Aomori

เราตั้งต้นกันที่จังหวัดเหนือสุดของเกาะฮอนชูกันก่อน

อาโอโมริเป็นเมืองหลักของจังหวัดอาโอโมริ เมืองเค้าดูเล็กๆ ออกจะเงียบไปหน่อย มีประชากรประมาณสามแสนคน แต่ก็มีคนอาศัยตั้งแต่ยุคสมัยโจมอน ที่นี่เค้าค้นพบว่ามีสิ่งก่อสร้างนับอายุได้ราวๆ 8000-6500 ปีที่แล้ว ส่วนเมืองปัจจุบันนี่ก่อนหน้านี้โดนถล่มช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองพังไปเกือบหมด ดังนั้นที่ๆเราเห็นก็ค่อนข้างเป็นสิ่งก่อสร้างได้ไม่นานมาก

งานเทศกาลที่น่ามาชมคือเทศกาล Nebuta ที่เค้าจะมีการแห่โคมโฟ ที่ทำเป็นหุ่นรูปร่างต่างๆ สวยงามมากๆ มีช่วงต้นเดือนสิงหาคม


แนะนำเมืองไปคร่าวๆแล้ว คราวนี้มาตามติดชีวิตตอนไปเที่ยวบ้าง

Aomori

วันนี้ตอนเช้าเราไป Kakunodate มา แต่ก็กลับเร็วกว่าที่ตั้งใจไว้ ก็เลยได้มาอาโอโมริเร็วขึ้น ก็ที่แรกคือไปเช็คอินที่โรงแรมก่อน (Route-inn อยู่ติดสถานีรถไฟเลย – ข้อดีของเมืองเล็กๆหละ – วันกลับโตเกียวเลยฝากกระเป๋าไว้ที่นั้นเลย ไม่ต้องใช้ล็อกเกอร์)

ระหว่างนั่งชิงกันเซนก็กิน อันนี้ก็พอไปได้นะ

Asamuchi Onsen

หลังจากนั้นก็ดูเวลา พบว่าก็ยังทัน ก็เลยนั่งรถไฟสายโลคอล (Aoimori Railway  for HACHINOHE) ประมาณยี่สิบนาที ก็มาถึงเมืองออนเซ็น Asamushi Onsen ที่เหมาะแก่การมาดูพระอาทิตย์ตก

แต่จุดหมายเราไม่ได้มาแช่ออนเซ็นนะ เรามากินต่างหาก

Tsurukameya Shokudō 鶴亀屋食堂

Everyday 09:00-18:00 JR Asamushionsen
ร้านนี้อยู่ในความสนใจของข้าพเจ้าตั้งแต่มีคนส่งลิงค์มาให้ดูหละ เป็นร้านขายพวกข้าวหน้าปลาดิบนี่หละ แต่จุดขายอยู่ที่เมนูพิเศษของที่นี่คือ Toro-don ที่ให้ปลาโทโรมาแบบพูนชาม กินกันไม่หวาดไม่ไหวเลย

ราคาตอนไปกินก็คือตามรูป ชามเล็ก 2,000 เยน ชามกลาง 2,500 เยน ชามใหญ่ 3,000 เยน

ปลาที่เสิร์ฟมาในชามก็จะเป็นโทโรส่วนมาก มีชูโทโรกับโอโทโรให้มาสองสามชิ้น

ส่วนรสชาติ เราว่าไม่ได้อร่อยขั้นสุดนะ (อาจจะมาตอนเย็นๆด้วย เลยไม่สดสุดๆ) แต่คือมันรู้สึกว่ากินจุใจดีหละ กินจนหายอยากโทโรไปสักพักเลย

การเดินทาง: จาก JR Asamushionsen (นั่งจาก Aomori ประมาณยี่สิบนาที) เดินขึ้นเหนือตามถนนมาประมาณห้านาที ร้านอยู่ฝั่งเมือง

กินเสร็จพระอาทิตย์ก็ใกล้ๆลับขอบฟ้าหละ ก็ถ่ายรูปหน่อยหละกัน

แต่ทว่าก็ไม่ได้อยู่ถึงพระอาทิตย์ตกนะ กลับเข้าเมืองมาก่อน พรุ่งนี้ยังไม่ได้วางแผนเที่ยวเลย ว่าจะไปคุยกับ Tourist Information Center ในตัวเมืองที่ตึกสามเหลี่ยมก่อน (ปิดทุ่มนึง)

ระหว่างทางมันก็เย็นๆ ทั้งฟ้า ทั้งอากาศ ก็ถ่ายรูปแถวๆสถานีรถไฟมาก่อน

A-FACTORY โกดังเก่า เปลี่ยนสภาพมาเป็นศูนย์รวมของฝาก และร้านอาหาร ที่ดูขายของซ้ำกับร้านในสถานีรถไฟ (แต่ของที่โกดังมีหลากหลายกว่า)

