Peru

บันทึกเล็กๆน้อยๆ กับการเดินทางไปเมืองที่อยู่อีกซีกโลกนึง

ที่จริงเราเขียนตั้งแต่ไปเที่ยวกลับมาแล้ว แต่ว่ายังทำรูปไม่เสร็จ ก็เลยดองไว้ก่อน ตอนนี้ก็ยังทำรูปไม่เสร็จเหมือนเดิม แต่ว่ามีพอจะเอามาเขียนบล็อกแล้วหละ

Part I – เรื่องเล็กๆน้อยๆ

1. ตั๋วเครื่องบินราคา 70,000 บาท และเดินทางรอบนึงหนึ่งวันเต็ม

ที่เลือกใช้เป็นของสายการบิน China Air (ขาไปครึ่งนึง) + KLM ที่เหลือ แวะพักที่อัมเตอร์ดัม (จองผ่านเว็บที่แปลว่าตั๋วถูก) จริงๆถ้าเลือกแยกระหว่างกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม กับ อัมสเตอร์ดัม-ลิม่า อาจจะได้ถูกกว่า (ช่วงโปร) แต่ว่าก็ต้องทำวีซ่าทรานสิต และอาจจะต้องหาที่นอนที่อัมสเตอร์ดัมด้วย ก็อาจจะไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

ส่วนการเดินทาง ก็ตีไปซะว่านั่งเครื่องครั้งละ 12 ชั่วโมง ขาไปนั่งสองรอบ ขากลับนั่งสองรอบ ก็ขาละหนึ่งวันเต็มๆ แถมด้วยเวลาที่ต่างกันอีก ทำให้ขาไปไปถึงวันเดียวกัน แต่ขากลับกินไปหนึ่งวันเต็ม

อ่อ ถ้าต้องเปลี่ยนเครื่องที่อัมสเตอร์ดัม (กรณีซื้อตั๋วแบบไม่แยก) ไม่ต้องขอวีซ่า แต่ถ้าเลือกไปเมกา ต้องขอวีซ่าด้วยนะ (เตรียมเงินยูโรไปหน่อย เผื่อซื้อของฝาก)

2. จอง Inca Trail ไว้แต่เนิ่นๆ*

เพราะว่าเค้าจะ limit ไว้วันละสองร้อยคน (จริงๆคือห้าร้อย แต่ตัวเลขนี้รวมลูกหาบกับไกด์ด้วย)

*ยกเว้นว่าไม่อยากเดินกันนะ มีทัวร์แบบนั่งรถไฟไป แต่แบบนั้นมาชูปิกชูก็มีจำกัดสองพันห้าร้อยคนต่อวัน

3. คิดให้ดีก่อนจะจอง Inti Rami

งานเทศกาลสำคัญของชาวอินคาที่มีหนึ่งปีครั้งนี่จริงๆมันควรจะดีนะ แต่ที่ไปกันแปดคนเห็นตรงกันว่ามันไม่ค่อยดี และไม่คุ้มราคาค่าทัวร์เลย ($200 ต่อคน) คืองานที่มันน่าจะขลังๆ แนวเดียวกับงานวันพืชมงคล กลายเป็นละครเวทีที่มีคนมาเต้นเยอะๆ ไม่รู้สินะ แต่เราอาจเห็นคุณค่าของงานไม่เหมือนกับคนอื่นก็ได้

4. ฉีดวัคซีนไข้เหลืองไปก่อน แม้ว่าจะไม่มีใครตรวจก็ตาม

เอาจริงๆแถบที่เราไปมาก็ไม่เสี่ยงต่อโรคนี้ แต่เพื่อความสบายใจและก็ปลอดภัย ก็ควรไปฉีดก่อนไปอย่างน้อยสิบวัน

5. ภาษาสเปนเป็นสิ่งสำคัญ

ดูที่สำคัญสุดคือการต่อราคารถแท็กซี่ในเมือง เพราะประเทศนี้ไม่มีมิเตอร์! (แต่เรื่องแท็กซี่ให้โรงแรมเรียกมักจะได้ราคาถูกกว่า แต่ถ้าเรียกจากร้านอาหารก็มักจะแพง)

6. เผื่อเงินสำหรับทิปด้วย

นี่เป็นเรื่องที่คนไทยคงไม่คุ้นเท่าไหร่ แต่ที่นี่ต้องมีการให้ทิปกันด้วยนะ ก็อย่างต่ำ 10% (กินร้านอาหารก็บวกกันสนุกสนาน)

