Beoplay A1

Beoplay นี่เป็นแบรนด์เครื่องเสียงที่เราคงจะไม่หนีไปไหนแล้วหละ ออกของมาแต่ละตัวโดนทั้งนั้น

เหมือนเคยอ่านที่ไหนมาหละเค้าบอกว่า B&O แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้สนใจผู้ใช้ยุคไอพอดไอโฟนซะเท่าไหร่ (ประมาณว่าจับแต่ลูกค้า Hi-end) แต่ช่วงหลังๆนี่เค้ามีกลยุทธ์เรียกหาลูกค้าจากกลุ่มเหล่านี้ (เพื่อจะ convert ให้ใช้แบรนด์ B&O เมื่อมีฐานะแล้ว) ดังนั้นเค้าเลยออกสินค้าในชื่อแบรนด์ Beoplay มา ซึ่งก็ยังคงเอกลักษณ์ในเรื่องของดีไซน์ และคงคุณภาพเสียงไว้ ในราคาที่จับต้องได้

อย่าง Beoplay H6 ก็เป็นหูฟังที่เราว่ามัน Iconic เลย ส่วนตัว A1 ที่เพิ่งซื้อมาเล่นนี้เรื่องดีไซน์ก็ดีงามเช่นกัน

แต่ถ้าดีไซน์สวยอย่างเดียว เสียงกลับแย่ มันก็เหมือนแค่ของเล่นของคนมีเงินเท่านั้นหละ เรายังเป็นชนชั้นกลางอยู่ ดังนั้นเรื่องประสิทธิภาพก็ต้องคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปด้วย

What is it?

Beoplay A1 เป็นลำโพงบลูทูธขนาดเล็กของ Bang & Olufsen ตัวถัดมาจาก A2 ที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์คนเดียวกัน (Cecillie Manz – ดีไซน์เนอร์ชาวเดนมาร์ค ผลงานส่วนมากเป็นเฟอร์นิเจอร์)

จริงๆตอนแรกเราสนใจ A2 อยู่นะ แต่พอเห็นตัวจริงแล้วมันใหญ่ไปหน่อย ตัว A1 มันทำมาขนาดเหมาะพกพาไปไหนต่อไหนมากกว่า (แบบของการโยนใส่เป้นะ) คือขนาดของมันก็ใหญ่กว่าฝ่ามือไม่มาก แต่น้ำหนักออกจะหนักกว่าที่คิดไว้ คือ 600 กรัม

น้ำหนักที่หนักก็เป็นเพราะว่าเค้าใส่แบตมา 2200 มิลลิแอมป์ เคลมว่าเล่นเพลงได้ถึงหนึ่งวันเต็ม (ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่าต้องมีดอกจันพร้อมกับตัวหนังสือเล็กๆว่า”ทดสอบในบางสถานการณ์”)

ต้องใช้สาย USB-C นะครับ

อย่างอื่นที่ควรรู้

  • หัวชาร์จไฟเป็น USB-C ซึ่งควรระวังในการหาสายไม่ได้มาตรฐานมาต่อ (ในกล่องจะมีสาย USB-A -> USB-C มาให้หนึ่งเส้น)
  • เสียง Mono แต่ถ้ามีเงินเหลือก็ซื้ออีกตัวมาต่อให้เป็น Stero ได้
  • มีรูเสียบสาย 3.5mm ไว้เผื่อได้ใช้ในโอกาส 0.05% ของอายุการใช้งาน
  • มีไมค์ ใช้รับสายโทรศัพท์ หรือจะใช้พูดกับสิริก็ได้ (แต่ต้องกดปุ่มก่อนนะ)
  • A2DP Codec ได้แค่ SBC (ไม่มี AAC หรือ aptX)
  • อันนี้ซื้อที่สนามบินที่ฮ่องกงตอนมันลดราคา ถ้าเทียบกันแล้วซื้อที่ญี่ปุ่นน่าจะถูกกว่าพันนึง (แต่ถูกกว่าในไทยแน่ๆ)

Design

สิ่งที่เราเสียเวลานานมากในตอนซื้อคือ เลือกสีอะไรดี?

