เมื่อต้องเดินขึ้นฟูจิ

เรื่องปี 2013 แล้ว แต่อันนี้ก็ดองไว้นานเฉยๆ คงได้ที่แล้วหละ

คือพี่ในทีมเค้าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน แถมคราวนี้มีเป้าหมายอะไรที่ดูแปลกไปด้วย คือไปปีนภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเราก็อืม… ไปก็ได้ จัดแจงซื้อตั๋วเครื่องบินเรียบร้อย

ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาไฟที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติญี่ปุ่น อยู่คู่กับชาวญี่ปุ่นมาช้านาน คงด้วยความที่มันสูงมากๆ และก็สูงชะโลดโดดเดี่ยวคนโบราณเค้าก็คงคิดว่า มันสูงจนใกล้สวรรค์ (พระเจ้าสร้างไว้แน่นอน อะไรที่มันอลังการขนาดนี้) ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ทางด้านความเชื่อไป (อย่างที่เปรูก็มี เอาเด็กไปฝังบนภูเขาสูง ตามความเชื่อ เพราะกลัวภูเขาไฟระเบิด)

นอกจากนี้ก็ยังมีทั้งทางด้านศิลปะวัฒนธรรม ยิ่งพอเมืองหลวงย้ายมาทางโตเกียว ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจน งานศิลปะก็เลยยิ่งมีเยอะขึ้น

ส่วนทางด้านการปีนเขา ช่วงแรกก็คงเป็นการไปแสวงบุญ เค้าว่ากันว่าเมื่อก่อนมันศักดิ์สิทธิ์มากแบบกีดกั้นไม่ให้ผู้หญิงขึ้นเลย (มาสมัยนี้จะตั้งคำถามว่าทำไมต้องกีดกัน) ไม่มีบันทึกแน่นอนว่าคนญี่ปุ่นคนแรกที่เดินขึ้นถึงยอดสำเร็จคือใคร หรือเมื่อไหร่ (มีแต่เล่ากันว่าประมาณค.ศ.หกร้อยกว่าๆ) แต่พอฝรั่งปีนขึ้นคนแรกก็ได้รับการจดบันทึกอย่างชัดเจนอยู่รอดถึงในหน้าวิกิฯทุกวันนี้

(ข้างบนนั่นโม้นะ)


เตรียมตัว

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนคือเรื่องของการจองที่พักบนภูเขาไฟ เพราะถ้าตัดสินใจช้าๆ จุดพักเราก็จะอยู่ห่างจากยอดมาก ทำให้ต้องตื่นเช้ามากๆเพื่อที่จะไปให้ถึงยอดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แต่คราวนี้ได้เพื่อนร่วมงานที่ญี่ปุ่น (บริษัทเราข้ามชาติไง) เป็นคนจัดการให้ แต่ก็ตัดสินใจไปกันแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้านาน ก็เลยยังได้ที่พักเตี้ยๆอยู่ดี

อีกอย่างคือการเตรียมตัวปีนภูเขา ซึ่งถ้าเคยปีนกันตามปกติก็คงจะรู้ว่าควรจะเตรียมอะไรไปกันบ้างแล้ว แต่ถ้าไม่เคยไป เราว่ามันก็ไม่ได้ยากอะไร (คือคราวนั้นก็เป็นครั้งแรกเหมือนกัน) กางเกงแบบควรจะเป็นของเบาๆ ระบายอากาศได้ ก็ใส่ยีนส์กันขึ้นไป ซึ่งก็โชคดีที่ฝนไม่ตกนะ

สรุปสั้นๆ อุปกรณ์ที่ควรมี

  • กางเกงแบบปีนเขา เบา แห้งง่าย
  • เสื้อแขนยาว กันแดดเผาแขน
  • เสื้อกันหนาว (เพราะบนยอดหนาวมาก น้อยกว่าสิบองศา) อาจจะหาพวกฮีทเทคใส่ขาไปด้วย ไว้ปีนช่วงสอง
  • เสื้อกันฝน (แต่ให้นึกถึงแบบกันฝนแรงๆได้ แนวๆ rain poncho เพราะว่านี่มันคือภูเขา ไม่มีที่หลบ)
  • ของกินเพิ่มพลังงาน
  • กระติกน้ำ
  • รองเท้าปีนเขา
  • ไฟฉายแบบคาดหัว เพราะต้องเดินตอนกลางคืน
  • ไม้ปีนเขา (มีให้เช่าที่ 5th station)
  • กระป๋องออกซิเจน (เผื่อสักหน่อย)
  • (ไม่ต้องเอาชุดนอนไปนะ หนักเป้)
  • ถ้าทางการหน่อยก็ตามเว็บนี้