7. เตรียมเครื่องกันหนาวไปดีๆ

อย่าเป็นอย่างข้าพเจ้า คือว่าเห็นว่าที่ Lima มันยี่สิบกว่าๆ ส่วน Cusco มันกลางวันสิบกว่าๆ กลางคืนเลขตัวเดียว ก็เลยเตรียมไปแบบคิดว่าตอนอยู่ Cusco คงไม่ได้ไปตอนกลางคืนมากหรอก สุดท้ายตอนกลางคืนศูนย์องศา ไม่สบายกลางทริป

อาหารการกิน

อยู่ในระดับ อร่อย จนถึง กินเกือบไม่ได้

จานนี้ชอบมาก

ระดับอร่อยของข้าพเจ้าคือรสชาติเหมือนอาหารไทย… อย่างยำปลาดิบ (Ceviche) นี่ก็ใช้ได้เลย (อืม… ควรจะเรียกว่า Fusion ไทย-ญี่ปุ่นแล้วกัน)

อาหารเด่นประจำชาติคือ Cuy รสชาติคล้ายๆไก่ (ไม่บอกว่าชื่อภาษาไทยคืออะไร ลองหากันเอาเอง) มันเป็นอาหารที่ไม่ใช่จะกินกันบ่อยๆนะ เค้าจะกินกันในโอกาสพิเศษกัน

นอกจากนี่ ที่นี่ยังมีการกินมัน (อเมริกาใต้เป็นต้นกำเนิดของมัน ซึ่งมีกว่า 3000 ชนิด – แต่ที่เห็นจริงๆก็ไม่กี่สิบชนิดนะ) ข้าวโพด และข้าว (แบบแข็งๆ) ในจานเดียวกัน (เราไม่ชอบกินคาร์โบฯหนักๆ เวลาสั่งผิดแล้วได้จานแบบนี้มานี่ท้อเลย) แถมว่าบางจานก็จะมีกล้วยด้วย (กินเป็นอาหารคาวเลย)

กล้วยเป็นเครื่องเคียงอาหารคาว (ถ้าจำไม่ผิดอันนี้คือขาหมู)

ธัญพืชอีกอย่างที่ที่นี่เป็นแหล่งเพาะปลูกคือคินัว (Quinoa) อันนี้มีให้ลองในไทย บางคนอาจจะไม่ชอบรสสัมผัสมันเท่าไหร่ แต่เค้าว่านี่เป็นธัญพืชที่ให้คุณค่าทางโภชนาการเยอะทีเดียว

สลัด Quinoa

เครื่องดื่ม มี Chicha Morada เป็นประมาณน้ำข้าวโพดต้ม ใส่ซินนามอนกับเลมอน หอมๆเปรี้ยวๆดี เวลาสั่งก็ให้เน้นว่า Chicha Morada เพราะว่ามันมี Chicha อย่างอื่นเหมือนกัน แต่เป็นเบียร์นะ

Chicha Morada (ขอโทษที่ค้นรูปเจอแค่นี้)

ถ้าได้แวะสตาร์บัค ลองสั่งพวกกาแฟที่ใส่ Algarrobina ดู มันเป็นน้ำเชื่อมที่ทำมาจากน้ำในต้นไม้ ตอนที่ไปมันมีแบบเป็นลาเต้ ใส่เจ้าน้ำเชื่อมนี่ ผสมกับซินนามอน อร่อยมาก (แล้วพอซื้อน้ำเชื่อมนี่กลับมาชงที่ไทยก็ไม่สามารถทำให้มันอร่อยได้)

ใบโคคาตากแห้ง ชงกับน้ำร้อน (บางทีก็ชงใส่กระติกมาให้เสร็จสรรพเลย)

ที่นี่มีการกินใบโคคากัน (ซึ่งสามารถแปรรูปได้เป็นโคเคน) ส่วนมากเป็นรูปแบบของชา เค้าบอกว่ามันช่วยเรื่องของ Altitude Sickness ได้ แต่อันที่น่าจะเห็นผลกว่าคือกินแล้วจะไม่ค่อยหิวข้าวหิวน้ำเท่าไหร่ เพื่อความปลอดภัยกับด่านตรวจ ไม่ควรกินภายใน 24 ชั่วโมงก่อนเดินทางออกนอกประเทศ (คือว่ามันมีเป็นปกติ ในโรงแรมก็มีกระติกชาโคคา ข้าพเจ้าก็ซดตลอดเวลา) และก็อย่าซื้อมาเป็นของฝากนะ

ของฝาก

ร้านของฝากก็มีตามสถานที่ท่องเที่ยวนะ แต่ของกระจุกกระจิกที่เราเห็นมันดูไม่ค่อยเป็นเปรูในความคิดซะเท่าไหร่ เลยหาของที่มันดูใช้งานได้ดีกว่า

