ากลับจากทริปไปดูงานที่ญี่ปุ่นมาสักพักแล้วหละ แต่คราวนี้ได้ประสบการณ์น่าตื่นเต้นมาด้วย

คราวนี้เนื่องจากว่าต้องการประหยัดเงิน บริษัทเลยต้องหาที่พักที่คนประมาณสิบสามคนสามารถอยู่ใต้ชายคาเดียวกันได้ ซึ่งก็ตกเป็นการใช้บริการ AirBnb ซึ่งก็เลือกได้บ้านเดี่ยว อยู่ห่างจากมหานครโตเกียวมาเยอะเลย (ใบ้ว่าสถานี A2)

บ้านนี้ก็อยู่ในย่านที่พักอาศัย ไม่มีแหล่งบันเทิงในระยะห้าร้อยเมตร แต่ก็ยังดีที่มีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ๆเลย ห้องน้ำมีสองห้อง ห้องอาบน้ำมีห้องเดียว (ซึ่งเราว่าไม่เหมาะกับคนเยอะๆเลย – เรามีแอบหนีไปเซ็นโตระยะทางเจ็ดร้อยเมตรด้วย)

กลับมาที่ตัวบ้านพัก ก็มีสองชั้น ด้านล่างมีหนึ่งห้องนอน มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องซักผ้า และห้องนำ้ ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนสี่ห้อง มีตู้เก็บของหนึ่ง ห้องน้ำอีกหนึ่ง ก็เรียกว่าราคาไม่แพงเลย แต่ว่าเนื่องจากว่ามันไกลที่เที่ยว และต้องมีคนเยอะๆ เราว่าที่นี่ก็ไม่ค่อยมีคนมาอยู่เท่าไหร่หรอก

เรื่องมันก็เริ่มตั้งแต่วันแรกที่มาพักเลย ระหว่างที่เรานำเที่ยวพี่ๆผู้บริหารของบริษัทก็ขอตัวกลับมานอนพักก่อน​ (คือบริษัทที่เราทำอยู่ เป็นบริษัทลูกของบริษัทใหญ่เจ้าหนึ่ง) กลุ่มเราก็ยังเดินเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองหละ

เรื่องแรก – พี่สองคนที่กลับมาพักก่อน ก็เหมือนจะแยกย้ายกันพักผ่อน (ไม่ได้ขอรายละเอียดมาว่านอนห้องไหน) พี่คนนึงที่เราคิดว่าอาจจะแค่นอนแล้วตื่นมาก่อน น่าจะนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นข้างล่าง ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่ข้างบน ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร คิดว่าเป็นพี่อีกคนเดินอยู่ข้างบน แต่สักพักก็พบว่าพี่อีกคนเค้านอนอยู่ข้างล่าง (เดาว่านอนอยู่ในห้องนอนชั้นล่าง) ซึ่งพี่เค้าก็ยังคิดต่อว่าอาจจะเป็นเจ้าของมาเยี่ยมคนพักและเข้ามาอีกทางที่ไม่ใช่ประตูหน้า (แต่ว่าทางเข้ามีแค่ประตูหน้าประตูเดียว)

ตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เรื่องนะ ก็เดินเที่ยวเล่น นัดเพื่อนกินข้าวตามประสา แล้วก็กลับมาตอนค่ำๆ พี่เจ้าของบริษัทอีกคนก็ตามมาหละ พร้อมด้วยแฟนของพี่เค้า คืนนี้ก็ไม่มีอะไร

เรื่องที่สอง – วันถัดมา กลุ่มเราก็ไปดูงานกัน ก็เหลือแฟนพี่เค้าอยู่บ้าน (ไม่ไปเที่ยวไหนแล้ว เพราะเที่ยวจนเบื่อ) คราวนี้เหมือนว่าพี่เค้าก็อยู่ที่ห้องชั้นล่าง ได้ยินเสียงเคาะประตู ก็เลยเดินไปเปิด… ปรากฏว่าเจอคนเคาะ

(หลังจากนี้ไม่รู้ลำดับเวลา แต่พี่เค้าก็เล่าว่าได้ยินเสียงคนเดินบนชั้นสอง ได้ยินคนกดออดหน้าบ้าน ประมาณนี้)

ซึ่งพี่เค้าก็เอาเรื่องนี้มาเล่าเช้าในวันถัดไป แต่เรายังยุ่งกับการแต่งตัวเลยไม่ได้ยินเรื่องนี้ กว่าจะรู้ก็คือตอนกลางคืนของวันนั้น ขณะกำลังกินบุฟเฟต์เนื้อย่างอยู่!

คือเรื่องมันก็น่ากลัวในระดับนึงเลยหละ เพราะว่าเราก็นอนชั้นสอง!