อย่าลืมนะว่าเราไปญี่ปุ่น ไม่ต้องเตรียมของตั้งแต่เมืองไทยก็ได้เพราะที่นู่นก็มีขาย ยกเว้นว่าจะหาราคาประหยัดๆหละ

อ่อ หลังจากปีนเสร็จ ลงมาอีกวันเราแนะนำให้หาโรงแรมที่มีออนเซ็นแถวๆฟูจินี่หละ เชื่อว่าอีกวันคงไม่อยากทำอะไรแล้ว 55+

ช่วงการปีน

เป็นช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น ก่อนหน้าฝน ก็ราวๆ ก.ค. – ส.ค. (แต่อย่าปลายสิงหาเลย ฝนอาจจะตกเยอะ) เน้นว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว ก็ควรเลือกเวลาที่ไม่ไปชนกับคนทำงาน ก็ไปปีนวันธรรมดานี่หละ

การเดินทาง

เส้นทางยอดนิยมคือการนั่งรถบัสจากชินจูกุไปลงที่ Fuji Subaru 5th Station (เส้นทางเดียวกับไป Kawaguchiko) ก็ควรจะซื้อตั๋วล่วงหน้าไปก่อน (แต่นี่ก็ซื้อล่วงหน้าหนึ่งวัน ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไงแล้ว)

ปล. ที่ทัวร์ชอบพามาลงกันก็คือ 5th Station ซึ่งมันจะมีหลายจุด ตามแต่ละจังหวัดรอบๆ แต่ขอบอกว่าถ้ามาเที่ยวเองแล้วไม่ได้ปีนก็อย่ามาเลย เพราะมันไม่มีอะไรให้ดู ไปหาที่นอนแช่ออนเซ็นแบบเห็นวิวชัดๆดีกว่า

อ่านเพิ่มเติม


11:07

วิวจากรถบัส นึกถึงตอนไปคาวากุจิเมื่อหลายปีก่อนเลย

วิวจากรถบัส นึกถึงตอนไปคาวากุจิเมื่อหลายปีก่อนเลย

เราออกจากชินจูกุประมาณสิบโมง ไปถึง 5th Station ก็ราวๆเที่ยง ซึ่งที่นี่ก็มีล็อคเกอร์ให้ฝากของ กับร้านอาหารให้กินกันก่อนขึ้นไป (ล็อคเกอร์ก็อยู่ในร้านขายอาหารอาคารใหญ่ๆนั่นหละ)

My last meal

My last meal

เนื่องจากแต่ละคนเตรียมตัวกันพร้อมมาก ดังนั้นเมื่อไปร้านอุปกรณ์เดินเขา ก็เลยสอยไม้เท้าช่วยเดินเขากันมาคนละอัน (แต่เราไม่ เราคิดว่าเราไหว) ที่พิเศษคือมันเป็นไม้ที่ระหว่างทางตามที่พักจุดต่างๆบางที่ก็จะมีการประทับตราบอกระดับความสูงลงไปที่ไม้นั่น (นึกชื่อทางการไม่ออก แต่แบบเวลาหนังเค้าทรมานคนเค้าจะใช้เหล็กเผาไฟไปจิ้ม อันนี้ก็แบบเดียวกัน) ซึ่งเราก็คิดว่าถ้าจะเอากลับ ก็คงเอาแค่อันเล็กๆกลับ ก็เลยซื้อไม้ยาวหนึ่งฟุตแทน

ไม้สั้นๆแบบนี้หละ พกกลับสะดวกดี

ไม้สั้นๆแบบนี้หละ พกกลับสะดวกดี

สภาพตอนยังมีแรงอยู่

สภาพตอนยังมีแรงอยู่ (เห็นไหมว่าแบกขาตั้งกล้องไป!)

ไม่ค่อยเห็นยอดเท่าไหร่ หวังว่าพรุ่งนี้คงจะไม่มีเมฆบนยอดนะ (สปอยด์: ไม่!)