  • สีเงินก็ดูเป็นสีโลหะ เลือกไปยังไงก็ไม่ผิด แต่ว่ามันดูพื้นๆไปหน่อย อาจจะเป็นเพราะเราอยากให้มันมีความเงามากกว่านี้นิดนึง
  • สีเขียวดูออร์แกนิค เหมาะกับโต๊ะไม้ กระเป๋าหนัง ชั้นวางของรกๆ แต่มันไม่ใช่สีโลหะนี่สิ
  • ส่วนสีดำและแดงนี่ตัดออกไปก่อน เพราะทั้งก้อนมันดูโทนเดียวกัน และชีวิตเราตอนนี้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ที่จะเอามาแมทช์ได้

ลังเลไปๆมาๆ เราก็เลือกสีเขียวเพราะ ของที่โชว์สีเงิน ตัววัสดุด้านล่างมันเห็นรอยเปื้อนชัด แบบมือดำๆไปโดน หรือวางบนโต๊ะที่ไม่สะอาดแล้วมันจะติด สีเขียวมันดูซ่อนพวกนี้ได้ (คือถ้าตัวโชว์มันดูสะอาด นี่ก็ไม่รู้ว่าจะได้สีอะไรกลับมา)

มาดูดีไซน์จริงๆหละ

เจ้าลำโพงก้อนนี้วัสดุส่วนฝาบนเป็นอลูมิเนี่ยมขัดด้านที่เจาะรูถี่ๆเป็นทรงโดม ส่วนฐานล่างเป็นโพลีเมอร์หนืดๆ (ความรู้สึกเหมือนยาง) ทรงกระบอกเตี้ยๆ สองอย่างนี้มาประกบกัน เพิ่มลูกเล่นเป็นสายหนังเจาะติดกับฐานล่าง ประทับโลโก้ไว้ที่ตัวรูดของสาย เปลี่ยนความรู้สึกของอุปกรณ์จากดูเป็นก้อนโลหะแข็งๆเรียบๆ ให้เป็นมิตรกับคนใช้มากขึ้น

ด้วยราคาค่าตัวที่เหยียบหลักหมื่น งานประกอบก็ออกมาดี รูอลูมิเนี่ยมถูกเจาะก็ไม่มีจุดบาดมือ สัมผัสไม่ถึงลื่นไหลแต่ก็ไม่สะดุด รอยต่อระหว่างพลาสติกกับโลหะก็มีเหลื่อมบ้างเล็กน้อย แต่ในระดับไม่ถึงมิลลิเมตร (เรื่องงานละเอียดแบบนี้แอปเปิ้ลก็ยังทำดีกว่า แต่ก็ดีกว่ากันไม่มาก) ส่วนสายหนังก็ผูกปมมาเรียบร้อย

รูปทรงง่ายๆแบบมินิมอล ไม่ต้องบอกว่าตัวเองเป็นลำโพง เรียกว่าเป็นจุดขายของแบรนด์นี้เลยหละ (สำหรับแบรนด์ที่ทำลำโพงเหมือนกระด้งนะ) และที่เขียนไปว่าดีไซน์เนอร์ผลงานส่วนมากเป็นเฟอร์นิเจอร์ ก็ได้ส่งผลให้วัตถุชิ้นนี้ดูไม่แปลกแยกเมื่อวางกับของในบ้าน

ขนาดดีไซน์เนอร์ในทีมเรายังบอกว่ามันเหมือนเค้กชาเขียวเลย

ส่วนถ้าอยากได้ลำโพงที่ดูเหมือนลำโพง เราว่าของ Marshall ดูสวยงามอยู่

ด้วยทรงที่เรียบเนียนทั้งชิ้น คำถามต่อไปคือ ปุ่มกดอยู่ไหน?

