Fujifilm X-Pro2 – Part I

ขอเรียกโพสนี้ว่าเป็น First Impression แล้วกันนะ ยังใช้เวลาไม่พอที่จะรีวิวได้

Quest for Full Frame Replacement

อย่างที่เขียนสรุปไปใน X-E2 ว่าจะรอเซ็นเซอร์ใหม่แต่เป็นโมเดล X-T2 ปรากฏว่ารอไม่ไหวหละ ไหนๆก็จะไปเที่ยวด้วย ก็เลยเปลี่ยนดีกว่า (นี่คือหมายความว่าจะขาย DSLR ทิ้งจริงๆแล้ว ไม่งั้นกินแกลบของจริง – ซื้อมาราคาเต็ม) เลนส์ก็มีครบช่วงแล้ว ถึงเลนส์ซูมจะไม่ใช่ตัวเทพสุด แต่ก็พอแล้ว ไม่งั้นจะหนักไป

X-Pro2 เป็นกล้อง Mirrorless (ขอย่อว่า MILC) สไตล์ Rangefinder มีช่องมองภาพแบบเห็นภาพจริง แต่ไม่ได้มองผ่านเลนส์ แถมยังใช้จอ EVF ได้อีกด้วย ตัวนี้เป็นกล้องความละเอียด 24MP (เท่า Canon 6D ที่เก็บอยู่ในตู้)

ฟีเจอร์หลักๆที่เราเห็นว่ามันดีงามคือ

  • มีตุ่มปรับโฟกัส เลือกโฟกัสได้ง่ายและเร็วกว่าเดิม
  • ใส่การ์ดได้สองใบพร้อมๆกัน
  • กันฝุ่น ละอองน้ำ ใช้งานที่อุณภูมิต่ำสุดได้ถึง -10 องศา
  • ชัตเตอร์เร็วสุด 1/8000 วินาที แต่ก็ยังมี Electronic Shutter ได้ถึง 1/32000 วินาที
  • Lossless Compression RAW – ลดไฟล์เหลือ 25 MB (ส่วน JPG ไฟล์ละ 10+ MB)

First Impression

Body

ง่ายๆ สั้นๆ ว่านึกถึงกล้อง Leica ส่วนแบบไม่ง่ายคือ บอดี้มันดูคงทน แน่นหนามาก วัสดุดี งานเก็บรายละเอียดดี น่าจะทนทานกับการใช้งานอย่างทาสได้

วัสดุเป็นแมกนีเซียมอัลลอยด์ แต่เคลือบสีแบบเรียบๆมันๆ ไม่ได้ขัดให้เป็นเม็ดๆแบบรุ่นอื่น มันก็เลยติดรอยนิ้วมือบ้าง

ด้านหน้าไม่โชว์ยี่ห้อ มาโชว์ด้านบนแทน ส่วนลายแกะสลักที่เขียนว่า Fujinon Lens System ก็เอาออกไป ดูไม่รกแล้ว และก็เช่นเดิม บอดี้ทรงนี้ดูไม่ทำให้ผู้คนแตกตื่นในระยะร้อยเมตร ยกเว้นว่าจะประกบกับเลนส์เทเล

Handling

สัมผัสแรกมันไม่ติดหนับกับมือ หยิบใช้งานลำบาก เป็นเพราะเรื่องน้ำหนัก

ตอนแกะกล่องออกมาแล้วจับบอดี้อย่างเดียวนี่มันจะรู้สึกว่ากล้องมันกลวงๆ ดูเบากว่าขนาด แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่หลอกมือ เพราะว่าจริงๆแล้วมันหนักถึงครึ่งโล (เพิ่มจาก X-E2 มาอีก 150 กรัม) พอยิ่งเอามาประกบกับเลนส์อย่างพวก 23/1.4 หรือ 10-24/4 แล้วจะพบว่ามันหนัก..ชิบ