ไม่ค่อยเห็นยอดเท่าไหร่ หวังว่าพรุ่งนี้คงจะไม่มีเมฆบนยอดนะ (สปอยด์: ไม่!)

อันนี้คือส่วนชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยว คือมันไม่เห็นยอดเขาหรอก ดูวิวรอบๆไปจะสวยกว่า

อันนี้คือส่วนชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยว คือมันไม่เห็นยอดเขาหรอก ดูวิวรอบๆไปจะสวยกว่า

 

14:00

เวลาเกือบจะบ่ายสอง หลังจากถ่ายรูปอะไรกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินขึ้นกันเลย!

ก่อนอื่นจะต้องบอกว่าพันธุ์ไม้มันจะเปลี่ยนเมื่อเราขึ้นไปเรื่อยๆ จาก 5th station (เรียกว่าจุดแวะพักที่ 5 ก็ได้มั้ง – แบบภูกระดึงยังเรียกว่าซัมได้เลย) นี่เรายังจะได้ชื่นชมกับต้นไม้อยู่ แต่พอเดินขึ้นไปเรื่อยๆแล้วต้นไม้ก็จะจางหายลง กลายเป็นไม้พุ่ม ไปบนๆก็เหลือแต่หิน

อันนี้เดินจาก 5th station ไม่นาน

อันนี้เดินจาก 5th station ไม่นาน ฝุ่นเต็ม (พ้นจากช่วงนี้ก็ฝุ่นน้อยแล้ว เก็บไว้ตอนเดินลง)

ขึ้นทางขวานะ ทางซ้ายมันเป็นเส้นทางที่มาจากขาลง

ขึ้นทางขวานะ ทางซ้ายมันเป็นเส้นทางที่มาจากขาลง

ต้นไม้แบบนี้มีอยู่นิดนึง

ต้นไม้แบบนี้มีอยู่นิดนึง

หลังจากนั้นก็เป็นแบบนี้ตลอด (นี่ยังดี ยังมีขั้นให้เดิน)

หลังจากนั้นก็เป็นแบบนี้ตลอด (นี่ยังดี ยังมีขั้นให้เดิน)

จะกล่าวถึงทางที่มันทำเป็นขั้นๆตามรูปข้างบนซะหน่อยว่า ขั้นนึงมันทำสูงซะเกือบฟุตนึง แบบว่าเหนื่อยที่จะยกขามาก เราก็เดินริมขั้นนั้นแทน

15:37

ทางมันก็วนซ้ายขวาไปเรื่อยๆ สักพักเมฆก็ลง มองแทบไม่เห็นทาง

ทางมันก็วนซ้ายขวาไปเรื่อยๆ สักพักเมฆก็ลง มองแทบไม่เห็นทาง

แล้วสักพักเมฆก็หาย

แล้วสักพักเมฆก็หาย แต่ที่เห็นลิบๆนั่นก็ไม่ใช่ยอดนะ

การเดินขึ้นฟูจิเราจะได้ข้อคิดอะไรบางอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน คือ จุดหมายมันอยู่ไกลกว่าที่เห็น -_-” ตอนเดินจะไม่ได้เห็นยอดจริงๆสักที มันได้อารมณ์แบบ

“นั่นไงยอด อีกไม่ไกลเอง”

แล้วก็เป็น

“ที่เห็นนี่ยังไม่ใช่ยอดอีกเหรอ”

สุดท้ายก็

“แก เดินๆไปเถอะ [หันไปสูดออกซิเจนกระป๋อง]”

แต่กว่าจะถึงประโยคสุดท้ายนี่ก็รุ่งเช้าวันถัดไปนะ ตอนนี้ยังตื่นเต้นอยู่

15:59

รูปที่ดูได้บรรยากาศสุดคือรูปนี้หละ

รูปที่ดูได้บรรยากาศสุดคือรูปนี้หละ

หันมองลงมา

พัก

พัก

เดินขึ้นต่อ ร้องอย่างโอดครวญ

เดินขึ้นต่อ ร้องอย่างโอดครวญ

ขอสารภาพว่า ช่วงประมาณรูปข้างบนนี่หละที่เริ่มก้าวไม่ไหวแล้ว สุดท้ายก็ซื้อไม้เท้าอันยาวๆมาช่วยปีน