แต่ที่พีคกว่าคือ วันที่พี่เค้าเล่าเนี่ย พวกเรายังต้องพักกันอีกสองคืน!!!

ทีนี้พอได้ยินเรื่องเล่า ณ บุฟเฟต์ปิ้งย่างเนี่ย คุณหัวหน้าเราก็มีเล่าด้วยนะว่าตอนเดินไปบ้านพัก ก็มีความรู้สึกเหมือนคนเดินตามมา แต่หันหลังไปแล้วไม่เจอใคร (คือจะบิวท์อะไรกันอีก)

 

…ส่งท้าย

คืนนั้นตอนเดินกลับที่พัก แฟนพี่เจ้าของก็พูดมาแบบว่า กลิ่นธูปแรงจังเลย*

จบ

รภรัตน์ รายงาน

ปล. ข้อคิดของเรื่องนี้คือ ความโชคดีของเราคือเราจูนไม่ติดกับเรื่องพวกนี้ สองคืนที่เหลือก็หัวถึงหมอนก็สลบ ไม่เจออะไร

* คือตอนที่พี่เค้าพูด เราก็เดินข้างๆพี่เค้า แต่เราไม่ได้กลิ่นอะไร

(Untitled)

เมื่อพูดถึงเรื่องการค้นคว้าหาข้อมูลที่เที่ยวแล้ว เราไม่ได้เป็นคนที่จะเปิดเน็ตแล้วลอกตามอย่างเดียวหละ

ขอบอกเลยว่าเรายังอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่เป็น ฟังก็ได้น้อยมาก แต่เรามีเทคโนโลยีไง

ตอนหลังๆเราเปิดโลกจากหนังสือท่องเที่ยวไทย ไปดูว่าคนญี่ปุ่นเค้าไปไหนกัน หนังสือก็เลยทยอยเพิ่มตามที่ๆอยากไป (ยกเว้น Tokyo Cafe ของพี่ที่รู้จัก – อันนี้ก็ซื้อมานะ) หาร้านของกิน หาที่เที่ยว วางแผนหัวโต บางทีจัดแผนไม่เสร็จก็แบกหนังสือเล่มใหญ่ๆ หนักๆนี้ไปด้วยหละ

ส่วนร้านกาแฟ ใครจะแนะนำร้านดีเท่าท้องถิ่นแนะนำใช่ไหมหละ เวลาไปเมืองแปลกๆ ก็เลยต้องแวะเข้าร้านหนังสือในเมืองนั้นๆ แล้วก็หาหนังสือร้านกาแฟมาดู (แล้วอีกวันก็จะตระเวณไปกินไปชิมเล่นๆตามร้านเหล่านั้น) อันนี้คือความสนุกของเรา

หรือว่าไปดูซากุระปีที่แล้ว ตอนนั้นยังทำงานอีกที่นึง หนึ่งในเป้าหมายครั้งนั้นคือเก็บแต้มเพื่อมาเขียนแนะนำที่เที่ยว คือเราก็สนุกของเราไง แถมมีผลงานฝากไว้บนอินเตอร์เน็ตด้วย ก็ตั้งแต่ไปบูธในงานท่องเที่ยว ซื้อหนังสือญี่ปุ่นมาดู (กับหนังสือไทยอีกเล่ม) ถามเพื่อนที่ทำงานในภูมิภาคนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นสปอนเซอร์ของทริปก็คือเงินเดือนจากบริษัทเก่านั่นหละ

เราเป็นบล็อกไม่แสวงหาผลกำไร สังเกตุดูจะไม่มีโฆษณาแปะไว้เลย เพราะเราคิดว่ามันไม่สวย มันไม่ตอบโจทย์ประสบการณ์ผู้ใช้ (ทุกอย่างเลยต้องประหยัดไปหมด) ของที่รีวิวก็ซื้อด้วยเงินของตัวเอง

และเราไม่เขียนอวยสิ่งไหนๆ ถ้าเราไม่ชอบ (สอบตกที่จะมีอาชีพเป็นบล็อกเกอร์แล้วหละ) บางครั้งก็ชอบแบรนด์นี้ ไปๆมาๆเจออีกยี่ห้อนึงถูกจริตกว่าก็ชอบ แล้วมองบนยี่ห้อเก่าก็มี

ดังนั้นเราก็จะ piss off เมื่อเห็นคนไม่เล่นตามกฏ อย่างการเอารูปไปใช้แบบไม่ได้รับอนุญาตนี่หละ คือโกรธ แบบอยากลางานแล้วหาทนายมาฟ้องเป็นเรื่องเป็นราว แต่คือช่วงนี้คืองานยุ่งมาก เหนื่อย เสาร์อาทิตย์ก็หลับเป็นตาย

วันนี้ยิ่งอารมณ์เสียกว่าเดิม เพราะนอนน้อยติดต่อกันมาหลายวันแล้ว

 