หันกลับมาอีกข้าง กล่องแดงๆนั่นเป็น Nebuta Museum เดี๋ยวพรุ่งนี้มาดู

ชมทัศนียภาพแบบเร่งสีกันไปก่อน

ตึกการท่องเที่ยวอาโอโมริ ชั้นบนเป็นจุดชมวิว แต่กว่าจะไปถึงมันใกล้ปิดแล้ว

จริงๆข้างในก็มีขายของฝากนะ แต่เราถ่ายโคมปลาดีกว่า

คุยเสร็จ (พนง.สาว คุยอังกฤษไม่ค่อยได้) แต่ก็ได้แผนที่มา ออกมาข้างนอกเค้าก็เปิดไฟส่องที่ตัวตึกแล้ว

Amenity Street – ถนนช้อปปิ้งของอาโอโมริ แต่สองทุ่มร้านก็ปิดหมดแล้ว (ยกเว้นร้านของกิน)

ตึกสามเหลี่ยมสีเขียวดูเด่นเป็นสง่าเลย…

นอกจากถนน Amenity Street แล้ว ที่ช้อปปิ้งก็จะมีห้างแถวๆสถานีรถไฟเหมือนกันนะ แต่ที่นี่ของไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อารมณ์บ้านนอกนิดๆ

วันนี้เดินสำรวจตัวเมืองแค่นี้พอ กลับที่พัก แช่น้ำ นอน


Fish Market

เนื่องจากโรงแรมเรารวมอาหารเช้าไว้แล้ว ก็เลยต้องรีบตื่นมากิน (บรรยากาศตอนห้องอาหารเปิดนี่วุ่นวายมาก ถ้าชิว ก็มาสักครึ่งชั่วโมงหลังมันเปิดก็ได้) เสร็จแล้วก็ออกไปเที่ยวหละ

จุดหมายแรกก็คือกิน (เอ๊ะ เมื่อกี้ก็เพิ่งกินข้าวมาหนิ) ว่าแล้วก็เดินไปตลาดปลา Furukawa เลย

Furukawa Fish Market

Tue 07:00-16:00 Aomori Web Site
อีกชื่อคือ Aomori Gyosai Center ตลาดปลาที่นี่เค้าจะให้นักท่องเที่ยวทำข้าวหน้าปลาดิบกินเองได้ เรียกว่า Nokke-don

วิธีการก็ไปที่เคาท์เตอร์ด้านหน้า ขอซื้อคูปอง (540/1080 เยน - ได้ตั๋ว 5/10 ใบ) แล้วเราก็เอาตั๋วไปแลกข้าว แลกปลาดิบ แลกซุป ตามแต่ใจชอบ และเนื่องจากที่นี่เป็นตลาดปลา ของก็เลยสด อร่อย ได้คุณภาพ

เดินจากสถานีรถไฟไม่ไกลมาก

ปล. ตอนข้าพเจ้าไป สั่งแต่ปลาดิบ ไม่ได้สั่งข้าว รูปมันเลยมีแต่ปลาดิบนะ

ป้าคนนี้ใจดีแถมกุ้งฝอยให้ ขอบคุณครับ

ส่วนตัวเราชอบไข่ปลาหมึกสดนะ เพิ่งเคยกิน อร่อยดี จริงๆก็อยากกินอีก แต่ห้ามใจไว้หละ ทริปนี้กินปลาดิบเยอะมาก นี่ต้องไม่เอาข้าวมากินด้วยเพราะจะอ้วนเกินพอดี

เสร็จแล้วก็เดินกลับมาที่สถานีรถไฟ เพื่อที่จะขึ้นรถไป Museum of Art จะได้ไปเจอ Aomori-ken ตัวจริงแล้ว (เราเคยเห็นครั้งแรกจากป้ายโฆษณาในโตเกียวช่วงที่เปิดชิงกันเซนสถานีอาโอโมริ)

แต่พอไปถามป้าย ถามตารางเวลา ปรากฏว่ารถมันออกไปแล้ว ต้องรอแกร่วอีกชั่วโมงนึง ก็เลยไปดู Nebuta Warasse ก่อน

 

Nebuta Warasse

งานเทศกาลใหญ่ของอาโอโมริมีจัดขึ้นทุกๆเดือนสิงหาของทุกปี ดึงดูดผู้คนมาได้มากมาย แต่ว่าถ้าเราไม่ได้มาช่วงนั้นของปี เค้าก็มีพิพิธภัณฑ์ให้มาชมความอลังการของโคมไฟเหล่านี้ได้

จุดนึงที่เราชอบศิลปะของญี่ปุ่นคือ งานมันละเอียด โคมไฟแต่ละอันเค้าระบายมือ มีการออกแบบมาดี แล้วการจัดแสดงงานที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็จัดแสงดีด้วย ยิ่งเน้นตัวโคมเข้าไปอีก