จุดพักระหว่างทาง ก็จะมีขายเครื่องดื่ม ของกินต่างๆ (แต่ราคาก็แพงกว่าข้างล่าง) และบางที่ก็ยังเป็นจุดไว้ประทับตราบนไม้ด้วย (ยังไม่ลืมใช่ไหม)

17:13

 

ด้านหน้าที่พัก

ด้านหน้าที่พัก

หน้าที่ของเราก็คือเดินไปให้ถึงจุดพักเร็วๆ จะได้นอนเอาแรง เพราะว่าถ้าที่พักอยู่เตี้ย ก็หมายความว่าถ้าจะไปให้ทันพระอาทิตย์ขึ้นก็จะต้องออกเร็ว และเดินไกล

อย่างที่บอกไปตอนต้นๆ ที่พักได้ไม่สูงมาก การเดินทางวันนี้ก็เลยดูพอกรุบกริบ (แต่ก็เอาเรื่องอยู่) ถึงที่พักก่อนพระอาทิตย์ตก

วิวด้านหน้า ซึ่งไม่ค่อยเห็นอะไร

วิวด้านหน้า ซึ่งไม่ค่อยเห็นอะไร

นี่คือที่นอน ใครกรนก็รู้กันหมด

นี่คือที่นอน ใครกรนก็รู้กันหมด

อาหารเย็นเพิ่มพลังงาน

อาหารเย็นเพิ่มพลังงาน

จะมีแรงซดเบียร์กันอีกนะ (แต่เราไม่ได้กินด้วยนะ เด็กดี)

จะมีแรงซดเบียร์กันอีกนะ (แต่เราไม่ได้กินด้วยนะ เด็กดี)

เห็นรูปที่พักแล้วบางคนก็อาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมต้องมีถุงนอนด้วย นี่มันเดือนกรกฏาฯ ที่แบบญี่ปุ่นก็ร้อนน้อยกว่าไทยนิดหน่อยเองนะ

แต่ก็ต้องอย่าลืมว่านี่คือภูเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลสักสามกิโลเมตรได้ ตอนกลางคืนมันก็หนาวสิ อุณหภูมิขึ้นเลขตัวเดียว

อ่อ ห้องน้ำดูปิดมิดชิด เสียค่าเข้าด้วย (ยกเว้นคนที่มาพักที่หลังนั้น)

กินอะไรกันเสร็จ ก็นอนเอาแรง

…แต่เรานอนไม่หลับ

21:27

คิดว่าพอได้เวลามืดๆ เลยออกมาถ่ายรูปวิวสักหน่อย (เป็นรูปที่ไม่กี่คนจะถ่ายได้ เพราะใครจะบ้าแบกขาตั้งกล้องมา) แล้วก็ค้นพบว่ายังมีคนเดินขึ้นมา และเดินผ่านไปอีก หรือว่าเค้าจะไม่หยุดนอนพักเลย???

แล้วก็กลับไปพยายามนอนต่อ (อืม… ของที่ควรเอาไปด้วยอีกอย่างคือที่อุดหู)


เช้ามืด

ห้าทุ่ม หรือตีหนึ่ง เราไม่มั่นใจหละว่าตื่นตอนกี่โมง (ก็เล่นมาเขียนซะป่านนี้) แต่รูปในกล้องรูปแรกของเช้ามืดวันนั้นคือ ตีสองสิบห้า ซึ่งมันเป็นระหว่างทางแล้ว

ที่จำได้ คืออากาศมันหนาวมาก อุปกรณ์กันหนาวที่เอามาก็ใส่ซะเต็มอัตรา (ซึ่งพอเดินๆไปก็จะเริ่มเปิด เริ่มถอดกันบ้าง) และไฟติดหน้าฝากที่เพิ่งซื้อมาก็ได้ใช้ประโยชน์เต็มๆก็คราวนี้หละ

การเดินในตอนกลางคืนก็จะคล้ายๆกับตอนกลางวันที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าเราจะไม่เห็นวิวทิวทัศน์รอบๆข้าง ดังนั้นถ้ามีจุดไหนต้องปีนป่ายหินใหญ่ๆแล้วข้างๆมันวูบลงไปก็ไม่กลัว เพราะมองไม่เห็น และอย่าพยายามมองเลย

ทางที่ต้องเดินขึ้นก็ดูชันขึ้นเรื่อยๆ แสงไฟที่สาดส่องจากหัวผู้มีจิตใจกล้าหาญมาปีนเขาก็ส่องมาให้เห็นเป็นขบวน เดินวกซ้ายวนขวา ไต่ระดับขึ้นไป