กล้อง MILC เราว่าไม่ควรจะหนักไปกว่านี้แล้ว ไม่งั้นเสียจุดประสงค์หลักของการเกิดมาเป็นกล้อง MILC

พอกล้องมันหนักหน่อย สิ่งที่ตามมาคือการใช้งาน มือขวาจะต้องพึ่งพากริปเป็นหลัก ซึ่งตัวกล้องกริปมันก็เพียงพอระดับหนึ่ง ซึ่งท่าที่จับแล้วสบายสุดคือจับเพื่อกดชัตเตอร์อย่างเดียว ถ้าจะต้องใช้วงล้อด้านหน้าด้วยเราก็จะเสียหนึ่งนิ้วในการประคองกล้อง นิ้วอื่นๆก็จะต้องแบกรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา

แต่ตรงนี้ก็ฉุกคิดได้ว่าเราโจมตีเกินไปหรือเปล่า เลยหยิบ X-E2 มาใส่เลนส์ตัวเดียวกันแล้วถอดเคสออก มันก็จับลำบากเหมือนกันหนิ (แต่ลำบากน้อยกว่าเพราะมันเบากว่า) แต่ X-E2 ยังจับมือเดียวแล้วสละหนึ่งนิ้วมาไถรูรับแสงที่เลนส์ได้ แต่ตัว X-Pro2 นี่ทำไม่ได้

ส่วนนี้สรุปได้ว่าควรจะหากริปใส่ หรือใส่เคส เพื่อให้มือจับถนัดมากขึ้น ไม่งั้นมือบางๆอย่างพิมฐาจะมาใช้ตัวนี้อาจจะถึงขั้นมือหักได้

หรือว่าเอาเลนส์ที่มีอยู่ไปลองกับตัวจริงก่อน (ซึ่งหาตัวจริงยาก – ไปลองที่งานกล้องคงจะง่ายกว่า)

เพิ่มเติม (14/5/2016) หลังจากเอาไปใช้จริงแล้วและเลิกบ่น มันก็ใช้มือเดียวได้หละ แต่ก็ลำบากถ้าต้องเปลี่ยนรูรับแสง เปลี่ยนยากแต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้

Control

กล้องราคาแพง บอดี้ใหญ่กว่ารุ่นอื่น สิ่งที่ตามมาคือมันก็มีปุ่มให้ใช้งานเยอะขึ้นตามด้วย การใช้งานก็ยังเหมือนๆกับ X-E2 อยู่ แต่ปุ่มที่เพิ่มขึ้นมาก็ทำให้สะดวกขึ้นนะ

  • ตุ่มปรับโฟกัส – เป็นอะไรที่กล้อง DSLR มีมานานมากแล้ว (แต่บางรุ่นก็ไม่เคยมีกับเค้า) แต่พอกล้องนี้มี คนรีวิวหลายคนก็อวยกันจนเหมือนกับมันเป็นนวัตกรรมแรกของโลก
  • View Mode – เลือกได้ว่าจะใช้จอหลังกล้อง หรือช่องมองภาพ หรือใช้ทั้งคู่ (อันที่ไม่ได้เลือกก็จะดับไป) แล้วตัวกล้องก็มีเซ็นเซอร์ที่ช่องมองภาพไว้ดูว่าตาเราแนบอยู่ที่ช่องมองภาพหรือเปล่า ถ้าอยู่ก็จะเปิดการใช้งานให้ ซึ่งปุ่มนี้ก็จะเลือกได้ว่าจะใช้เซ็นเซอร์ไหม (ใน X-E2 อยู่ในเมนู)
  • คันโยกด้านหน้ากล้อง – เปลี่ยนโหมดระหว่าง OVF / EVF – อ่านหัวข้อถัดไป
  • วงปรับการชดเชยแสง – ยังเป็น +/- 3EV เหมือนเคย แต่มีโหมด C ซึ่งปรับได้ถึง +/- 5EV
  • วงปรับความเร็วชัตเตอร์ – มีปุ่มล็อค คือถ้าอยู่โหมด A วงล้อจะหมุนไม่ได้ ต้องกดปุ่มค้างถึงจะหมุนได้ แต่ถ้าเลือกความเร็วชัตเตอร์เป็นค่าอื่นก็จะล็อคไม่ได้
  • วงปรับ ISO – เพื่อความสวยงามของกล้อง มันเลยซ่อนอยู่ในวงปรับความเร็วชัตเตอร์ ต้องยกถึงจะหมุนได้
  • วงล้อหน้า – ไว้ปรับความเร็วชัตเตอร์ใกล้เคียงเมื่อเราหมุนวงชัตเตอร์ แต่ถ้าปรับชดเชยแสงไว้ที่ C กดวงล้อหน้าครั้งนึงก็จะเปลี่ยนไปปรับค่าชดเชยแสงแทน ส่วนถ้าอยู่โหมดดูรูป วงนี้ใช้เลื่อนเปลี่ยนรูปได้
  • วงล้อหลัง – ใช้เกี่ยวกับเรื่องการโฟกัส ตอนถ่ายรูปไว้ใช้ซูมเข้าจุดโฟกัส ถ้าอยู่โหมดโฟกัสมือหมุน (AF-M) กดค้างก็จะเปลี่ยนโหมดตัวช่วยโฟกัส ถ้าอยู่โหมดเลือกจุดโฟกัส ก็หมุนไว้ปรับขนาดจุดโฟกัส ส่วนโหมดดูรูปก็เป็นการซูม