ปุ่มมันถูกซ่อนอยู่ในฐานหละ ด้วยเพราะวัสดุมันเป็นโพลีเมอร์ มันเลยมีความยืดหยุ่น ปุ่มมันก็เลยเนียนเรียบไปกับฐานเหลือแค่สัญลักษณ์บอกตำแหน่งให้กด แต่ด้วยดีไซน์แบบนี้ การจะกดอะไรก็ต้องหยิบมาหมุนดูว่าปุ่มอยู่ตรงไหน ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เป็น Form over function นิดๆ

จุดติอีกจุดคือส่วนโพลีเมอร์ที่เหมือนยางมันเกาะฝุ่นดี และถ้าสีเทานี่ก็เกาะรอยเปื้อนได้เหมือนกัน ถ้าอยากรักษาให้ดีๆก็คงจะต้องทำความสะอาดบ่อยๆ

Usage

เนื่องจากเป็นลำโพงบลูทูธ การใช้งานก็เลยต้องทำการเชื่อมต่อกันก่อน การเชื่อมต่อก็ไม่ได้ยากหรือง่ายกว่าอุปกรณ์จำพวกนี้เท่าไหร่ คือกดปุ่มสัญลักษณ์บลูทูธค้างจนไฟสีน้ำเงินกระพริบ ก็เปิดหน้าบลูทูธที่มือถือหาเจ้านี้ กดไปแล้วได้ยินเสียงยืนยันจากลำโพงก็เป็นอันสำเร็จ

พอคราวจะใช้ก็แค่กดเปิด แล้วมันก็จะต่อกับอุปกรณ์ตัวล่าสุดที่เคยต่อไว้

ยังไม่ได้เช็คว่ามันจำได้กี่เครื่อง แต่ใช้ไอโฟนสลับกับไอแพดก็ได้ อยากใช้กับเครื่องที่เคยต่อไว้ก็เข้าเมนูบลูทูธของอุปกรณ์นั้นแล้วกดให้มันต่อกัน ไม่วุ่นวาย แต่เล่นเพลงพร้อมๆกันสองเครื่องไม่ได้

อย่างที่เพิ่งเขียนไป ลำโพงตัวนี้จะใช้งานยากมากถ้าไม่ยกขึ้นมาหาปุ่ม แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อย เพราะว่าเราแค่ต้องการหาปุ่มเปิดเท่านั้นเอง หลังจากนั้นก็คุมเพลงผ่านไอโฟน หรือผ่านนาฬิกา

แต่ถ้าห้อยลำโพงไว้ จำแค่ว่าปุ่มเปิดอยู่ที่สามนาฬิกาก็ได้

นอกจากนี้ตัว A1 ยังมีปุ่มเลือกเล่นเพลงจากอุปกรณ์ล่าสุด ก็ดูโอเคสำหรับคนอยากฟังเพลงแบบรวดเร็ว แต่ว่าก็ต้องกดเปิดเครื่องก่อน (จริงๆควรจะกดแล้วเครื่องเปิดพร้อมเล่นไปด้วยเลย)

ลำโพงจะปิดตัวเองลง หลังจากไม่มีการเล่นเพลงประมาณ 15 นาที แม้ว่าจะชาร์จอยู่ก็ตาม ซึ่งถ้าชาร์จอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องปิดตัวเองอัตโนมัติก็ได้นะ

ส่วนลูกเล่นจากดีไซน์คือสายคล้องที่ไม่ได้เป็นแค่ของประดับ ทำให้นอกจากจะวางตามชั้นตามโต๊ะได้แล้ว ก็ยังห้อยกับประตูให้ลำโพงมันยิงเสียงตรงๆได้เลย