อัลปากาก็เป็นของฝากได้เหมือนกัน

  • สิ่งทอจากขนอัลปากา (ถ้าเป็นตัวเด็กๆขนจะนิ่มกว่า) ราคาเสื้อสเว็ตเตอร์ในตลาดก็ประมาณ $100 แต่ก็จะมีพวก shop ทำหรูๆอยู่ (ไม่ได้เข้าไปดูนะ) ก็ซื้อจากในตลาดมาตัวนึง ขนนุ่มดี แต่มันทอแบบหลวมๆ เลยไม่ค่อยจะกันหนาวสักเท่าไหร่
  • ผลิตภัณฑ์จากโกโก้ – ช็อคโกแลต ที่นี่ก็เป็นแหล่งส่งออกเมล็ดโกโก้แห่งหนึ่ง ส่วนตัวเราคิดว่ามันทำอร่อยอยู่เหมือนกัน อันนี้ซื้อได้ที่สนามบิน (มีให้ชิมด้วย) ซื้อโกโก้ชงมากล่องนึง ชอบมากจนอยากฝากคนอื่นซื้อมาให้อีก
  • กาแฟ – เช่นเดียวกับโกโก้หละ
  • เหล้า – มี Pisco เข้มประมาณวอดก้า บางที่มีขายเป็นขวดเล็กๆ (มีผสมมะนาว ผสม Algarrobina ด้วย)

ส่วนของฝากอย่างอื่นไม่ค่อยอินเท่าไหร่

แพลน

ทริปนี้เป็นทริปที่นานที่สุดของเราหละ ไปกันที่ครึ่งเดือนเลย อันนี้เพื่อนเป็นคนวางแผนให้ ข้างล่างเป็นตารางสรุปๆมาหละ

Date Time Place Event Stay
Saturday, June 13, 2015
2:00 BKK Depart From BKK Lima
18:10 Lima Arrive Lima
Sunday, June 14, 2015 Whole Day Lima Lima city tour
Monday, June 15, 2015 Whole Day Lima Lima city tour
Tuesday, June 16, 2015 AM Lima-Cusco Fly from Lima to Cusco Cusco
PM Cusco Cusco city tour
Wednesday, June 17, 2015 Whole Day Cusco Sacred valley tour
Thursday, June 18, 2015 Whole Day Cusco Moray tour
Friday, June 19, 2015
Inca trail
Saturday, June 20, 2015
Sunday, June 21, 2015
Monday, June 22, 2015
Tuesday, June 23, 2015 AM Inca trail Cusco
20:00 Cusco Arrive at Cusco
Wednesday, June 24, 2015
6:40-7:15 – Bus Pickup Cusco Inti Raymi (Sun festival)
Sleeper Bus
17:00 Cusco Return to hotel, clean up
22:00 Cusco-Puno Sleeper bus to Puno
Thursday, June 25, 2015
5:30 Puno Arrive Puno at 530am
Puno
Titicaca Titicaca Titicaca Tour
Friday, June 26, 2015 6:00 – Bus pick up Colca canyon tour Colca Canyon Tour Tour’s Arrangement
Saturday, June 27, 2015 17:00 Arrive Arequipa Arequipa
Sunday, June 28, 2015
AM Arequipa city tour Santa Catalina monastery, Museo Santuarios Andinos
15:55-17:20 Arequipa-Lima
20:15 Lima-> BKK Check in 18:00

จริงๆแล้วจะมีอีก route นึงคือ Lima -> Nazca -> Arequipa -> Colca Canyon -> Puno -> Cusco อันนี้ก็ดูจะค่อยๆไต่ขึ้นไปแต่พอดีมีปัญหาเรื่องเวลากันทำให้ไม่ได้ไปตามแพลนนี้ (อีกอย่างไปดู Nazca Line นี่แพงมาก ต้องจ่ายคนละหมื่นกว่าบาทเลย)

Part II – สรุปทริปสั้นๆ

วันที่ 1 – เดินทางจากกรุงเทพไปลิม่า

ออกเดินทางคืนวันศุกร์ด้วยสายการบิน China Airline เพื่อไปต่อเครื่องที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปสู่เมืองลิม่า เมืองหลวงของเปรู ด้วยสายการบิน KLM (อาหารของทั้งสองสายการบินต้องลุ้นเพราะจะมีอย่างนึงโอเค อีกอย่างเกือบกินไม่ได้ แต่ชอบ KLM ตรงที่มีไอติมหละ)

ปีที่แล้วไปเหยียบเนเธอร์แลนด์ถึงสองรอบด้วยกัน

ไปถึงหกโมงเย็น ไปเจอเพื่อนและเพื่อนของเพื่อน (มาจากเมกา) ที่สนามบินก่อน แล้วก็นั่งแท็กซี่ไปที่โรงแรม จากนั้นก็ออกมาหาของกิน แล้วก็กลับที่พัก