ตัวที่เป็นปุ่มกด มันกดแล้วรู้สึกโอเคเลย (ทั้งสัมผัส แรงต้าน เสียง) การตอบสนองก็ไว ส่วนชัตเตอร์ก็ระยะกดเยอะกว่า X-E2 ไม่จำเป็นต้องหากระดุมมาใส่ (แต่ตอนนี้ก็ใส่ไปจะได้กดง่ายขึ้นอีก) ขอเจาะตัวที่ใช้งานลำบากแล้วกัน

  • วงล้อด้านหน้า – อย่างที่เขียนไว้หัวข้อที่แล้ว ตัวนี้ถ้าจะวางนิ้วเพื่อนเลื่อนจะทำให้จับตัวกล้องลำบากขึ้น
  • วงล้อด้านหลัง – ฝังลึกแทบจะระนาบเดียวกับกล้อง กดลำบาก
  • วงหมุนปรับ ISO – มันเป็นความสวยงามที่ซ่อนอยู่ในวงปรับความเร็วชัตเตอร์ แต่เวลาใช้มันต้องเอากล้องลงมาที่ใต้ระดับสายตา จะเอาตาจ่อช่องมองภาพแล้วปรับนี่ลำบากเหลือเกิน

เนื่องจากวงหมุน ISO มันดูใช้ลำบากเกิน วิธีแก้หงุดหงิดคือเปลี่ยนปุ่มบันทึกวิดิโอ (Fn) ให้เป็นโหมด Custom Auto ISO ซึ่งมีให้ตั้งไว้สามแบบ เราก็ปรับตามนี้ไป

  • Auto1 – ปรับเป็นโหมดช่วง ISO กว้างสุดที่เรารับได้
  • Auto2 – สำหรับแสงน้อย ขยับ max ISO ไปอีกหน่อย
  • Auto3 – ISO 200-400 สำหรับถ่ายแลนด์ฯ

ส่วนการควบคุมด้านซอร์ฟแวร์ คราวนี้กล้องมันมาพร้อมกับเมนูที่น่าค้นหา คือตอนนี้ยังงงอยู่ว่าอะไรอยู่ที่ไหนบ้างนะ ต้องใช้เวลาบ้างถึงจะชิน (คือรู้ว่าอยากเปลี่ยนอะไร แต่ก็ยังต้องหาอยู่ดี เพราะจำไม่ได้ว่าอยู่ที่หมวด Shooting หรือ User Setting อะไรแบบนี้)

