Fisheye 7.5mm f/2.8

เลนส์ฟิชอายเป็นอีกช่วงที่เอาไว้สร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่ ด้วยเหตุผลที่มุมมองมันไม่เหมือนกับตาคน ซึ่งพอดีเราไปเล่นเลนส์ตัวนี้ของช่างภาพในงานอีเวนท์นึงมา แล้วพอรู้ราคาว่ามันไม่แพงมาก ภาพโอเค ก็เลยสอยมา (ง่ายๆแบบนี้หละ)

คุณสมบัติ

  • ไม่มียี่ห้อ มีปัญหาไม่ต้องไปทุบเลนส์โชว์หน้าบริษัท เพราะว่าไม่มีครับ
  • XF Mount ไม่ต้องใช้อแดปเตอร์มาต่อให้เกะกะ
  • ความยาวโฟกัส 7.5mm กว้างกว่าเลนส์กว้างสุดของฟูจิ
  • รูรับแสงกว้างสุด f/2.8 แคบสุดที่ f/22 มี ม่านรูรับแสง 8 ชิ้น วงปรับรูรับแสงเป็นแบบหมุนลื่น
  • โฟกัสมือหมุน ถ้าโฟกัสแบบออโต้แล้วราคานี้ให้มั่นใจได้เลยว่าขโมยมาแน่ๆ
  • บอดี้โลหะ ยกเว้นตรงเมาท์เลนส์
  • ราคา ประมาณ 4,500 บาท ถ้าหาได้ถูกกว่านี้ก็บอกด้วย

ของเพิ่มเติมที่มาในกล่อง: ไม่มี (คือมีแค่เลนส์ พร้อมฝาปิดหน้าหลัง ห่ออยู่ใน bubble wrap)

วัตถุด้านซ้ายคือฝาปิดหน้าเลนส์

สัมผัสแรก

อย่างแรกคือ ฝาปิดหน้าเลนส์นี่เสี่ยงต่อการพังมาก กล่าวคือมันเป็นพลาสติก ที่ดูจะฉีกขาดได้ถ้าใช้ไปสักระยะ (ตอนที่ไปเล่นของพี่ช่างภาพ มันก็ขาดไปแล้ว) ถ้ามันขาดไปคราวนี้ก็ไม่รู้จะพกพาไปยังไงเลย เพราะหน้าเลนส์มันโค้งซะขนาดนี้

ส่วนบอดี้นอกจากเมาท์ ก็เป็นโลหะ ดูจับมีน้ำหนักดี รวมถึงฮูด (ที่ถอดไม่ได้) ก็เป็นโลหะด้วย คนขายบอกว่ารุ่นแรกเป็นพลาสติก หักง่าย รุ่นนี้เลยเป็นแบบนี้ ทำให้หนักขึ้น ซึ่งเลนส์นี้ไม่เบาเท่าขนาดที่เห็นนะ

ส่วนหน้าตาหลังจากใส่กับกล้องแล้ว เราว่ามันขี้เหร่ไปนิดนึง แบบว่าดีไซน์ไม่เข้ากันเลย แต่ให้อภัย เพราะว่าไม่ได้ใช้เพื่อความเท่ห์

การใช้งาน

เนื่องจากเลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ราคาประหยัด การใช้งานก็ต้องเป็นแบบเมนวล คือปรับรูรับแสงเอง ปรับระยะโฟกัสเอง ซึ่งการใช้เลนส์มือหมุนก็จะมีข้อพึงระวังคือ “ภาพไม่คม”

ส่วนของภาพที่ไม่คม มักจะเป็นเพราะว่าเราปรับโฟกัสไม่ตรงจุด (หรือปรับโฟกัสตรงจุดแล้วแต่เลนส์มันไม่คมเอง) อันนี้ก็แก้ปัญหาง่ายๆ คือให้กล้องมันช่วยบอก

ปรับโหมดกล้องไปที่โหมด Manual Focus (MF) แล้วก็เลือกโหมดแสดงผลการโฟกัส ซึ่งมันมีสามแบบคือ