 

 

นั่นหละ ไม่รู้ว่าโพสนี้จะให้ข้อคิดอะไรกับคนอ่านได้บ้างนะ แต่แบบว่าเจอแบบนี้แล้วไม่โอเคเลย จะกี่ครั้งก็ไม่โอเค จนเริ่มจะวิตกการศึกษาไทยไปแล้ว

ความลำบากใจของการหาคนมาทำงาน

ตอนนี้บริษัทกำลังหาคนเยอะอยู่ (เพราะงานเยอะมาก จะตายกันแล้ว) ช่วงนี้เราก็เลยได้ผ่านตาใบเรซูเม่มาหลายใบ และได้เห็นพวกอีเมลที่คุยกับเด็กๆมาบ้าง ซึ่ง… เห็นบางคนแล้วก็เพลียมากกกกกกกก

ต่อไปนี้คือสิ่งที่ไม่ควรทำในการสมัครงานเข้าบริษัทใดๆ

ภาษา… สะกดกันให้ถูกนะ

การทำงานกับผู้ใหญ่ๆ ภาษาไทยมีความถูกต้องแค่แบบเดียว (Hint: ไม่ใช่ภาษาที่คุยกันในกลุ่มเพื่อน) การที่ส่งข้อความคุยกันไม่ว่าจะบริษัทเล็กๆ หรือติดต่อกับคนอื่น (ที่ไม่ได้รู้จักกัน) ก็ควรใช้ “ภาษาไทยมาตรฐาน” คือแบบไม่ต้องอยู่กลุ่มเดียวกัน แค่เขียนให้ถูกทุกคนก็รู้เรื่องแล้วครับ

จริงๆไม่ควรจะบอกว่าควรใช้ “ต้องใช้” ถึงจะถูกมากกว่า

ไม่ว่าชีวิตจริงจะพิมพ์แชทใช้ภาษาแบบไหนก็ตาม การคุยแบบทางการก็ควรจะเก็บภาษาแบบนั้นไปนะ กลั้นไว้ก็ได้

เราจะไม่ยกตัวอย่าง แต่เมื่อไหร่ที่เจออะไรแบบนี้จะรู้สึกปวดตับ (หรือว่าการสอนภาษาไทยหลักสูตรใหม่มีปัญหา?) ถ้าไม่เก่งจริงนี่อาจจะมีปัดกระดาษลงถังขยะได้

ใส่สกิลเป็นข้อๆยาวเป็นหางว่าวมันไม่สำคัญหรอก บอกมาเถอะว่าทำอะไรมาบ้าง

อันนี้เราก็เคยเป็น มันเป็นอารมณ์แบบว่าใครใส่ได้เยอะคนนั้นดูดีมีภาษีกว่า… ซึ่งมันมีทั้งใช่ และ(ส่วนมากจะ)ไม่ใช่ สมมุติว่าเขียนว่าถนัด C++ เพราะว่าไปเทรนมาหนึ่งวัน คุณก็ไม่ได้เก่งเท่าคนเขียน C++ มาหนึ่งปี หรือสามเดือนหละ พวกลิสเป็นหัวข้อๆเราก็จะดูผ่านแบบขำๆไป

ลิสพวกนี้ยิ่งมีเยอะยิ่งไม่น่าเชื่อถือ เพราะว่าคนเราจะรู้หลายๆอย่างในระดับเก่งนี่หาได้น้อยมาก

สิ่งที่ทำให้คนอ่านพอจะเดาได้คือเขียนไปเลยว่าเคยทำอะไรมา

สำหรับคนที่ทำงานแล้ว การเขียนว่าเคยทำอะไรมาแล้วบ้างมันดูน่าสนใจมากกว่า แล้วค่อยใส่ไปว่างานที่ทำต้องใช้สกิลอะไรบ้าง ใช้เทคโนโลยีอะไรไปบ้าง แบบนี้มีหลักฐานมาสนับสนุน อ่านแล้วน่าเชื่อถือ

ส่วนเด็กๆที่กำลังเรียนอยู่ ก็เขียนไปว่าวิชาที่เรียนมาให้ทำโปรเจคอะไร? ใช้อะไรเขียน? ไปฝึกงานที่ไหนมา? เค้าให้ทำอะไรบ้าง? อันนี้เป็นคะแนนเพิ่ม เพราะว่าเราก็รู้ๆกันอยู่ว่าเด็กจบใหม่ประสบการณ์ไม่ค่อยมีกัน ก็จะดูที่เกรดแทน (แต่ถ้ามีกิจกรรมเยอะนี่ก็จะเป็นคะแนนพิเศษ)