Optical View Finder

ตัวที่น่าสนใจของรุ่นนี้คือ Optical View Finder (OVF) ซึ่งดูเหมาะกับการถ่ายแนวสตรีทมาก คือช่องมองภาพในโหมดนี้ก็เป็นช่องมองทะลุผ่านตัวกล้องไปเลย แล้วมันจะมีกรอบแสงขึ้นมาแสดงข้อมูลต่างๆซ้อนช่องมองภาพ เป็นเทคโนโลยีเก่าที่มาเสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ดูล้ำยุคมาก

แต่สำหรับเราคนทั่วไปใช้ EVF ก็พอแล้ว เพราะว่ากล้องตัวนี้ทำความถี่ภาพในช่องมองภาพได้ถึง 85 ภาพต่อวินาที ซึ่งก็ลื่นไหลมาก แล้วรูปจาก รูปจาก EVF จะเห็นสีสัน ความสว่าง กรอบภาพ เหมือนกับรูปที่ถูกถ่ายออกมา (สีสันเรียกว่าใกล้เคียงดีกว่า – แถมรู้สึกว่า EVF ตัวนี้โทนมันออกไปทางฟ้าๆด้วย)

สำหรับคนไม่ทั่วไป OVF จะช่วยในเรื่องเหล่านี้

  • โหมดถ่ายรัวๆจะเห็นวัตถุจากช่องมองภาพทันที ไม่ใช่มองผ่านจอ EVF (อาจจะจับโมเมนท์ไม่ทันก็ได้)
  • เราจะเห็นวัตถุอยู่นอกกรอบของเลนส์ ทำให้วางแผนล่วงหน้าได้ว่าเมื่อไหร่จะกดถ่ายรูป (แบบรอให้คนเดินเข้ามาแล้วค่อยถ่าย เราก็จะเห็นตั้งแต่คนเดินนอกเฟรม)

มาถึงวิธีใช้งานบ้างหละ ด้านหน้ากล้องจะมีคันโยกอยู่ อยากเปลี่ยนโหมดระหว่าง OVF/EVF ก็โยกคันโยกไปด้าน “ขวา” กล้องมันจะยกแผ่นขึ้นมาบังที่ช่องมองภาพให้จอ EVF มันสะท้อนภาพออกมาได้ หรือส่วนอยากดูภาพจริงก็โยกไปด้านขวาอีกรอบ ฉากสะท้อนมันก็จะถูกพับเก็บไป

ส่วนตอนใช้งานจริง มองไปแล้วก็จะเห็นว่ากรอบด้านล่างขวามันโดนเลนส์บัง (ก็ใช่ เพราะว่ามันไม่ใช่ภาพจากเลนส์) แล้วภาพมันก็จะชัดตลอดแม้ว่าโฟกัสจะไม่โดน (สามารถโดนกล้องหลอกได้ง่ายๆถ้าไม่ชิน)

ก่อนโฟกัส กับ หลังโฟกัส

ทีนี้ กล้องมันก็จะวาดกรอบไว้ให้ เท่าๆกับเลนส์ที่เราใส่อยู่ เอาไว้”กะ”ว่ารูปจะอยู่ประมาณไหนในช่องมองภาพ ซึ่งมันก็มีจุดโฟกัส ไว้ดูคร่าวๆว่าจะให้มันโฟกัสไว้ที่จุดไหนด้วย

แต่เนื่องจากช่องมองภาพมันไม่ใช่ภาพที่ได้จากเลนส์ มันจะมีการ”เหลื่อม”กันระหว่างรูปจากเซ็นเซอร์ และกรอบที่เราเห็นในช่องมองภาพ ดังนั้นเมื่อเรากดชัตเตอร์ไปครึ่งนึง พอกล้องมันได้จุดโฟกัสแล้ว กรอบในกล้องมองภาพมันจะ”เลื่อน”เพื่อที่จะ”กะ”ให้ดูว่าภาพจริงจะอยู่ตรงไหน