โหมด MF ก็คือการเลื่อนสวิทซ์ไปที่ตัว M

โหมด MF ก็คือการเลื่อนสวิทซ์ไปที่ตัว M

  • โหมดภาพจริง อยากดูว่าโฟกัสเข้าไหมก็กดซูมเอา ก็ใช้การกดไปที่ล้อหมุนด้านหลังกล้อง
  • โหมด Digital Split Image – เลียนแบบกล้อง Rangefinder อันนี้หน้าจอจะมีสี่เหลี่ยมขึ้นมาตรงกลาง ข้างในแบ่งเป็นสี่เหลี่ยมหลายๆแถบ จะโฟกัสตรงก็ต่อเมื่อภาพในสี่เหลี่ยมเหล่านั้นไม่เหลื่อมกัน
  • โหมด Focus Peak Highlight – กล้องมันจะใส่จุดเพื่อเน้นส่วนที่ความต่างของแสงสูงๆ อย่างมุม เส้นขอบ ลวดลายของวัตถุ ถ้าพวกเส้นมุมเหล่านี้มันคมชัดขึ้นจากการที่เราปรับโฟกัส กล้องก็จะใส่จุดส่วนนั้นให้เยอะขึ้นไว้บอกว่าตรงเส้นนี้ ขอบนี้ ลวดลายนี้มันน่าจะชัดนะ กล้องบางรุ่นจะเปลื่ยนสีของจุดพวกนี้ได้ (กรุณาศึกษาข้อมูลจากคู่มือ) โหมดนี้เป็นโหมดที่ทำให้กล้อง Mirrorless ใช้เลนส์เก่าๆได้ดีกว่ากล้อง DSLR เลยหละ เพราะไม่ต้องใช้ตากะความคมชัดอย่างเดียว

การเปลี่ยนโหมดทั้งสามโหมดนี้แบบไม่ต้องเข้าเมนู ให้กดล้อหมุนหลังกล้องค้างไว้สักพัก

ก่อนจะถ่ายรูปจากเลนส์มือหมุนได้ ต้องไปเปิด “Shoot without lens” ในเมนูก่อน (ซึ่งแต่ละรุ่นก็อยู่คนละที่) และถ้าอยากให้กล้องมันบันทึกความยาวโฟกัสแบบถูกๆ (ตอนเปิดจากคอม แล้วจะหารูปจากเลนส์) ก็ต้องไปปรับในเมนู “Mount Adaptor Setting” ด้วยนะ

เลนส์ตัวนี้ตอนใช้จริงก็มีวงแหวนให้ปรับสองวง ก็คือ ปรับรูรับแสง และปรับระยะโฟกัส ก็หมุนๆไปมาตามความพอใจ

เส้นด้านซ้ายของคำว่า Fish-eye คือเส้นกำกับทั้งรูรับแสง ทั้งระยะโฟกัส

แต่หมุนๆไปแล้วอะไรคือความพอใจ? ถ้าซื้อมาเพื่อถ่ายวิว เราก็น่าจะอยากได้รูปที่คมชัดทั้งภาพใช่ไหม ถ้าต้องตอบโจทย์นี้ ข้างล่างเป็นตัวเลขสองชุดที่จะทำให้ภาพมันชัดได้ระยะมากสุด ภาษาทางการเราเรียกมันว่า Hyperfocal Distance

  • f/2.8 – 0.5 m
  • f/4 – 0.35 m
  • f/5.6 – 0.25 m
  • f/8 – 0.18 m
  • f/11 – 0.13 m
  • f/22 – 0.06 m (ใกล้เกินไป มันสุดที่ 12cm)

Hyperfocal Distance คือระยะโฟกัสที่วัตถุจะชัดตั้งแต่จุดที่เราโฟกัส ไปจนถึงดวงดาว ในการกดชัตเตอร์ครั้งเดียว เหมาะกับการถ่ายวิว หรืออย่างอื่นที่อยากให้ช่วงชัดเยอะสุด