ใบเรซูเม่ไม่เรียบร้อย บ่งบอกถึงความไม่เก็บงาน

นอกจากจะดูสำนวนภาษาในอีเมลแล้ว ใบเรซูเม่หนึ่งแผ่นก็ยังเหมือนกับเป็น First Impression ได้เหมือนกัน

สิ่งที่ควรจะระวังเลยคือเรื่องของการสะกดคำเหมือนเดิม เราเข้าใจว่า Word มันก็มีเส้นแดงอยู่ใต้คำผิด คลิ๊กขวาก็แก้ได้แล้ว

หรืออย่างขนาดฟอนท์ที่ไม่เท่ากันในประโยคเดียวกันนี่ก็บ่งบอกว่าไม่เก็บงาน ทำ front-end อาจจะต้องตามแก้เยอะ

ล่าสุดที่เจอมาคือจะมาฝึกงาน แต่ก้อปใบเรซูเม่ของเพื่อนมา (ซึ่งก็ส่งมาที่เดียวกัน!) แถมยังพิมพ์ผิดเหมือนๆกันอีกด้วย อันนี้เค้าเห็นว่าฝั่งเราเป็นหุ่นยนต์หรืออย่างไร ก้อปกันมาโต้งๆแล้วจะปล่อยไปได้อย่างไร

ส่วนตัวเราคือชอบความเรียบง่าย ไม่ต้องดีไซน์ออกมาสวยก็ได้ แค่ให้อ่านง่ายๆก็พอแล้ว จัดหน้าให้ดีๆ หัวข้อแยกกันชัดๆ หัดใช้ Style H1, H2, Paragraph ที่ Word Processing ทุกตัวมีอยู่แล้ว แค่นั้นหละพอ

ถ้าไม่สะดวกช่วงเวลาที่เคยนัดไว้ บอกมาก่อนเนิ่นๆ พี่ๆไม่กินหัวหรอก

เพื่อนข้าพเจ้าเคยโดนนัดสัมภาษณ์ตอนสามทุ่ม แล้วสามทุ่มก็โทรไป โดนบอกว่าไม่สมัครหละครับ ตอนนั้นเบื่องานเดิม…

เวลาเป็นเงินเป็นทอง ไม่ว่าง ไม่สะดวก ยิ่งบอกก่อนได้ก็ยิ่งดี ถ้าทำตามเหตุการณ์ข้างบนนี่จะโดนกินหัวมากกว่านะ


 

จบแค่นี้ก่อน ไว้ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็จะมาเขียนใหม่

duet display

ต้นสัปดาห์เพิ่งหน้ามืดซื้อแอปไปในราคา 349 บาท แล้วใช้แล้วทำให้รู้สึกว่าไอแพดดูมีคุณค่าในการทำงานขึ้นมาหน่อยนึง

ไม่อารัมภบทมาก แอปที่ซื้อมาคือ duet display

มันคืออะไร?

มันคือแอปที่จะแปลงไอแพดให้เป็นจอที่สองของคอมพิวเตอร์ (ทั้งแมคและพีซี) เพียงแค่เปิดแอปนี้ในไอแพด

ถามว่าฟังก์ชันนี้มีแล้วมันดียังไง คือว่าในสภาพการพกโน้ตบุ๊กไปๆมาๆ (อารมณ์แบบไปนั่งร้านกาแฟ) มันจะมีพวกการทำงานที่เขียนเว็บไป ดูหน้าตาทันที (hot reload) แล้วพอเรามีจอเดียว ก็ต้องปัดจอไปซ้ายไปขวาตลอดเวลา (คือทำ fullscreen app หละ แล้วแมคมันใช้สี่นิ้วปัดไปมาเพื่อเลื่อนได้) ถึงจะไม่สะดวกสุด ก็พอถูๆไถๆไปได้ การทำงานแบบนี้ควรจะมีสองจออย่างน้อย เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลา duet display ก็มาตอบโจทย์ตรงนี้หละ

ตอนทำงานก็ไม่ได้ใช้ไอแพดอยู่แล้ว ดังนั้นแทนที่จะเก็บใส่กระเป๋า ก็หาสาย USB มาต่อกับคอม โหลดแอปนี้ทั้งคอมทั้งไอแพด แค่นี้หละ ก็ได้จอที่สองมาช่วยในการทำงานมาแล้ว

ฟีเจอร์

  • รองรับ resolution 1024×768 (retina), 2048×1536 (ตัวหนังสือเล็กยิ่งกว่ามด), 1366×1024 (แต่ภาพไม่คมเลย)
  • รองรับ refresh rate ที่ 30fps และ 60fps
  • จอสัมผัสได้ (ก็คือหลอกว่าเป็นเมาส์) – สำหรับคนใช้แมคก็จะได้ลองว่าถ้าแมคเป็นจอสัมผัสจริงๆมันจะเวิร์คไหม
  • หลอกให้โชว์ touch bar ได้ (ไม่ต้องเสียเงินเกินความจำเป็นเหมือนขูดรีดขูดเนื้อโดนโขกสับเพื่อซื้อแมคบุ๊กตัวใหม่ ก็ได้ใช้เหมือนกัน)
  • (สำหรับ iPad Pro) รองรับ Apple Pencil ด้วยการจ่ายเงินเป็นรายปี