  • ยิ่งระยะโฟกัสไกล กรอบที่ได้ก็จะอยู่ตรงกลางของช่องมองภาพ
  • ถ้าระยะโฟกัสใกล้ กรอบมันก็จะมาอยู่ล่างขวาของรูป (ที่โดนเลนส์บังนั่นหละ)

ส่วนจุดโฟกัสก็เป็นเหมือนกัน ในกล้องมันจะมีเมนูมาให้ ชื่อว่า Corrected AF Frame ไว้แสดงว่าจุดโฟกัสจะเลื่อนได้ขนาดไหน

Hybrid View Finder

ส่วนล่างขวาที่โดนเลนส์บัง ฟูจิก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ คือไหนๆก็โดนบังเกือบตลอดเวลา ก็เพิ่มฟีเจอร์แล้วกัน

สิ่งนี้เค้าเรียกมันว่า Hybrid View Finder วิธีเปิดก็คือโยนคันโยกที่ใช้เปลี่ยน OVF/EVF ไปด้าน “ซ้าย” จะมีติ่งเล็กๆโผล่มาอยู่ที่มุมล่างขวา สิ่งนี้คือ… ตัวช่วยโฟกัส ซึ่งร่างที่แท้จริงของมันคือ EVF ขนาดเล็ก (น่าจะเป็นแค่กระจกเล็กๆสะท้อนจอ EVF นั่นหละ) ไว้ดูว่าส่วนที่กล้องมันโฟกัสอยู่ภาพมันชัดไหม ซึ่งมันก็ดีนะ

แต่ว่าจะใช้โหมดนี้ได้ โฟกัสต้องเลือกเป็นจุด ไม่ใช่เป็นโซน (คิดง่ายๆว่าถ้าเลือกแบบโซนแล้วมันเจอจุดโฟกัสหลายจุด ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกจุดไหนมาโชว์ใช่ป่ะ แต่จริงๆก็โชว์ไปสิ แล้วใช้วงล้อหมุนเลือกไปเรื่อยๆก็ได้นะ)

อย่างรูปตัวอย่าง จุดกะโฟกัสก็ไม่ใช่จุดโฟกัสจริงๆ การใช้ OVF ถ่ายมาโครก็น่าจะมีปัญหาหละ

เพิ่มเติมหน่อย (14/5/2016): นอกจากมันจะโชว์จุดที่โฟกัสได้ การกดวงล้อข้างหลังก็จะเป็นการปรับระดับการขยาย เป็นขยายมาก ขยายน้อย และอันสุดท้ายคือโชว์ทั้งรูปเลย โหมดสุดท้ายนี่ค่อนข้างโอเคเลย ทำให้เห็นแสงกับสีภาพรวมได้เลย

Bright Frame Simulator

มาถึงภาพข้างในช่องมองภาพหละ มันก็จะเป็นช่องให้มองภาพจริงช่วงประมาณเลนส์ 14mm (เลนส์ไวด์แบบ 10-24 ช่องมองภาพก็จะโชว์ได้ไม่หมด ต้องพึ่ง EVF) แต่ช่วงที่ฟูจิรองรับจริงๆจะรองรับเลนส์ระหว่าง 18mm – 90mm ก็ตามเลนส์ฟิกซ์ที่เค้าทำออกมา

ตัว X-Pro2 ก็มีฟังก์ชันนึง ซึ่งน่าจะเหมาะกับคนใช้เลนส์ฟิกซ์คือ Bright Frame Simulator วิธีการใช้งานก็คือกดปุ่มบนคันโยกไปหนึ่งครั้ง แล้วจอ OVF มันก็จะแสดงกรอบตามระยะเลนส์ต่างๆให้

ตัวนี้เราว่ามีประโยชน์สำหรับคนใช้เลนส์ฟิกซ์เป็นชีวิตจิตใจเพราะว่าจะได้กะระยะตามกรอบรูปก่อนว่าจะต้องเปลี่ยนไปใช้เลนส์อะไร