วันที่ 2 – เที่ยวตัวเมืองลิม่า ย่านจัตุรัสเมืองเก่า

เนื่องจากเดือนที่มามันเป็นช่วงงาน Inti Raymi พอดี (ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล กับวันที่กลางวันสั้นสุด) ดังนั้นตามเมืองต่างๆก็จะมีการจัดการเฉลิมฉลองกัน ที่ลิม่าจัดที่ย่านจัตุรัสเก่านี่หละ มีแห่ขบวน โชว์ชุดประจำท้องถิ่น ประกอบการเต้นไปด้วย กล้องข้าพเจ้าก็โฟกัสไม่ทัน (ตอนเขียนนี่ FW4.0 แล้ว มันคงถ่ายง่ายขึ้นหละ)

แล้วที่มาก็บังเอิญเป็นวันอาทิตย์ที่ตรงกับการเปลี่ยนกะทหารหน้าวังพอดีด้วย

ตอนบ่ายก็ไป Convento de San Francisco เป็นโบสถ์ที่มีพิพิธภัณฑ์ และก็มีสุสานใต้ดิน แล้วก็กลับที่พัก (Jet Lag กลางวันที่นี่เป็นกลางคืนของไทย ถ้าไม่เบลอก็ strong จริงๆ)

วันที่ 3 – เที่ยวตัวเมืองลิม่า

นั่งแท็กซี่ไปผาริมทะเล (คือตัวเมืองอยู่ริมทะเล แต่ว่าอยู่คนละระดับกัน) ซึ่งก็เป็นสวนสาธารณะชื่ออะไรที่เกี่ยวกับรักๆนี่หละ (El Parque del Amor – Lover’s Park)

แล้วจากนั้นก็เดินไป ​Choco Museum เป็นแนวร้านที่มีโชว์วิธีการทำช็อคโกแลต มีขนมให้สั่งกินและซื้อกลับด้วย (ซึ่งสั่งช็อคโกแลตร้อนแบบปรุงเองแต่ปรุงแล้วไม่อร่อย – น่าจะเป็นความผิดของข้าพเจ้าเอง)

สวยแต่รูป ปรุงแล้วไม่อร่อย

แล้วก็ไปปิระมิด Huac Pucllana ยุคก่อนชาวอินคา เป็นปิระมิดดินเหนียว ที่ตั้งอยู่ในเมืองลิม่าเลย

จากนั้นก็กินข้าวกลางวัน แล้วก็ไปน้ำพุ Parque de la Reserva ที่เค้าบอกว่าสวย ซึ่งมันปิดวันที่ไปกัน สุดท้ายก็เลยไปห้างซื้อของนู่นนี่ๆ กิน แล้วก็กลับที่พัก

วันที่ 4 – ไปคุซโค่

ตื่นเช้าเพื่อนั่งเครื่องบินไปเมืองคุซโค่ ที่เป็นเมืองเก่าของชาวอินคา (แต่ก็โดนสเปนบุกและก็ทำลายไปเยอะเหมือนกัน)

วิวด้านซ้ายเป็นเทีอกเขาแอนดิส (รู้จักแต่ชื่อมานาน ได้เห็นของจริงก็วันนี้หละ) – เพื่อความเข้าใจไม่ผิด ในรูปคือภูเขาในเทือกเขานะ

คุซโค่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขา

การมาช่วงนี้ก็จะเป็นเทศกาลเหมือนที่ลิม่า มีขบวนแห่กันทุกวัน วันนี้ก็อยู่แถวๆจัตุรัสกลางเมืองนี่หละ ตอนบ่ายแวะไปบริษัททัวร์ ไปจัดการเรื่องทัวร์ ตอนกลางคืนก็ออกมาถ่ายรูปเล็กน้อย

Plaza de Armas

ถ้าไปถ่ายด้วยจะโดนเสียตังค์นะ

Statue of Pachacuti – จักรพรรดิอาณาจักรอินคา

ยามเย็น

selfies

วันที่ 5 – Sacred Valley

วันนี้ออกนอกเมืองตามที่ได้จองทัวร์ไป ก็ไปประมาณนี้

  • Sacsayhuaman – เป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใกล้ๆ Cuzco และก็เป็นสถานที่จัดงาน Inti Rami