การใช้งาน

เนื่องจากว่ามันต้องการความเร็วในการส่งระดับนึง ก็เลยจำเป็นที่จะต้องต่อสาย USB กับคอมพิวเตอร์หละ ส่วนการลงโปรแกรมฝั่งแมค ต้องมีการรีสตาร์ทเครื่องใหม่หนึ่งรอบ (ปกติใช้แมคไม่ต้องปิดเครื่อง พับจอก็พอ)

พอลงแล้ว แอปก็จะอยู่บน Menu bar แล้วพอฝั่งไอแพดลงแอปแล้ว เวลาต่อมันก็จะเห็นขึ้นมาและกลายเป็นจอสองให้เลย

 

คำว่าจอสองในที่นี้คือจอแบบปกติทั่วไปนี่หละ ใช้งานได้ปกติเลย

แต่พอใช้จริงๆ ถึงแม้ว่ามันจะปรับความละเอียดได้ถือ 2048×1536 เรารู้สึกว่ามันเล็กไป สำหรับไอแพด 9.7 นิ้ว แต่พอปรับมาเป็น 1024×768 มันก็ดันต่ำกว่าขนาดจอที่คนส่วนมากใช้กันอีก (คือตอนนี้เราจะตั้งเป้าไว้ที่ 1366×768 สำหรับ desktop) ก็คือต้องปรับความละเอียดของจอให้เหมาะกับการใช้งานนั่นหละ (แต่ถ้าเป็น iPad Pro ตัวใหญ่นี่เหมือนมีจอแมคบุ๊กอีกอันเลยนะ)

แล้วก็… เราค้นพบว่าการวางจอให้เกือบราบกับพื้นก็เป็นอะไรที่ดูดีกว่าการวางจอแบบตั้งๆ เหตุผลเพราะว่ามันเป็นจอสัมผัสหละ (ถ้าใช้ touchbar มันก็จะจิ้มได้ง่ายๆ)

 

ส่วนถ้ามีจอนอกอยู่แล้ว ได้เพิ่มมาอีกจอนี่ก็ดีเลยนะ…

แต่ถ้ามีจอแยก ได้มาสามจอนี่ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่

Use Case

  • ทำเว็บหนึ่งจอ อีกจอดูผล
  • พิมพ์โค้ดที่จอหลัก จอรองเปิดเว็บไว้อ่านประกอบ
  • จอรองเป็น terminal ไว้ดู status การคอมไพล์งาน
  • จอรองเปิด chat
  • โน้ตบุ๊กจอกาก ใช้ไอแพดเป็นจอแต่งรูป
  • (สามจอ) โค้ดหนึ่งจอ เว็บหนึ่งจอ จอเล็กเป็น web inspector
  • ฯลฯ (ตอนนี้นึกออกแต่ไว้ใช้ทำงาน)

สรุป

มันเหมาะกับคนมีไอแพด คนใช้โน้ตบุ๊กทำงานนอกสถานที่เป็นหลัก และการทำงานต้องการอย่างน้อยสองจอ

TmV3IFllYXIgUmVzb2x1dGlvbg==

มีคนบอกว่าเราเขียนบล็อกแบบ cryptic เกิน งั้นก็เขียนแบบ cryptic จริงๆแล้วกันนะ…

4Lib4Li14LmD4Lir4Lih4LmI4LmB4Lil4LmJ4Lin4Liq4Li0DQoNCuC4hOC4tOC4lOC4p+C5iOC4suC4m+C4teC4meC4teC5ieC4hOC4h+C4iOC4sOC5hOC4oeC5iOC4oeC4tSBuZXcgeWVhciByZXNvbHV0aW9uIOC4reC4sOC5hOC4o+C5geC4muC4muC4iOC4o+C4tOC4h+C5huC4iOC4seC4h+C5huC5gOC4iuC5iOC4meC5gOC4hOC4oiDguKHguLXguYHguJXguYjguYDguKPguLfguYjguK3guIfguIfguLLguJnguJfguLXguYjguJXguYnguK3guIcgbGF1bmNoIOC5g+C4q+C5ieC5hOC4lOC5iSAo4LiL4Li24LmI4LiH4LiE4Lin4Lij4LmA4Liq4Lij4LmH4LiI4LiV4LmJ4LiZ4Lib4Li14LiZ4Li14LmJKQ0KDQrguKrguYjguKfguJnguYDguKPguLfguYjguK3guIfguK3guLfguYjguJkuLi4g4LiE4LiH4LiI4Liw4Lih4Li14Lin4LmI4Liy4Lir4Liy4LmA4Lin4Lil4Liy4Lit4Lit4LiB4LiB4Liz4Lil4Lix4LiH4LiB4Liy4Lii4LmD4Lir4LmJ4Lih4Liy4LiB4LiC4Li24LmJ4LiZIOC5gOC4nuC4o+C4suC4sOC4p+C5iOC4suC4leC4seC5ieC4h+C5geC4leC5iOC4ouC5ieC4suC4ouC4h+C4suC4meC5g+C4q+C4oeC5iCDguKvguJnguYnguLLguJrguKfguKHguILguLbguYnguJnguYDguKPguLfguYjguK3guKLguYbguYHguKXguYnguKcNCg0K4LiI4Lia