แต่ที่บอกไปว่า OVF ฟูจิรองรับการแสดงกรอบได้ถึงเลนส์ 90mm แต่ถ้าลองคิดเล่นๆว่า ช่องมันมีอยู่แค่นี้ ถ้าใช้เลนส์ 90mm นี่กรอบมันจะเหมือนกับเมล็ดถั่วเขียวเลยหรือเปล่า

ตรงนี้เค้าก็คิดมาให้แล้ว ถ้าเกิดว่าใช้เลนส์ตั้งแต่ 35mm ขึ้นไป มันจะมีระบบ”ซูม”ช่องมองภาพให้กรอบรูปมันใหญ่ขึ้น (ซึ่งจริงๆก็คือมันสไลด์เลนส์ขยายเข้ามาในช่องมองภาพ)

แต่ถ้าอยากปรับตามใจฉันก็ทำได้ แค่โยกคันโยกไปด้านขวาแล้วค้างไว้

OVF สรุป

  • OVF มีกรอบกะระยะมาให้ แต่รูปก็จะได้ไม่ตรงกรอบเป๊ะๆ
  • หลังจากโฟกัส กรอบจะขยับตามระยะโฟกัส อาจจะต้องขยับกล้องตาม
  • ถ่ายมาโคร เชื่อถือกรอบไม่ได้

สำหรับส่วนนี้เราว่าอารมณ์มันเหมือนกับกล้อง Rangefinder ที่อัพเกรดเทคโนโลยี แต่ว่ามันแล้วแต่ความชอบเลย และที่กล้องมันแพงก็เพราะโมดูลนี้ด้วยเหมือนกัน

แต่ความรู้สึกเราคือเหมือนกับติดเครื่องเสียงพร้อมจอแอลซีดีให้กับรถม้า ตอนที่มีรถยนต์แล้ว (EVF มันใช้งานตรงตัวกว่า – เราอาจจะไม่เหมาะกับสายนี้ก็ได้) แต่ต้องรอดูกันต่อไปว่าใช้จริงจะมีประโยชน์ขนาดไหน

Focus

อย่างที่เกริ่นไปว่ารุ่นนี้มีตุ่มโฟกัสแล้ว ทำให้การขยับจุดเร็วและง่ายขึ้น

ส่วนโหมดการโฟกัสแบบอัตโนมัติก็จะมีเหมือนๆกับ X-E2/2s, X-T10, X-T1 คือ

  • โหมดโฟกัสแบบจุด
  • โหมดโฟกัสแบบกรอบ – X-Pro2 ทำกรอบได้ 3×3, 5×5, 7×7
  • โหมดโฟกัสแบบทั้งจอ

และก็มีเพิ่มโหมดโฟกัสหน้าคน แบบให้เลือกจับตาซ้ายหรือตาขวาก็ได้ ซึ่งถ้าได้ถ่ายคนคงได้ใช้ ซึ่งโหมดพวกนี้ใช้ได้ทั้งโหมดโฟกัสครั้งเดียว (AF-S) กับโฟกัสต่อเนื่อง (AF-C) ได้

อันนี้ขี้เกียจถ่ายรูป ขอแปะคลิปของ X-T1 แล้วกัน

แต่ข้อดีของเซ็นเซอร์ใหม่คือจุด PDAF เพิ่มขึ้นเป็น 49 จุด จากเดิมแค่ 15 จุด ครอบค่อนเซ็นเซอร์แล้ว ทำให้เลือกจุดโฟกัสแบบเร็วๆได้เยอะขึ้น กว้างขึ้น

แต่เรื่องความเร็วโฟกัสนั้นเราว่ารู้สึกไม่ค่อยต่างจาก X-E2 FW 4.0 เท่าไหร่ แต่ก็ตัวแปรที่มีผลก็คือเลนส์ด้วย ที่แต่ละตัวความเร็วโฟกัสไม่เท่ากันอีก แต่เรียกว่าไม่มีปัญหาอะไรดีกว่า โฟกัสไม่เนิบๆเหมือนตอนที่ใช้ X-E2 ใหม่ๆ และโฟกัสตรงจุด ไม่เหวอ