ดั้งเดิมเป็นที่ประกอบพิธีกรรม แต่พอโดนบุกก็โดนทำลาย เอาหินไปสร้างโบสถ์

มองลงมาเห็นตัวเมืองหละ

  • แวะฟาร์มตัวอัลปากา+ลามะ

  • เมือง Pisac มีตลาดให้ซื้อของ (แต่เทียบราคาเสื้อยืดแล้ว ที่ Arequipa ถูกกว่าหน่อย) ได้เสื้อ sweater ขน Baby Alpaca มาตัวนึง

วิวระหว่างทาง

  • แล้วก็ไปไร่ขั้นบันไดของชาวอินคา (Pisac Ruins)

แล้วก็เดินขึ้นไปตรงด้านขวา

นี่ถือว่าซ้อมเดินเขานิดนึงนะ เหงื่อตกเป็นสายฝน

  • ตอนเย็นกลับมาซื้อทัวร์ดูดาวทางฝั่งซีกโลกใต้ (ซึ่งตอนนี้ก็ลืมหมดแล้ว) กว่าจะได้กินข้าวก็สองทุ่ม

ภาพเพื่อส่งเสริมจินตนาการ (หมายความว่าผ่านการแต่งยิ่งกว่าแอปแต่งหน้าในไอโฟน)

วันที่ 6 – Morey

วันนี้ออกจากเมืองไกลกว่าวันแรก (จริงๆน่าจะสลับกัน)

  • Morey – แปลงทดลองปลูกพืชของชาวอินคา (แต่ละขั้นบันไดใช้วิทยาการปรับอุณหภูมิให้ไม่เท่ากันด้วยนะ)

ระหว่างทาง

บันไดอินคา แทบจะปีนกันทีเดียว

อันนี้หลุมด้านซ้ายจากรูปใหญ่ จริงๆมีหลุมเล็กประมาณสามชั้นด้วยนะ

  • แล้วก็ไปเหมืองเกลือริมหุบเขา (Maras Salt Mines)

ทุ่งคินัวร์ ระหว่างทาง

เหมืองเกลือ ตั้งอยู่ที่ริมหุบเขา

พลาดไปก็ตกเขาได้เลย

มันดูอลังการแบบนี้ ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงกลายเป็นที่เที่ยวได้

  • เมืองหน้าด่านทางก่อนไปมาชูปิกชู (Ollantaytambo)

ขึ้นไปแล้วก็ต้องมองย้อนกลับมา

และอย่าลืมหาสิ่งนี้ – Head of Wiracocha – เทพเจ้าในความเชื่อของแถบแอนดิส

  • แล้วก็แวะร้านเครื่องทอก่อนจะกลับคุซโค่ (ซึ่งก็ช้าไปเกือบชั่วโมง)

จากนั้นก็ไกด์ที่จะนำเราเดิน Inca Trail ก็มาสรุปสิ่งที่ต้องเตรียมตัว พร้อมกับแจกกระเป๋าให้แพ็คของ

วันที่ 7-11 – Inca Trail

สี่วันแรกเดิน Inca Trail ไปถึงมาชูปิกชู แล้วก็ไปนอนที่ Aguas Calientes ก่อนที่จะตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่มาชูปิกชูอีกรอบ ก่อนจะนั่งรถไฟกลับไปคุซโค่ตอนเย็น (รถไฟก็ดันเสียอีก ช้ากว่ากำหนดไปอีก)

รีวิวสั้นๆ – เป็นทางเดินเขาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ทางเดินก็เป็นทางจริงที่ชาวอินคาได้ทำไว้ ถ้ามีเวลาและร่างกายพร้อมก็น่าสนใจนะ

ข้อแนะนำ

  • ไม่มีการอาบน้ำระหว่างเดินเขา
  • การกินขึ้นกับทัวร์ แต่อาหารดีมาก
  • ทัวร์ที่เลือกเป็นทัวร์ที่ถึงมาชูปิกชูตอนบ่ายๆ แล้วมาดูอีกค่อนวัน จริงๆจะมีทัวร์ที่ไปถึงตอนเช้านะ แต่เดินโหดกว่า
  • ถึงแม้ว่าจะไม่ยากมาก แต่ก็ต้องฟิตร่างกายมาให้ดี
  • เตรียมทิปกันให้พร้อม

จุดที่รถขับมาปล่อย วันแรกก็จะเดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ แล้วก็จะแยกทางกันตอนเย็นๆ

สิ่งก่อสร้างของชาวอินคาก็จะมีมาให้เห็นตามทางเรื่อยๆ (Patallaqta)

สภาพธรรมชาติก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เต้นท์นี้สำหรับกินข้าว ลูกหาบแบกทั้งทริป