แต่ว่า ถึงแม้ว่าจะชัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันคมสุด ถ้าอยากได้ภาพคมชัดสุดๆแบบทุกช่วงก็ค้นคำว่า focus stacking เลยครับ

คุณภาพรูป

พวกเลนส์ไวด์จนถึงฟิชอาย ภาพส่วนขอบก็เป็นตัวบอกคุณภาพของเลนส์หละ ตรงกลางมันมักจะไม่มีปัญหา แต่พอไล่ออกไปเรื่อยๆ เราก็จะได้เห็นข้อจำกัดของตัวเลนส์ คือ

  1. ภาพคมสุดตรงกลาง แล้วคมน้อยลงไปเรื่อยๆ
  2. มี Chromatic Aberration (ตามขอบวัตถุมีสีเหลื่อมๆ ม่วงๆเขียวๆ) แต่อันนี้แก้ด้วย Lightroom ได้

เลนส์ราคา 4,500 บาท กับระยะโฟกัสแบบกว้าง ก็ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าเราจะเห็นข้อจำกัดของเลนส์แบบชัดเจน แต่เราว่ามันอยู่ในระดับที่รับได้เลย ดูคุ้มค่ากับราคานะ แต่อาจจะไม่ใช่งานที่ต้องการความเนี้ยบ เก็บรายละเอียดของรูปทั้งใบ

รูปข้างล่างปรับแสงแล้วนะ คืออย่างที่บอกไปว่าเลนส์มันมี CA เยอะ ตัวกล้องก็ไม่ช่วยลด (เพราะไม่มีข้อมูลของเลนส์) รูปจาก JPG เลยมันจะมีสีเหลื่อมๆตามขอบ ซึ่งเราเอามาแก้ผ่าน Lightroom เองดีกว่า (ก็คือถ่าย RAW ไปเลย)

นึกถึงงาน event ถ่ายคนได้เยอะๆ

นึกถึงงาน event ถ่ายคนได้เยอะๆ

บางภาพ ความโค้งก็จะไม่มีปัญหามาก

บางภาพ ความโค้งก็จะไม่มีปัญหามาก

ส่วนบางภาพ ก็ให้ความรู้สึกโลกกลม

ส่วนบางภาพ ก็ให้ความรู้สึกโลกกลม

[update] พอใช้ไปสักระยะ เราค้นพบว่า มันเป็นเลนส์เหมาะสำหรับการเซลฟี่เลย

เซลฟี่แบบเก็บคนได้เยอะเกิน (ใช่ ควรจะอยู่ตรงกลางๆ ถ้าไม่อยากได้หน้าเบี้ยว)

มีอย่างหนึ่งที่อยากบอกคือ เรารู้สึกว่าโบเก้มันเนียนตาในระดับหนึ่งเลย แต่ช่วงเลนส์มันไม่ค่อยเหมาะในการละลายหลัง

ไม่เหมาะกับการถ่ายของกินแน่นอน

ไม่เหมาะกับการถ่ายของกินแน่นอน (แต่ก็อาจน่าสนใจถ้าจัดวางดีๆนะ)

ถ้าในแสงปกติ ปรับรูรับแสงไป f/8 ก็จะได้ความคมแบบที่โอเค ส่วนถ้า f/2.8 นี่เราว่าความคมมันไม่โอเค อาจจะไม่เหมาะในการถ่ายดาว แต่ก็ยังไม่ได้ลองจริงๆ

screen-shot-2016-10-05-at-19-45-20

ที่ f/8 ครอป 100% ด้านขวา

และก็จะบอกว่าเลนส์ที่เราได้มา ด้านขวาจะเบลอกว่าด้านซ้าย ซึ่งก็จะเป็นเรื่องของหัวข้อถัดไป…

ราคาที่ถูก แลกกับ…

เลนส์ไม่มีแบรนด์ วัสดุดูดี คุณภาพภาพโอเค แล้วทำไมมันถึงถูกขนาดนี้? ถูกกว่าเจ้าที่มีแบรนด์ถึงครึ่งนึงเลย?