Sound

เป็นเรื่องยินดีที่อยากจะบอกว่า นอกจากรูปทรงจะสวยงามแล้ว เสียงมันดีครับ

ถ้าเปิดถูกเพลง ความดังประมาณ 50% เสียงโทนสูง กลาง และต่ำก็ให้ออกมาแบบไม่มีกั๊ก เห็นที่เค้ารีวิวกันเรียกว่ามันให้เสียงแบบ full-bodied (เหมือนๆกับกาแฟที่กินแล้วกลิ่นมันตลบอบอวนอยู่ในปาก) เสียงทุ้มก็ได้แบบรู้ว่าอากาศสั่นสะเทือน (แต่ไม่ถึงเครื่องใน) จนเรารู้สึกว่ามันแอบแน่นไปหน่อย (หรืออีกแง่คือเสียงแหลมมันไม่แซงขึ้นมา)

ให้เทียบกับ H6 แล้วเสียงให้โทนเดียวกัน แต่ A1 เสียงทุ้มมาเยอะกว่า

เมื่อเทียบกับขนาดที่ใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย ก็ต้องเรียกว่าเกินความคาดหมายไปเลย เรียกว่าเสียงเกินตัวไปเยอะ

ส่วนเพลงอื่น ถ้าเสียงเบสมันแน่นไป ก็มีตัวช่วยคือ Beoplay App ก็ช่วยปรับโทนให้เหมาะกับความชอบได้ (เราชอบให้มันใสขึ้นหน่อย ก็ปรับมาด้าน Bright/Relaxed)

ซึ่งแอปมันก็มีบน Apple Watch เหมือนกัน แต่ลากปรับไม่ได้ ต้องเลือกตาม Preset ที่เคยบันทึกไว้ก่อน

 

 

ข้อดีของดีไซน์ทรงนี้อีกข้อคือ เสียงมันจะกระจายรอบด้าน ดังนั้นการที่มันเป็นลำโพงโมโนก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะว่ามันเหมาะกับการวางไว้กลางห้อง ไม่ต้องหันหน้าฟังเสียงก็เข้าถึง (หรืออย่างที่บอกไปว่ามันต่อกันเป็นคู่ได้)

(update 11/3/2017 – ตอนนี้เช็คสเปคแล้วเพิ่งรู้ว่ามันส่งข้อมูลเสียงด้วยเทคโนโลยีเก่า – SBC – ก็ยังทึ่งอยู่ว่ามันทำเสียงออกมาดีกว่าที่คาดเลย)

vs Bose Soundlink Mini I

หลังจากเคยซื้อ Bose SoundLink Mini มา แต่พบกับเรื่องที่ว่าถึงเสียงเบสจะแน่น แต่ว่าช่วงเสียงอื่นเราเฉยๆ ฟังเพลงแนวที่เราชอบไม่ได้ ก็เลยไม่ได้ใช้ (ให้พ่อไป) แล้วก็ไม่ได้สนใจซื้อลำโพงบลูทูธอีกนาน

เพื่อความเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าเลยหยิบตัวนั้นมาลองเล่นเพลงเดียวกันดู

เค้าบอกว่า Bose เหมาะกับแนวแจ๊ส ดังนั้นเราก็เลือกเพลงแนวแจ๊สมา ซึ่งก็ได้มาเป็นศิลปินที่เราชอบ และรู้สึกว่าเค้าบันทึกเสียงมาดี (อย่างน้อยก็ใน Apple Music หละ)

ได้ความแตกต่างมาคือ A1 ช่วงเสียงกว้างกว่าเยอะ เทียบกับ Bose แล้วดูเหมือนเพลงออกมาจากกล่อง ส่วน A1 เสียงมันเต็มช่วงการได้ยินมากกว่า

เรื่องของเบส (เปลี่ยนไปฟังเพลง Pop/Dance) ตัว Bose มันควรจะวางไว้ใกล้ๆกำแพงให้มันสะท้อน แต่ว่า A1 นี่วางไว้กลางห้องก็ได้ Bose มีเบสบางลูกที่ชอบ ให้ความรู้สึกว่ามันแน่น ส่วนเสียงสูงก็มีบางเพลงที่ให้ความรู้สึกว่า Bose เสียงคนชัดกว่า