วันที่สองครึ่งบ่ายเราต้องเดินข้ามช่องเขาที่เห็นลิบๆ

ขึ้นมาถึงจุดนั้นแล้ว มองย้อนกลับไป

ขาลงก็ฝ่าเมฆหมอกลงไป

ถ่ายดาวจากแคมป์

เช้าวันที่สาม

มองย้อนไปทางที่เดินลงมาจากช่องเขา

ระหว่างทางก็เจอสิ่งก่อสร้างชาวอินคา (Paqaymayu – อันนี้เหมือนเป็นป้อม)

ท่ามกลางม่านหมอก (Sayaqmarka)

จุดแคมป์คืนที่สาม สูงสุดและหนาวสุดของการพักตอนกลางคืนแล้ว

เพราะว่าวันนี้มาถึงเร็ว เลยนอนเอาแรงในเต้นท์ เห็นเงาอะไรบางอย่างอยู่ข้างนอก ที่แท้ก็คือ!

เช้าวันที่สี่ หลังจากเมื่อคืนเมฆเยอะจนถ่ายดาวไม่ได้ (จริงๆจุดนี้เหมาะกับการถ่ายดาวมาก – ข้ออ้างอีกอย่างคือมันหนาวมาก ใส่เสื้อทุกตัวที่แบกมาเลย)

มีภูเขาลูกนึงหละที่เป็นที่ตั้งของมาชูปิกชู วันนี้เราก็จะได้เห็นกันแล้ว

Puyupatamarca

อลัง

ขอเรียกรูปนี้ว่า Hipster shot แต่คือไม่อยากลุกแล้ว

Wiñay Wayne – ไร่ขั้นบันไดอันสุดท้ายก่อนถึงมาชูปิกชูแล้ว เค้าว่าที่นี่ปลูกดอกไม้นะ

ถ้าคนเดิน trail เล็กสุด ก็จะเดินมาแล้วเจอที่นี่เป็นที่แรก

แล้วเราก็มาถึง Sun Gate ที่เราได้ยลโฉมมาชูปิกชูเป็นครั้งแรก (แต่อารมณ์เราจริงๆคือเฉยๆหละนะ เจอสิ่งก่อสร้างมาหลายที่ – แต่นี่ก็อลังการสุด)

ซูมไปใกล้ๆ

we did it!

แสงสุดท้าย… ก่อนโดนเจ้าหน้าที่ไล่ลง

Aguas Calientes เป็นเมืองท่องเที่ยวจ๋า เพราะเป็นที่พักแห่งเดียวถ้าจะมามาชูปิกชู แต่ในหัวตอนนั้นคือต้องการโรงแรม ต้องการน้ำอุ่นแล้ว

วันที่ห้า เรานั่งรถบัสเพื่อมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน

แล้วก็ลงไปเดินดูในสถานที่จริง

Sun Gate ที่ๆเดินมาเมื่อวาน

ความเนียนของชาวอินคา (พื้นที่ส่วนวัง)

Inca Bridge – ได้ความรู้สึกว่าเสียเวลาเดิน

กลับมาหามุมถ่ายที่นี่ดีกว่า

กลับลงมาในเมือง เดินเที่ยวเล่นเล็กน้อย

Peru Rail – นำพาท่านไปถึงจุดหมายช้ากว่าสองชั่วโมง

วันที่ 12 – Inti Rami

วันสำคัญ เป็นวันเริ่มการเข้าสู่หน้าหนาว ชาวอินคาก็จะมีการการทำพิธีกรรมบวงสรวงพระอาทิตย์… รวมไปถึงการบูชาลามะด้วย

งานจะมีจัดที่ Temple of Sun, ก่อนจะไปที่จัตุรัสกลางเมือง แล้วไปเป็นงานใหญ่ที่ Sacsayhuaman

แต่งานมันจัดแบบละครเวทีมากๆ คือมันแสดง (มีกษัตริย์ปลอมๆ หัวหน้าพระปลอมๆ มาพูดบทที่มีสคริปไว้อยู่แล้ว) พร้อมอุปกรณ์ประกอบฉากแบบไม่เนียน (เวทีกลางลานเป็นคอนกรีตที่ทำให้เป็นเหมือนหิน แต่อารมณ์แบบดูยังไงก็เป็นคอนกรีต) คือถ้าดูตามบท นี่คือว่ามันจะต้องมีการพยากรณ์ความสมบูรณ์ของพืชผล โดยดูจากของนู่นนี่ เหมือนๆกับพืชมงคล แต่ว่าทุกอย่างเป็นสคริป ไม่มีอารมณ์ลุ้นแบบว่าพระโคจะกินอะไร มันเลยดูไม่ขลังเท่า อ่อ ของเราก็พราหมณ์จริงๆ [ปล. เมืองไทยบังเอิญมีอะไรให้เปรียบเทียบ เลยขอจัดหนักนะ] ที่สำคัญ ที่นี่มีที่นั่งให้ชาวต่างชาติดู (ที่ Sacsayhuaman; ส่วนที่อื่นต้องเบียดๆ แย่งๆกันหาที่เอง) แล้วตั๋วเก็บซะแพงเกิน แถมทัวร์ที่จองไกด์กินดีกว่าลูกทัวร์ (Americana de Turismo – จำไว้เลยนะ)