มาถึงตอนนี้ กล้องที่เอามานี่ก็เป็นภาระอย่างหนัก (Canon 6D + 24-70/2.8) เก็บใส่เป้ไปเลย กว่าจะเอามาได้ถ่ายก็ตอนเริ่มตระหนักได้ว่าต้องถ่ายรูปเก็บบรรยากาศนะ ไม่งั้นจะแบกมาทำไม

02:17

แรงกดดันที่มี คือจะต้องไปถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แต่ว่ายิ่งรีบเดินก็ยิ่งเหนื่อย ด้วยสภาพร่างกายและบรรยากาศที่เบาบาง ถึงจะรีบมาก แต่ก็ต้องพักบ่อย (มาตอนนี้ของกินที่ดูดีสุดคือเจเล่ ที่พี่เค้าเอามาจากไทย) ออกซิเจนกระป๋องที่ตอนแรกมั่นว่าไม่ต้องใช้ ก็เอามาสูดแบบไม่กลัวอายหละ

แล้วที่บอกไปคือ เดินยังไงก็ไม่เห็นยอดสักที เห็นแสงไฟจ้าๆ อ้าวนั้นแค่กระท่อมพัก ก็ต้องเดินต่อ

03:02

03:31

แสงไฟสาดส่องไปที่เสาโทริอิ อาจจะเป็นตัวบอกว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงยอดแล้ว

ระหว่างทางเราก็เห็นผู้คนที่มาเดิน บางคนก็นั่งพักอยู่ข้างทาง บางคนก็ถึงกับทรุด เราก็สะเทือนใจเหมือนกันที่ไม่รู้จะช่วยอะไรเค้าได้ ก็ต้องรีบเดินต่อไป

04:26

มองไปทิศตะวันออก เริ่มมีแสงของวันใหม่สาดส่องเข้ามาแล้ว รีบเดินขึ้นอย่างสุดใจ

04:28

เดินผ่านเสาโทริอิมาอีกต้น อีกนิดเดียวก็คือถึงยอดแล้ว

จากนั้นก็รีบตั้งกล้อง หามุมถ่าย เพียงเพื่อจะได้พบว่า…

04:47

พระอาทิตย์โดนเมฆบัง และรูปข้างบนเป็นรูปเดียวที่แสงมันสาดส่องเข้ามาได้

น้ำตาไม่ไหล เพราะว่าเหนื่อย หัวตื้อไปหมดหละ หนาวด้วย อุณหภูมิน่าจะศูนย์องศาได้

04:54

บรรยากาศหลังจากนั้นคือเมฆเต็มอัตรา (ต่อจากนี้จะไม่มีรูปเราหละ เพราะโทรมมาก)

บรรยากาศหลังจากนั้นคือเมฆเต็มอัตรา (ต่อจากนี้จะไม่มีรูปเราหละ เพราะโทรมมาก)

คิดว่ามันเขียนว่าฟูจิ อะไรสักอย่าง

05:08

ตามสไตล์คนชอบเก็บของ ข้าพเจ้าก็ซื้อเครื่องรางจากยอดเขาภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งคนได้รับก็ไม่แน่ใจว่ารู้หรือเปล่าว่าข้าพเจ้าซื้อมาจากที่ไหน

(ตอนกลับมาไทย ก็คุยๆกับเพื่อนที่เคยไปมา เค้าบอกว่าข้างบนนี่มีไม้ที่ประทับตรามาครบทุกจุดขายเลยนะ… อ้าว แล้วเราจะซื้อมันมาตั้งแต่ตอนขึ้นทำไม]

และเนื่องจากบรรยากาศหนาวๆลมแรงๆ สิ่งที่ควรทำคือกินข้าวต้านลม (เพราะเสียดายของที่ที่พักจัดมาให้) แทนที่จะเข้าร้านอาหารที่อยู่บนยอด

รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดนะ เพราะว่าในร้านมันมีฮีตเตอร์ ซึ่งอาจจะทำให้เราอยู่ข้างบนนานกว่านี้หน่อย

05:29

เราเริ่มคุยกันหละว่าจะลงหรือจะอยู่ต่อ แต่ก็ตัดสินใจง่ายๆหลังจากเดินไปดูปล่องภูเขาไฟ