ชีวิต Developer – Part I

หลังจากข้าพเจ้าได้เปลี่ยนสายงานมาเป็นนักพัฒนาซอร์ฟแวร์ได้สองเดือน กับทีมใหม่ เริ่มต้นอะไรกันใหม่ๆ ส่วนนึงก็คือเรื่องของ Tools ในการพัฒนา (Platform เป็น React + NodeJS) ที่ต้องใช้ระหว่างการทำ บล็อกนี้ขอเก็บไว้เป็นความจำหละกัน

  • VS Code – หลังจากเพื่อนลองแนะนำให้ใช้ Atom ดู ก็ใช้สักพักนึงเลย แต่หลังๆนี่เปลียนมาใช้ VS Code แทน เพราะว่ามันเบากว่า แถมตอนนี้มันไปดึง definition file ของ lib มาได้ด้วย สะดวกขึ้นเยอะ (คล้ายๆกับ JavaDoc หละ)
  • Dockers – ตอนนี้การรันบนเครื่อง และการโฮสบน AWS เราใช้ Docker มาเป็นตัวช่วย คือไม่ต้องยุ่งกับระบบเครื่องจริงมากเท่าไหร่ มั่นใจได้ว่าซอร์ฟแวร์อย่างน้อยก็รันได้แบบไม่ต้องยุ่งกับ config และไม่มีอะไรฝังในเครื่องเมื่อตอนเลิกใช้ สะดวกไปเปราะนึง
  • Bitbuckets – ตัวนี้เฉยๆ จริงๆชอบ GitLabs มากกว่า เป็น Git repo ที่มีระบบ Issue tracking ง่ายๆ ฟีเจอร์ดูล้าหลังจากชาวบ้านนิดๆ
  • Source Tree – อันนี้ของสำคัญ สำหรับสาย Git แบบ UI ยิ่งใช้บนแมคแล้วดูดีกว่าบนวินโดวส์เยอะ
  • Zeplin – อันนี้เป็นตัวกลางระหว่างดีไซน์เนอร์ มันสามารถบอก stylesheet และตำแหน่งของวัตถุใน UI ได้ระดับนึง
  • Trello – ระบบการทำงานด้วย Card แต่จริงๆก็ใช้กระดาษแปะ post it อยู่เหมือนกัน

ส่วน Tools อันละเล็กละน้อย

  • Spectacles – ตัว Windows management บนแมคแบบกด shortcut (เหมือนๆกับบนวินโดวส์) ใช้สำหรับจัดระเบียบหน้าจอ ซึ่งก่อนหน้าเราต้องใช้โหมด Full screen แล้วรู้สึกว่าไม่สะดวก ที่สำคัญคือฟรี
  • Paste – อันนี้ลง แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เป็นระบบจัดการ Copy & Paste ที่ UI สวยงาม

 

อัพเดทชีวิต 28/10/2016

นี่คือการได้พักครั้งแรกในรอบสองสัปดาห์ !

คือเหตุการณ์ อารมณ์ อะไรมันกระเจิงไปตั้งแต่สองสัปดาห์ที่แล้ว แล้วชีวิตเราเข้าเกียร์มาตลอด (คือแม้จะเศร้า แต่ชีวิตต้องกลับมาดำเนินได้อย่างปกติ แต่นี่ก็วุ่นวายกว่าปกตินะ)

เรื่องแรก คือข้าพเจ้าย้ายงานแล้ว ไปทำกับเพื่อนๆ เป็นการทำโปรเจคเกี่ยวกับการเรียนการสอนออนไลน์ คิดว่าจะเปิดตัวก็อีกสักพักนึง