ส่วนหลังจากกดถ่ายรูปแล้ว กล้องมันพร้อมจะถ่ายรูปต่อไปแทบจะทันที ได้ความรู้สึกการใช้กล้อง DSLR กลับมา

Summary – Part I

เนื่องจากว่ามันเป็น First Impression และเราเคยใช้กล้องฟูจิมาก่อน ทรงกล้อง Retro เลยไม่ใช่จุดสำคัญสำหรับโพสนี้หละ เลยหนักไปทางด้านการใช้งานก่อน

ที่ต้องเน้นคือมันไม่ใช่กล้องสำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่แบกไปถ่ายนู่นๆนี่ๆชิวๆหละ มันเหมาะกับคนใช้เป็นอาชีพ ที่มันจะมีเรื่องของความทนทาน และประสิทธิภาพเข้ามาด้วย คือใช้มานิดหน่อยก็รู้เลยว่ากล้องตัวนี้พร้อมลุยได้เต็มที่

สำหรับคนประเภท”ยาวไปไม่อ่าน” ก็ขอสรุปใจความสำคัญมาดังนี้

  • หนักไปนิด หยิบจับใช้งานจริงลำบากหน่อย ไม่เหมาะกับการใช้มือเดียว
  • ปุ่มควบคุมดีหมด ยกเว้นวงล้อหน้าและหลัง (ส่วนวงปรับ ISO ถึงจะใช้ลำบาก แต่ปกติก็ปรับเป็น Auto)
  • โฟกัสเร็ว ไม่วืด (หรือไม่ก็วืดน้อย)
  • OVF ใช้งานไม่ตรงตัว ไม่ง่ายเหมือน EVF
  • จอพับไม่ได้ หมุนไม่ได้

ถ้ามันเบากว่านี้ เราจะชอบมันมากๆ

To Be Continue…

ตอนนี้ยังไม่ขอลงรายละเอียดเรื่องคุณภาพรูปนะ

เอาเป็นว่าทั้งรายละเอียดของรูป กับปริมาณ noise จากการใช้งามสามวัน นี่ให้ความรู้สึก”เกือบ”เทียบเท่า Canon 6D แล้วกัน แต่เอาจริงๆก็ยังต้องลองสักระยะถึงจะบอกได้ มีตัวแปรหลายอย่าง

ดูรูปไม่ผ่านการแต่งข้างล่างอาจจะตกใจเล็กน้อย แต่มันคือความจริงสำหรับกล้องหลายๆตัว

X-Pro2 – XF23mm f/4 1/40s ISO3200 – RAF in Lightroom – No Noise Reduction – 100% crop

ส่วนสีสันไฟล์ JPG เราว่ามันมีเปลี่ยนโทนสีเล็กน้อย แต่ว่าไฟล์มันใหญ่มาก ประมาณ 15 MB ตรงนี้คงจะลดคุณภาพ JPG หรือถ่าย RAW อย่างเดียวไปก่อนที่จะสั่ง SD card มาเพิ่ม

เจอมานิดนึงว่าถ้าเปิด DR Auto แล้วมันเลือก 200% หรือ 400% ให้ พอเปิด Raw ใน Lightroom แล้วมันจะ underexposed – ส่วนตัวเข้าใจการทำงานเบื้องหลัง แต่อย่างน้อยน่าจะช่วยปรับให้สักนิดนะ จะได้ไม่ต้องมาเลื่อนเอง

จบแค่นี้ก่อน จะไปลองใช้จริงหละ


อัพเดท 1 (14/5/2016)