คือ… มันไม่เห็นอะไรเลย

ดังนั้นจุดที่น่าแวะต่อ อย่างการเดินรอบปากปล่อง หาที่ส่งโปสการ์ด (มีอยู่ที่นึง) ก็ได้พับแผนเก็บกลับไปสู่ตีนเขาอย่างไว เราเริ่มเดินลงจากยอดภูเขาประมาณหกโมงเช้า

แล้วหลังจากเดินลงมาประมาณครึ่งชั่วโมง เมฆมันก็เริ่มพัดพ้นปากปล่อง ดูท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นมาทันตา… นี่หละชีวิต

06:32

มาสนใจสิ่งที่อยู่ข้างหน้ากันดีกว่า วิวจากฟูจิทิศนี้ก็สวยเหมือนกันนะ ว่าแล้วก็ยกกล้องมาถ่ายรูปเรื่อยๆ (หลังจากนั้นอีกหกชั่วโมง… ก็ยังวิวเดิมอยู่)

ด้านทางลง คราวนี้ไม่มีทางชัน ไม่ต้องปีนป่าย มันเป็นทางวกซ้ายวกขวาไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ หินก็เป็นหินใหญ่กว่ากรวดหน่อย เดินทรงตัวไม่ดีก็ล้มได้ แต่เราว่าสิ่งที่เวิร์คสุดสำหรับการเดินลงคือปล่อยขา ปล่อยเข่า ให้มันขยับไปเอง

นั่นหละ ถึงพูดไป เราก็ทำไม่ได้ ต้องเกร็งขาไปเรื่อยๆ กลัวล้ม ถ้าวิ่งก็กลัวหยุดที่หัวโค้งไม่ทัน

07:03

07:29

ผ่านจุดพักหนึ่งจุด ตรงนี้จะเป็นทางแยก เลี้ยวผิดก็ลงคนละจังหวัดครับ (เราเลี้ยวซ้ายเพื่อไปลงที่เดิม)

ดินแดง เหมาะกับการเอากล้องไปเก็บในกระเป๋า ฝุ่นเยอะมาก

ดินแดง เหมาะกับการเอากล้องไปเก็บในกระเป๋า ฝุ่นเยอะมาก

08:09

สภาพอากาศเริ่มเปลี่ยน มีสีเขียวขึ้นมาแล้ว

จบแบบห้วนๆนี่หละ

หลังจากนี้เอากล้องเก็บเข้าเป้ เพราะว่าฝุ่นเยอะเกิน และเราจะได้ไม่ต้องพะวงกับการเดินลงด้วย ซึ่งมันก็ไปยาวๆ แบบไม่มีรูปอะไร อีกทีก็เป็นร้านราเม็งตอนกลับโตเกียวแล้ว

ถ้าจำไม่ผิด กว่าจะลงมาถึงก็ประมาณเที่ยง กินข้าว ซื้อตั๋วรถกลับรอบบ่ายสอง ถึงที่พักหกโมง อาบน้ำ ยังดีที่มีโรงแรมมีบ่อให้แช่

ถ้าเราจะแนะนำนะ ไม่ต้องกลับโตเกียว แต่หาที่พักที่คาวากุจิไปเลย เอาแบบมีออนเซ็น อีกวันตื่นสายๆ พักผ่อนให้เต็มที่

 

สรุป

ถ้าจะให้รีวิว ปีนภูเขาไฟฟูจิเป็นอะไรที่ไม่ยากมาก เวลาก็ไม่นานด้วย เป็นกิจกรรมที่แปลกสำหรับเราในตอนนั้น (ถึงตอนนี้) โดยรวมก็สนุกดี เป็นกิจกรรมที่น่าทำก่อนที่จะแก่ เพียงแต่ว่าเมืองไทยเรายังไม่เคยไปเที่ยวอะไรแบบนี้เลย อยู่ดีๆก็มาปีนฟูจิ อีกสองปีก็ไปเดินเขาที่เปรู อะไรกัน

และตอนนี้เราก็มีหนังสือ “ภูเขาที่น่าสนใจในญี่ปุ่นหนึ่งร้อยลูกพร้อมแผนที่เส้นทาง” อยู่ที่บ้านหละ คงจะได้เปิดเส้นทางประหลาดๆในโอกาสต่อไป