ไม่ใช่ที่เก่าไม่ดีนะ ถ้าไม่มีเหตุการณ์รวยทันใจ ที่นี่เราถือว่าเป็นที่ทำงานที่ดีมากๆเลย มีเวลาใช้ชีวิตของตัวเองเยอะมาก สวัสดิการดี แต่มันก็แนว coporate นั่นหละ คือถ้าอยู่แผนกที่ของมันคงตัวแล้ว ก็เหมือนเทคโนโลยีมันถูกค้างไว้อย่างงั้น (เพราะไม่ให้งบเปลี่ยน) แถมถ้าจะเอาของใหม่เข้ามาบางทีก็จ้างคนอื่นให้มาทำอีก ไม่สร้าง knowledge ในทีม (เพราะว่าคนไม่พอ)

แต่เน้นว่า Work Lift Balance ดีมากๆ ดูตัวอย่างจากการไปเที่ยวปีที่แล้วของเรา รวมๆแล้วหายหน้าไปเกือบเดือน เอาว่าถ้าดวงดีปานกลาง ที่นี่เหมาะกับการอยู่ยาวๆ (อย่างเราก็เก้าปีครึ่ง) แล้วค่าตอบแทนนี่เราคิดว่าดีในสายงานไอทีเลย

จริงๆอีกทางคือย้ายทีม ถ้าเบื่อ แต่ทีมเราดี ไม่อยากย้าย แต่ว่าเพื่อนชวนมาทำงานด้วย ก็ตัดสินใจกันไม่นานนี่หละ

จากความฝันที่จะผันตัวเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็น Software Engineer เต็มตัวหละ

มาถึงที่ทำงานใหม่บ้าง (ยังไม่ได้อัพเดทเรซูเม่ในไหนทั้งสิ้น) เป็นบริษัทไทย ที่ทำงานก็ไม่ได้ดูไทยๆแบบธนาคารบางเจ้าที่เราเคยไปเยี่ยมมา (ยังแต่ตัวแนวเดิมได้ แต่ตอนนี้พยายามให้เรียบร้อยหน่อย) แต่ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกอะไรมากนะ เพราะว่าทีมที่ไปทำก็มีเพื่อนมหาลัยมาทำกัน (เดือนหน้านี่นับรวมจะมีเพื่อน CP30 อยู่ถึง 5 คน) ที่น่าท้าทายคือได้ทำโปรดักส์ใหม่นี่หละ ได้ลองเล่นทั้ง stack (ตอนนี้เล่น React อยู่ เดี๋ยวต้องไปทำ Server ต่อ แล้วก็ต้องดูเรื่อง Deploy ลง AWS)

มีขัดใจสองเรื่อง คือเรื่องเน็ตที่บางทีก็ช้าเหลือเกิน กับอีกเรื่องคือตื่นเช้า ถ้าอยู่บ้านก็ห้ามออกช้ากว่าเจ็ดโมงครึ่ง ที่คอนโดก็แปดโมงยี่สิบ เพราะต้องเข้าประมาณเก้าโมง (อย่าตกใจว่านี่ก็ไม่เช้ามากนะ คือเสียนิสัยไปแล้วไง)

แต่เนื่องจากทีมใหม่ ต้องเรียนรู้ใหม่ โปรดักส์เริ่มจากศูนย์… ก็วุ่นวายเลยหละ งานยุ่ง กลับบ้านไปก็ต้องไปทำต่อ ไปเที่ยวก็ยังหยิบโน้ตบุ้คไปทำงานตอนอยู่ที่โรงแรมด้วย โทรมมากมาย (และก็เริ่มบูชาที่ทำงานที่เก่า… แต่ไม่ได้คิดจะย้ายกลับนะ)

แล้วก็พูดถึงเรื่องเที่ยว สัปดาห์ที่แล้วได้ไปฟีเจอร์ริ่งกับ Eataku ตามเก็บร้านกาแฟในประเทศเพื่อนบ้าน (จริงๆคือเกาะไปด้วย) คือสิงค์โปร์ ถ้าไม่ได้ย้ายงานอีกสักพักก็คงลงลิสร้านกาแฟที่ไปได้มาในสามวันแล้ว (12 ร้าน) ส่วนพี่ๆเค้าก็ไปต่อถึงปลายสัปดาห์นี้เลย แต่พอทำงานนี้ก็คงจะดองจนลืมหละ (รวมทั้งทริปเก่าๆด้วย)

เอาแค่นี้ดีกว่า ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ คือ “นอน”

(Untitled)

เหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ก็เกิดขึ้นไปแล้ว เราในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งก็เสียใจมากๆ

เว็บนี้ก็ขอเปลี่ยนสีนะครับ

แต่ว่าเราก็รู้สึกด้วยตัวเองว่าไม่มีใครอยากที่จะเห็นสีขาวดำไปทุกที่ ไม่อยากที่จะเศร้าเกินไป และกลัวด้วยว่าจะเกิดปัญหาทางสายตา หรือใช้งานลำบาก ดังนั้นเราเลยขอเพิ่มปุ่มกดคืนสีกลับมา หวังว่าภาพถ่ายในเว็บนี้จะช่วยบรรเทาความเศร้าไปได้บ้าง