แต่อย่างที่บอกไปว่า A1 ช่วงเสียงกว้างกว่าเยอะ เสียงมันเต็มโสตสัมผัสมากกว่า (ส่วน Bose เราว่ามีการบีบช่วงเสียง และปรับบางช่วงเสียงด้วย) ฟังเทียบกันแล้วมันมวยคนละรุ่นเลย (นึกแบบว่าซื้อ Bose ที่ไทย ราคาเท่ากับ A1 ที่ต่างประเทศ แล้วมันเสียดายเงินยังไงไม่รู้)

Others

USB-C

ในคู่มือมันบอกว่าสามารถต่อก้อนนี้เข้ากับคอม แล้วใช้ทำ conference call ได้ และก็สามารถอัพเดทเฟิร์มแวร์ผ่านทางพอร์ท USB-C ได้

แต่ว่าเราต่อกับคอมแล้วมันหาไม่เจอ!

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าสายมันชาร์จได้อย่างเดียว หรือสายหักใน (มีขยับบางมุมแล้วไฟไม่เข้า) หรือเป็นปัญหาที่เครื่องจริงๆ อันนี้ตอบไม่ได้ เพราะว่าที่บ้านไม่มีสาย USB-A to USB-C อันอื่นให้เล่น ก็ต้องหาสายอื่นมาลอง (แต่มันไม่มีอะไรที่รีบร้อน แบบอัพแล้วเสียงดีขึ้นอะไรแบบนี้)

ตอนนี้ขยับสายไปหลายท่าจนต่อกับคอมได้แล้ว!

สิ่งที่มันทำได้กับคอมพิวเตอร์นอกจากการอัพเดทเฟิร์มแวร์ (ตอนรีวิวก่อนหน้า 5.0.8 ตอนนี้อัพเป็น 5.1.1) คือการทำตัวเป็นลำโพงจาก USB ก็น่าจะคาดว่ามันส่งข้อมูลแบบไม่ตัดตอนเมื่อเทียบกับบลูทูธนะ แต่ฟังแล้วก็ไม่เห็นความต่าง และนอกจากนั้นก็ยังทำหน้าที่เป็นไมโครโฟนได้เหมือนกัน (ที่โฆษณาไว้คือทำตัวเป็นลำโพงสำหรับการประชุม ก็แค่เลือก Source Input/Ouput เป็นตัวนี้ จากนั้นก็จะ Skype หรือ Facetime Call ก็แล้วแต่สะดวก)

Playtime

เราคิดว่ามันไม่ถึง 24 ชั่วโมงอย่างที่เคลมไว้ แต่ก็ไม่ได้วัดอะไรแน่นอน อย่างน้อยก็น่าจะเกินหกชั่วโมง แต่อาจจะได้ถึงประมาณสิบชั่วโมง เอาเป็นว่าถ้าเปิดเพลงทั้งวัน ก็อาจจะต้องชาร์จอีกวันนึงหละ (ด้วยความดังประมาณ 50%)

Conclusion

สรุปสั้นๆว่าเราชอบนะ

แม้ว่าเสียงจะไม่ได้เทพแบบเครื่องเสียงตัวใหญ่ๆ แต่ก็ไม่มีอะไรขัดใจ และก็ต้องทำใจว่าบลูทูธมันก็ให้คุณภาพเสียงได้ไม่สุดเท่าใช้สาย หรือผ่านไวไฟ แต่ว่ามันทำออกมาเกินตัว (ถ้าไม่เกรงใจกลุ่มหูทอง เราว่ามันเสียงดีมากๆๆหละ)

กับอีกอย่างคือดีไซน์ เราว่ามันดีงาม ไม่ค่อยเป็นลำโพงเท่าไหร่ และชอบตรงฟังก์ชันการแขวนด้วยหละ

จบแล้ว