Nebuta Warasse

Everyday 09:00-19:00 (18:00 Sep-Apr) 600 Yen Aomori Web Site
พิพิธภัณฑ์กล่องแดงดูโดดเด่น อยู่ริมอ่าว เป็นสถานที่แนะนำงานเทศกาล Nebuta ของเมืองอาโอโมริ สำหรับคนที่ไม่ได้มาช่วงงานเทศกาลจริงๆ (ต้นเดือนสิงหาคม)

ที่นี่รวบรวมโคมไฟที่ใช้แห่ในงานจริง (เปลี่ยนทุกปี) เปิดให้เห็นแสงสีสวยงาม เปิดเสียงที่อัดจากในงานเทศกาลให้เข้ากับบรรยากาศ และยังแสดงขั้นตอนการสร้าง กว่าจะได้โคมมาหนึ่งอันก็ต้องออกแบบอย่างละเอียดเลยหละ สมควรแวะมาชมถ้าไม่ได้มางานเทศกาลจริงๆ

ใกล้ๆสถานีอาโอโมริ เดินทั่วงานแสดงก็ประมาณชั่วโมงนึงก็พออยู่

 

Aomori Museum of Art

ชมพิพิธภัณฑ์เสร็จ ก็รีบวิ่งกลับมาที่ป้ายรถเมล์ คราวนี้จะได้ไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะสักทีแล้ว

ตารางรถบัส ตารางซ้ายคือจากสถานีรถไฟ ตารางขวาคือกลับสถานีรถไฟ

พิพิธภัณฑ์นี้จริงๆ ตัวดึงดูดเราคือเจ้า Aomori-Ken นี่หละ มันเป็นรูปปั้นหมาแนวมินิมอล ที่อยากเห็นตัวเป็นๆสักครั้ง แต่ไม่ใช่ว่าจะมาแค่ดูหมานะ คือมาเสพงานศิลปะด้วย (แต่เค้าห้ามถ่ายรูปด้านใน)

Aomori Museum of Art

Mon 09:00-18:00 (17:00 Oct-May) 510 Yen++ Aomori | Kenritsu Bijutsukanmae (Bus) Web Site
พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งเมืองอาโอโมริ ก็มีการจัดแสดงงานศิลปะ งานถาวรก็ส่วนหนึ่งเป็นของศิลปินในท้องถิ่น ส่วนงานเวียนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เค้าบอกว่าพิพิธภัณฑ์นี้ สร้างมาเลียนแบบแหล่งโบราณคดี Sannai Maruyama Jomon ที่อยู่ข้างๆ คือตัวอาคารสร้างเป็นชั้นใต้ดิน เลียนการขุดค้นลงไปในดิน ส่วนสีขาวก็เหมือนกับสีของเต้นท์ที่ไซท์

มีมาสคอตที่โดดเด่นคือ Aomori-Ken เป็นหมาตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้ง หน้าหนาวก็โดนหิมะทับ ถ่ายรูปจากในพิพิธภัณฑ์ได้ แต่ถ้ามาหน้าร้อนก็สามารถเดินไปถ่ายที่ตัวมันได้เลย

นอกจากตัวพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็ยังมีร้านอาหารของพิพิธภัณฑ์ และก็ร้านขายของที่ระลึกด้วย อยู่ที่อาคารด้านไกลทางเข้า

ปล. Aomori-Ken อยู่นอกพิพิธภัณฑ์นะ ไม่ต้องเสียเงินเข้าไปดูถ้าแค่อยากมาถ่ายลงโซเชี่ยว

การเดินทาง นั่งรถบัสสาย H27 ที่ป้ายเบอร์ 6 หน้าสถานีอาโอโมริ ลงป้าย Kenritsu Bijutsukanmae (県立美術館前) 280 เยน [ตารางเวลา]

วันปิด: วันจันทร์ในสัปดาห์ที่ 2 กับ 4 ของแต่ละเดือน (หรือวันถัดมาถ้าวันจันทร์เป็นวันหยุด) เช็คเว็บก่อนก็ดี

ไหนๆมาแล้วก็ขอถ่ายเซลฟี่บ้าง

กลางวันนี้ฝากท้องไว้กับร้านอาหารของพิพิธภัณฑ์

เป็นปลาที่เค็มไปหน่อย

บรรดาของฝาก (ถ่ายมาให้คนฝากซื้อของดู – หลังจากนั้นก็เห็นป้ายห้ามถ่ายรูป)

 

Sannai Maruyama Site

ถัดจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะอาโอโมริ ใกล้ๆกันก็เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีอายุเก่าแกแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ จากพิพิธภัณฑ์ ก็เดินไปประมาณครึ่งโลได้