ถ้าใช้ wordpress ก็ประมาณนี้นะครับ เพิ่มปุ่มในตัว header พร้อมโค้ดเปลี่ยนสีกด แล้วจัดรูปแบบใน css

header.php

 <div class="colorToggle" id="colorToggle" >COLOR</div>

 <script type="text/javascript">
    jQuery(document.body).addClass('mourn');

    var colorToggle = document.getElementById('colorToggle');
    colorToggle.style.cursor = 'pointer';
    colorToggle.onclick = function() {
       jQuery(document.body).toggleClass('mourn');
    };
 </script>

styles.css

.mourn {
 /* IE */
 filter: progid:DXImageTransform.Microsoft.BasicImage(grayscale=1);

/* Chrome, Safari */
 -webkit-filter: grayscale(1);

/* Firefox */
 filter: grayscale(1);
}

.colorToggle {
 position: fixed;
 left: 13px;
 top: 10px;
 opacity: 0.88;
 border-radius: 9px;
 z-index: 4;
 padding: 0px 10px 0px 10px;
 background-color: darkgray;
 color:white;
}

.colorToggle:hover {
 background-color: grey;
 transition-duration: 0.2556s;
}

ไม่งมงาย

วันนี้ขออีกเรื่องแล้วกัน

วันพุธที่ผ่านมา เราหยุดอยู่บ้านหละ แล้วทีนี้เจ้ากรรมนายเวรอะไรมิทราบ ถึงทำให้เราปวดหัวตอนตีสี่ตีห้า ตอนนั้นก็พยายามนอนไป

สักสิบโมงครึ่งได้ (คือมันเลยเวลาที่ต้องตื่นมาอย่างยาวไกล) เราก็หลับๆตื่นๆสะลืมสะลือ มึนๆหัว อยู่ดีๆ ก็ได้ความรู้สึกแบบมีคนมาดีดนิ้วที่หัวสองรอบ

แต่มันแบบว่าแค่ดีดครั้งแรกก็เฮ้ย อะไรว่ะ แล้วมาอีกครั้งนี่สติจากมึนๆก็ต้องตื่นเลย แบบตกใจว่านี้มันคืออะไร

ตอนแรกก็ไม่แน่ใจหรอกว่ามันคือเสียงอะไร แต่พอลองเทียบเสียงเอานิ้วมาดีดหัวตัวเองแล้วมันตรงเป๊ะ ก็เลย…นะ ใครมาดีด หัวเตียงก็ติดผนัง

ตีความแบบไม่งมงายที่อาจจะเป็นไปได้คือ…

  • สมองได้ยินเสียงและรู้สึกไปเอง เป็นเพราะมึนหัวจากอาการปวดหัวอยู่
  • ละเมอ เอานิ้วไปดีดหัวตัวเอง (แต่จะทำไปทำไม และตอนนั้นพอจำได้ว่ามือไปอยู่คนละทาง)

นั่นหละ เอาเป็นว่าไม่สรุปหละกัน ไม่พิสูจน์ด้วย

ปล. ช่วงนี้ติด podcast ที่ชื่อว่ายูธูปอยู่นะ

ปวดหัว

ย่างเข้าเดือนตุลาเมื่อไหร่ก็รู้สึกว่าจะต้องปวดหัวอีกแล้ว

แล้วแบบว่าปวดหัวนี่อารมณ์มันแบบปวดแบบเจ็บหัวเลย ซึ่งสัปดาห์นี้ปาไปสี่วัน วันพุธซึ่งข้าพเจ้าลาหยุดอยู่บ้าน อยากทำนู่นทำนี่ก็ครับ… ปวดตั้งแต่ตีห้ายันบ่ายสอง ที่สำคัญคือยาพาราช่วยไม่ได้

ลองๆคิดว่าทำไมถึงปวดหัว ก็อาจจะเป็นไปได้หลายปัจจัย

  • สภาพอากาศ ฝนตกบ่อย
  • ไม่สบายเรื้อรัง
  • เครียด

แต่ว่าจะหาเหตุผลมันก็คงไม่ช่วยในการแก้อาการปวดหัวได้ วันนี้เลยไปหาหมอมา คุณหมอบอกว่าไม่ได้เป็นไมเกรน

แต่จะเป็นไม่เป็นก็ไม่ใช่เรื่อง คือไปเพราะจะไปขอยานี่หละ ก็ได้ยาปฏิชีวนะแถมมาด้วย (เพราะน่าจะยังไม่หายป่วย)

นั่นหละ เราจะมาดูกันว่ายาที่ได้ใหม่มานี้จะช่วยได้แค่ไหน