เนื่องจากว่ากว่าจะเขียนภาคต่อคงอีกสักระยะ ขอเขียนสิ่งที่เจอก่อนแล้วกัน

Battery

กล้องตัวนี้กินแบตแบบล้างผลาญมาก คือแบตก้อนนึงต่อวันไม่พอ เทียบกับ X-E2 ที่อยู่ได้ประมาณวันครึ่ง ตัวนี้อยู่ได้ 2/3 วัน (6D อยู่ได้สองถึงสามวัน) แต่มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มมาคือ เราอัพรูปหลังถ่ายเลย หมายความว่าเปิดไวไฟเยอะขึ้น แต่ถึงจะไม่ใช้มันก็น่าจะอยู่ได้อย่างมากก็วันนึงหละ

แต่บอกแบบนี้ไม่น่าจะตีความได้ดีเท่าไหร่ เรียกว่าแบตหนึ่งก้อนได้ประมาณ 200-250 รูป พร้อมกับส่งไวไฟประมาณสามสิบรูปแล้วกัน

Operation

ฟูจิสามารถเอาคำออกไปได้อีกหนึ่งคำ คือคำว่า”เนิบ” กล้องตัวนี้ทำงานได้เร็ว กดชัตเตอร์เสร็จสามารถถ่ายต่อได้ทันที เปิดปิดเร็ว ช่องมองภาพก็สลับโหมดได้เร็ว เลื่อนดูรูปก็เร็ว คือเร็วไปทุกอย่าง

Focus

ส่วนเรื่องความเร็วโฟกัสตอนนี้ได้ข้อสรุปว่ามันเกี่ยวกับเลนส์ด้วย ส่วนความแม่นยำนี่บางครั้งก็ต้องคอนเฟิร์มกันอีกหน่อย

เพราะว่าสิ่งที่ถ่ายมันออกจะแนวขั้นสุดคือดอกไม้เป็นช่อๆย้อยๆ (ซากุระนั่นหละ) โฟกัสมันโดนหลอกง่ายมาก ที่แม่นยำสุดคือต้องเลือกจุดโฟกัสแบบเดี่ยว ขนาดเล็กสุด ถ้าขนาดจุดมันใหญ่ขึ้นนี่บางทีมันไปโฟกัสนอกจุดด้วย

แล้วก็ต้องระวังเรื่อง OVF ที่ทุกอย่างมันชัด จะหลอกตาได้ (อย่างน้อยก็มี Hybrid View Finder มาช่วยหละนะ)

Eye Sensor

มีเรื่องกังวลอย่างนึงคือเวลาเปิดโหมด Eye Sensor + EVF คือกล้องจะสลับเป็น EVF เมื่อเอาตามาจ่อที่ช่องมองภาพ พอถอยออกมามันก็จะเปลี่ยนเป็นช่องมองภาพจริง รุ่นนี้มันสลับได้เร็วมาก และมันมีกลไกที่ต้องเคลื่อนไหวจริง (เลื่อนกระจกมาบังช่องมองภาพ)

ปัญหามันมีอยู่ว่า ถ้าเปิดกล้องค้างไว้แล้วแขวนคอ กล้องมันก็แกว่งเข้าออกจากตัว ซึ่งมันทำให้ Sensor ทำงาน แล้ว EVF มันก็จะเปิดๆปิดๆรัวๆ ถ้าทำแบบนี้บ่อยๆ อาจมีผลต่ออายุการใช้งานได้ เราก็เลยต้องพยายามปิดกล้องเมื่อไม่ใช้งาน ทำแบบเดียวกับ X-E2 ไม่ได้ แต่ก็ยังดีที่กล้องมันเปิดได้เร็ว

Bugs

  • Wifi transfer ชอบค้าง ต้องถอดแบตกล้องถึงจะปิด
  • ปุ่มปรับระยะสายตาของช่องมองภาพ (สำหรับคนสายตายาวหรือสั้น) ชอบหมุนเอง บางครั้งพอใช้แล้วภาพมันเบลอ ต้องปรับกลับเอง (เรียกว่า Hardware bug)
Roparat Sukapirom

Roparat Sukapirom

blogger at roparat.com
A geek with a camera.
Roparat Sukapirom