นอกจากจะมีลานสถานที่ขุดจริง ก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ ให้เข้าชมฟรี (ถ้าเดินมาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะจะเจอกับลานขุดก่อน)

Sannai Maruyama Archaeological Site

Everyday 09:00-17:00 (18:00 Jun-Sep) Free Aomori | Sannai-Maruyama-Iseki-mae (bus) Web Site
แหล่งโบราณคดี ในยุคสมัยโจมอน (13000-300 ปีก่อนค.ศ.) แหล่งใหญ่ที่สุด และคงสภาพดีที่สุดของญี่ปุ่น อยู่แทบจะในเมืองอาโอโมริเลย

ที่นี่จะมีการจำลองสิ่งก่อสร้างในสมัยนั้น และก็มีเต้นท์ที่ข้างในโชว์ที่ๆขุดเจาะ มีพวกเครื่องปั้นดินเผาอะไรทำนองนี้

ในส่วนตัวอาคารจะเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงความเป็นมา และของที่ขุดมาได้ เข้าชมฟรี

การเดินทาง นั่งรถบัสสาย H27 ที่ป้ายเบอร์ 6 หน้าสถานีอาโอโมริ ลงป้าย Sannai-Maruyama-Iseki-mae bus stop (三内丸山遺跡前) 280 เยน [ตารางเวลา]

ที่นี่อยู่ใกล้ๆกับ Aomori Museum of Art สามารถเดินไปได้

จากนั้นก็นั่งรถบัสเข้าตัวเมือง ข้าพเจ้าก็เดินดูของไปเรื่อยๆ จนเย็นๆก็ออกไปจุดสุดท้ายหละ

 

Aomori Prefecture Tourist Center Observation Deck

ก็มาจุดชมวิวเมืองนี้ อยู่ไปสักชั่วโมงนึงได้จนเค้าจะปิด ถ่ายรูปตอนโพล้เพล้ก็ได้แสงกำลังสวยดี

ASPAM Observation Deck

Everyday 09:00-19:00 (18:00 Nov-Mar) 400 Yen Aomori Web Site
จุดชมวิวนี้อยู่ที่ชั้น 13 ของ Aomori Prefecture Tourist Information Centre ตึกนี้ตั้งอยู่ริมอ่าว Aomori จึงเห็นทั้งวิวทะเล และวิวเมือง

ตั๋วราคาสี่ร้อยเยน แถมเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว ไว้จิบชมทัศนียภาพเมือง

และแล้วภารกิจวันนี้ก็เสร็จสิ้น ก่อนกลับที่พักก็จัดซูชิไปอีกหน่อย

มื้อเย็น อันนี้ร้านใน Amenity Street รสชาติธรรมดาๆ ไม่ลงรายละเอียดร้านหละกัน

 


ของฝากจากอาโอโมริ

เนื่องจากที่นี่แอปเปิ้ลดัง ดังนั้นของฝากจึงเป็นแอปเปิ้ล ขอรีวิวเล็กๆแล้วกัน

อันแรก ไม่มีรูป แต่เอาชื่อไปก่อน Kininaru-Ringo เป็นพายแอปเปิ้ลทั้งลูก อันนี้เราชอบ แอปเปิ้ลเชื่อมไม่หวานไป แล้วเนื้อมันยังกรอบอยู่ แต่ลูกละ 350 กรัมได้ เกือบขนกลับมาไม่ได้ (หาที่นาริตะก็ไม่เจอ)

อันนี้พายแอปเปิ้ลที่เป็นของฝาก มีขายแยก เป็นพายนุ่มๆ สอดไส้แอปเปิ้ลเชื่อม ไม่หวานมาก กำลังพอดี เราให้ผ่าน แต่กล่องใหญ่และหนักอยู่เหมือนกัน กระเป๋าน้ำหนักจะเกินเพราะของพวกนี้หละ

 

แอปเปิ้ลอบแห้ง ไม่กรอบ แต่นุ่มๆ กำลังดี รสชาติหวานๆเปรี้ยวๆนิดๆ ใช้ได้

 

น้ำแอปเปิ้ล ทำกระป๋องมาเป็นรูปเทศกาล Nebuta ก็ได้รสชาติกำลังดี แต่เราชอบอันถัดไปมากกว่า

 

น้ำแอปเปิ้ลอีกเหมือนกัน แต่อันนี้หอมกว่าอันที่แล้ว ชอบมาก มีขายตั้งแต่ตู้กดน้ำที่เซ็นไดเลย

 

ชาแอปเปิ้ล เจอที่ฮิโรซากิ อันนี้หอมกลิ่นแอปเปิ้ล แต่กลิ่นมันไม่ค่อยแรงเท่าที่ควร เฉยๆนะ