คำตอบง่ายๆคือ QC ครับ ลดค่าแรงคนแทน

คือซื้อมาแล้ว ควรจะเช็คตั้งแต่ก่อนซื้อว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า โฟกัสคมทั้งด้านซ้ายด้านขวาด้านบนด้านล่าง หมุนอะไรไม่ฝืดไม่เคือง เมาท์ประกบกับกล้องแล้วแนบสนิท ไม่เขยื้อนจนน่าเกลียด

อย่างตอนนี้เอาตัวเลนส์มาถ่ายแบบ เปิดฝาหลังเลนส์ปุ๊บ… น็อตหลุดมาหนึ่งตัว ไม่อยากนึกถึงเลยว่าถ้าหลุดตอนถ่ายในงานจริงๆจะเป็นยังไง แล้วถ้ามันหลุดง่ายแบบนี้ ต่อไปมันจะแยกร่างเองได้หรือเปล่า อันนี้ก็ยังเป็นคำถามต่อไป

(update: 3/1/2017 – ไม่ใช่คำถามหละ แค่เอาไปถ่ายเล่นๆ ตัวเมาท์เริ่มแยกร่างกับเลนส์แล้ว เป็นเพราะน็อตมันหลวม ไม่สามารถขันให้แน่นได้ ถ้าอยากใช้จริงจังก็คงต้องเช็คสภาพ และพกไขควงไขแว่นติดตัวไปด้วยหละ – จำได้ว่าที่ไดโซะมีขายแบบเป็นพวงกุญแจอยู่)

หลังจากนั้น…

การใช้งานจริงๆ ถ้าบอกว่าเลนส์ไวด์ใช้ยากแล้ว เลนส์ฟิชอายนี้ใช้ยากกว่าอีก วัตถุที่รกตาทั้งหลายเราจะซ่อนมันยากมาก การจัดองค์ประกอบก็ยากกว่าอีก เส้นนำสายตาควรจะเป็นยังไง คนอยู่ตรงไหนได้บ้าง (ถ้าอยู่ขอบรูปก็อาจจะโดนเคืองได้)

และที่สำคัญไปกว่านั้น คือว่า รูปจากเลนส์ฟิชอายนี่ถ้าโพสรัวๆ ภาพจากที่ดูน่าตื่นตา จะกลายเป็นดูน่าเบื่อทันที เพราะว่ามันตื่นตาจนเลิกตื่นตาไปแล้ว

เราชอบโลกกลมๆ

เราชอบโลกกลมๆ

ยกเว้นว่าจะเป็นครีเอทีฟสุดล้ำ จัดองค์ประกอบได้น่าสนใจทุกรูป หรือตั้งโปรเจคอาร์ทๆ มองโลกแบบตาปลาอะไรแบบนี้ เราขอแนะนำให้ใช้เลนส์ไวด์ประมาณ 5-10% ของรูปที่จะโชว์ดีกว่า

เป็นการถ่ายภาพรวม ถ่ายจุดแคบๆ (แบบในตัวร้านเล็กๆ) ถ่ายเซลฟี่รวมหลายคน พอไปผสมกับรูประยะอื่น มันจะได้มีหลายบรรยากาศหน่อย (แต่เราว่าต่อไปมันอาจจะเอาท์แล้ว เพราะว่ากล้อง 360 องศาจะมา)

ตอนนี้ก็ยังฝึกหัดใช้อยู่ แต่จะเอามาลองเล่นคงต้องเอาเลนส์ช่วงปกติมาด้วยอีกตัว เพราะทุกอย่างถ่ายฟิชอายมันไม่ดูดีไปหมดนะ

อีกอย่างคือ เลนส์ฟิชอายนี่เป็นตัวท้ายๆของการสะสมคอลเลคชั่นเลนส์เลยนะ ควรไปซื้อพวก 35 ถ่ายคนถ่ายอาหาร หรือเทเล 55-200 ซูมไกลๆไปก่อน

ขอจบการรีวิว (หรือพรีวิวดีนะ) มา ณ ที่นี้

รภรัตน์