สรุปว่าวันนี้นั่งโดนแดดโดนลม ไม่สบายหนัก

ตอนเย็นป่วยแบบอดซื้อของฝาก แล้ววันนี้ก็ต้องนั่งรถบัสข้ามคืนไป Puno ด้วย

งานเริ่มที่ Temple of Sun – จุดนี้ยกกล้องขึ้นเหนือหัวแล้วถ่ายรูปมา เพราะคนแน่นมาก (รูปที่เห็นกับประสบการณ์ที่ได้จริงคนละอารมณ์กันนะ)

มาถึงจุดงานหลักแล้ว

ควักหัวใจปลอมๆออกมา

วันที่ 13 – Lake Titicaca

วันนี้นั่งรถมาถึงเมือง Puno ที่เป็นเมืองติดทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่และสูงที่สุด (ไม่รู้ว่าเทียบกับอะไร) แต่ก็ใหญ่จริงๆหละ

วันนี้จองทัวร์ Lake Titicaca เอาไว้ (จริงๆจองแบบไม่ได้จ่ายเงิน – สามารถตัดสินใจนอนป่วยอยู่ที่โรงแรมได้) แต่ไหนๆมาแล้วก็ต้องไปหละ

ทัวร์เป็นประมาณว่านั่งเรือไปเกาะกลางทะเลสาบ ไกด์ก็จะพูดๆความเป็นมาของทะเลสาบ ชีวิตและประวัติศาสตร์ของผู้คนที่อยู่ที่นี่ แล้วก็นั่งเรือไปอีกประมาณสองเกาะ (ตอนนี้ป่วย ขึ้นเรือก็หลับ) มีไปกินอาหารพื้นเมืองด้วย สุดท้ายก็ไปเกาะที่คนสร้างเองจากหญ้า ก่อนกลับเข้าฝั่ง

พอถึงโรงแรมก็ไข้ขึ้นเต็มที่ จนเพื่อนๆต้องมาเช็ดตัวให้ (อนาถสุดในรอบหลายปีหละ) รู้เลยว่าถ้าป่วยแล้วฝืน trek นี่ตายอย่างเดียวแน่ๆ นี่โชคดีที่ป่วยหลังจากเดิน Inca Trail มาแล้วนะ

วันนี้ถ่ายไป 30 รูป

วันที่ 14 – Colca Canyon Tour

วันนี้อาการดีขึ้นหละ แต่ว่าก็ต้องย้ายเมืองกันอีกแล้ว

คราวนี้เป็นทัวร์สองวันหนึ่งคืน (รวมโรงแรม) เพื่อไปดูแร้งที่ Colca Canyon อีกวัน วันนี้ก็เป็นการเดินทางเพื่อไปเมืองใกล้ๆ Colca Canyon ก็ผ่านทะเลสาบที่มีนกฟลามิงโก ผ่านจุดชมวิวที่เห็นภูเขาไฟสี่ห้าลูกรอบทิศทาง

ซูมสุดก็เห็นแค่นี้

ตอนเที่ยงก็มาถึงเมือง Chivay แล้วตอนบ่ายก็เดินดูวิวนิดหน่อย (มีไร่ขั้นบันไดที่เค้าบอกว่าทำมาตั้งแต่ยุคก่อนอินคาอีก) ตกเย็นก็ไปแช่น้ำพุร้อน (เป็นสระน้ำ ไม่ใช่ออนเซ็น)

เค้าบอกว่าหลุมๆด้านขวาเป็นที่เก็บของ

น้ำพุร้อน ยังไงก็ไม่คลาสิคเท่าที่ญี่ปุ่น

วันที่ 15 – Coca Canyon Tour – Arequipa

วันนี้ได้ไป Coca Canyon จริงๆ แต่ก็เป็นแค่ส่วนติ่งๆของมันหละ เพื่อจะมาดูแร้ง ทางไปก็วิวสวยดี ไปถึงจุดชมแร้งก็เจอสี่ห้าตัว บินโฉบไปมา (ซึ่งกล้องเรา+เลนส์เทเลก็วืดตลอดเวลา)

ยามเช้า (เลนส์ฟูจิมันดีจริงๆ ขนาดย้อนแสงตรงๆนะ)

พระเอกของทัวร์วันนี้

แล้วก็นั่งรถไปเมือง Arequipa (ชอบใจกลางเมืองนี้รองๆจาก Cusco เลย มันสวยดี มีอะไรดูน่าเที่ยวเยอะว่าลิม่าด้วย)

ถึงก็เกือบๆเย็นแล้ว ก็เดินไปแถวๆจัตุรัสกลางเมือง ถ่ายรูปเล่น หาของกิน (ร้าน Chi Cha – อร่อยอยู่เหมือนกัน)

เมื่อเข้าโบสถ์ที่ห้าที่หกแล้วจะรู้สึกว่ามันเหมือนๆกันหมดเลย

ผู้ร่วมชะตากรรม

อ่อ เมืองนี้ถ้าหามุมดีๆได้ จะได้ฉากหลังเป็นภูเขาไฟทรงเดียวกับฟูจิเลย (แต่ข้าพเจ้าไม่มีแรงหามุมดีๆนั้นได้)

วันที่ 16 – Arequipa เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ก่อนกลับไทย

ตอนเช้าก็ตื่นไปดูตลาดของที่นี่ (มีร้านขายขนมปังเยอะมาก)

ยามเช้า

มันทั้งนั้น

ปัง – เป็นภาษาสเปน ที่ไทย ญี่ปุ่น ก็ใช้ทับศัพท์

วันนี้ที่จัตุรัสมีงาน เค้าเอารถเก่ามาแสดง

รถเต่าทองมาเต็มเลย

แล้วก็ไปพิพิธภัณฑ์ The Museo Santuarios Andinos ที่แสดงมัมมี่ที่ชาวอินคาเค้าไปบูชา (พร้อมๆกับฝัง) ที่ภูเขาไฟ ก็ได้เห็นมัมมี่เด็กของจริง (จริงๆคือโดนฝังแบบไม่ได้ทำมัมมี่ แล้วพอดีอากาศมันเย็น เลยคงสภาพไว้) ก็จะมีจัดแสดงพวกของที่ติดตัวเด็กที่ถูกบูชา มีทั้งเครื่องทอง เสื้อผ้าอะไรแบบนี้ แต่เค้าห้ามถ่ายรูปมานะ

แล้วก็ไปดูสำนักแม่ชี (The Monasterio de Santa Catalina – เหมือนหมู่บ้านแบบย่อมๆ)

สำนักแม่ชี ที่สวยคือการทาสีนี่หละ ดังภาพถัดๆไป

กินมื้อสุดท้าย (ร้าน Zig Zag – ก็อร่อยเช่นกัน) ก่อนจะบินกลับลิม่า เพื่อเปลี่ยนเครื่องกลับไทย

เราคงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

วันที่ 18 – ถึงไทย

ถึงประเทศไทยด้วยอาการป่วยและ Jet Lag ไปอีกสัปดาห์กว่าๆ (อดกินติ่มซำที่บริษัทเลี้ยงวันนั้น T.T)

(ไม่มีวันที่ 17 เพราะ Time Zone)

งบ

ตอนแรกเราก็คิดว่าไม่แพงมากหรอก แต่ว่าไปๆมาๆก็กินดีอยู่ดีกันเกือบทุกมื้อ (ราคาอาหารตามร้านอาหารดีๆก็ไปได้ถึง 300-600 บาทหละ) บวกกับราคาทัวร์ ราคาตั๋วเครื่องบินในประเทศ โรงแรมก็ไม่ใช่โฮลเทล สรุปสุดท้ายก็ตีไปเจ็ดหมื่นบาทไทย (ถ้ามีบัตรนักศึกษาก็ลดค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้เยอะ)

สิริราคารวมก็ประมาณ 140,000 บาท

-รภรัตน์

เขียนเสร็จก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก

ปล. ไม่เขียนสรุปนะ แต่เราว่าไปประเทศแถบนี้ควรจะอาศัยอยู่เมกามากกว่า นอกจากจะมีเงินพอ และวันลาพอ

ปล2. ก่อนไป ถกเถียงกันกับเพื่อนๆว่า ต้องเอาเป้แบ็คแพ็คไปกันหรือเปล่า แล้วสรุปว่าเอาไปกัน แต่พอไปถึงที่นั่นจริงแล้วเห็นเพื่อนของเพื่อนลากกระเป๋าใบใหญ่ๆไป ก็ได้ข้อสรุปว่าถ้าไม่ได้ตั้งใจลุยตลอด นั่งแท็กซี่บ้าง เอากระเป๋าเดินทางไปก็ดีกว่าหละ อย่างน้อยก็ยัดของฝากได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวแตก