Fujinon XF23mm f/1.4 R

ภาคต่อของ Fujinon XF35mm f/1.4 R คราวนี้ถึงงานกล้องอีกรอบ ข้าพเจ้าก็ถอยเลนส์มาอีกตัว

กล้อง X-T10 ประกอบฉาก ได้ความอนุเคราะห์จากพี่

เลนส์ของฟูจิตัวนี้เป็นเลนส์ระยะ 23mm APS-C หรือเท่ากับ 35mm ของ Full Frame ซึ่งฟูจิก็มีผลิตภัณฑ์กล้องที่ออกมาในระยะนี้ด้วยคือ X100 series นั่นเองหละ ซึ่งตอนแรกก็ชั่งใจว่าจะซื้อเลนส์หรือซื้อ X100T ไปเลย แต่คิดว่าเลนส์มันเปลี่ยนกล้องได้ (และฟูจิไม่ซัพพอร์ท X100 series เท่าที่ควร) ก็เลยตัดสินใจไปทางเลนส์ดีกว่า

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนบัญญัติขึ้นมา แต่ว่าเวลาคนเค้าพูดถึงช่วงเลนส์ เค้าจะเทียบกับกล้อง Full Frame (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เค้าเรียกกันอีก ในความเป็นจริงก็มีกล้องที่เซ็นเซอร์ใหญ่กว่านี้ ถ้าอยากจะเรียกไปในแนวทางนี้ก็คงต้องเรียกว่า Overflow Frame /s) ซึ่งเป็นกล้องฟิลม์ขนาด 35mm (ขนาดฟิล์มนะ – หลังจากนั้นเค้าเลยทำเซ็นเซอร์ดิจิตอลมาให้ใหญ่เท่ากับขนาดนี้) กล้องฟูจิเป็น APS-C ถ้าจะแปลงเป็น Full Frame ให้คูณด้วย 1.5 ไป

ส่วนรูรับแสง เป็นตัวบอกปริมาณแสงเข้ามาเทียบกับขนาดเซ็นเซอร์ ดังนั้น F/2.8 ไม่ว่าจะ Full Frame, APS-C หรือกล้องไอโฟน ก็ให้มองเหมือนๆกัน (ยิ่งน้อย ทำให้คงความเร็วชัตเตอร์ได้มาก ก่อนที่จะดัน ISO – ตัวทำให้ภาพมันหยาบ)

หากแต่ว่ารูรับแสงมันส่งผลถึงความชัดตื้น ชัดลึก ถ้าเทียบคร่าวๆ APS-C ก็คูณ 1.5 ไปเหมือนเดิม เช่นเลนส์ F/2.8 ของ APS-C จะให้ความชัดตื้นพอๆกับเลนส์ F/4 ของ Full Frame

ข้อดีของระยะนี้มันดียังไง? เอาง่ายๆว่ามันเป็นระยะใกล้เคียงกับกล้องโทรศัพท์มือถือแล้วกัน (อย่าง iPhone 6 จะเป็น 29mm Full Frame ก็จะได้ภาพกว้างกว่าหน่อยนึง – ซึ่งฟูจิก็มีกล้อง X70 มารองรับระยะนี้)

ระยะ 35mm (50mm FF)

ระยะ 23mm (35mm FF) เห็นกันว่าคนละเรื่องกันเลย (f/11)

มุมมองเมื่อเทียบกับ XF35mm ก็จะกว้างกว่า ดูไม่คับแคบ บางคนที่ชอบถ่ายพวกแนว street (การใช้ชีวิตของผู้คนตามเมือง – ข้าพเจ้าเข้าใจแบบนี้) ก็จะนิยมใช้เลนส์ระยะนี้กัน (แต่ก็แล้วแต่ความชอบ)

วัสดุ

น่าจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ฟูจิไปแล้วคือเลนส์ XF จะใช้โลหะเป็นส่วนประกอบของบอดี กับการประกอบที่มันแน่น จับแล้วดูแพง ทั้งๆที่อาจจะถูกกว่าเลนส์ของบางเจ้า และก็เช่นเคยเหมือนกับเลนส์ตัวอื่น ตัววงแหวนปรับโฟกัสมันเฉาะเป็นช่องถี่ๆ สะสมฝุ่นได้ดีมาก

ในแพ็คเกจมีฮู้ด และถุงผ้าใส่เลนส์มาให้ (ไม่เหมือนกับบางเจ้าที่เคยใช้มาก่อน) แต่ฮู้ดนี่ใส่ครั้งเดียวแล้วก็เก็บเข้าตู้ เพราะมันใหญ่มาก เลนส์นี้เหมาะกับการหาฟิลเตอร์กันรอยมาใส่มากกว่า

ผลิตในญี่ปุ่น ขนาดฟิลเตอร์ 62 mm น้ำหนักประมาณ 300 กรัม ใหญ่และหนักกว่า XF35 (187g) พกพาสะดวกไม่เท่า

การใช้งาน

ตามสไตล์เลนส์ฟูจิ คือมีวงหมุนปรับรูรับแสงอยู่ที่เลนส์ตามรหัส R ในชื่อ (เป็นระบบไฟฟ้า ไม่ใช่หมุนแล้วรูมันจะหรี่ทันที) แต่ที่มันมีพิเศษกว่ารุ่นอื่นคือการโฟกัสแบบมือหมุน… โหมดเมนวลนั่นหละ

เลนส์มีวงแหวนให้หมุนปรับรูรับแสงได้ (แบบอิเล็กทรอนิกส์ – มีผลแค่ตอนก่อนถ่าย) แล้วเส้นๆด้านบนมันคืออะไร?

ปกติตัววงแหวนปรับโฟกัสมันจะล้อฟรีตั้งแต่ต้น แต่เลนส์ตัวนี้มันไม่ใช่แบบนั้น การจะหมุนได้เราจะต้อง”ดึง”วงแหวนนั้นเข้าหาตัวก่อน

ดึงมาแล้ว… มีตัวเลขโผ่ลมา

แล้วทีนี้มันก็จะเผยโฉมตัวระยะโฟกัสออกมา (วิธีการดึงวงแหวนนี่ในหัวนึกคำเทียบได้อีกแบบ แต่เราจะไม่พูดมันออกมา)

ตอนโฟกัสก็กะระยะโดยการหมุนเลขเมตร(สีขาว)/ฟุต(สีแดง) ให้ตรงกับเส้นตรงกลาง เท่านั้นก็จบ

แล้วถ้านึกสงสัยว่าไอ้เส้นๆถี่ๆ มีเลขรูรับแสงที่เห็นด้านบนมันคืออะไร? มันเรียกว่า depth-of-field guide นะ ไว้บอกว่าถ้าเราปรับโฟกัสไปที่ระยะนี้ จุดที่ชัดจะได้ตั้งแต่กี่เมตรไปถึงกี่เมตร ถ้าข้างนึงแตะระยะอนันต์ไปก็จะเรียกมันว่าจุด hyperfocal คือชัดตั้งแต่จุดนั้นไปจนสุดเลย

อันนี้เรียกว่าการถ่าย street – แต่เป็นถนนนะ ไม่ใช่แนว (f/8)

มันจะมีประโยชน์สำหรับทั้งพวกถ่าย street (นึกถึงกล้องเมื่อก่อนที่ไม่มีระบบออโต้โฟกัส บางคนก็จะปรับระยะโฟกัสไว้ก่อนที่เลนส์ เวลาถ่ายก็เว้นระยะด้วยสายตา ไม่ต้องหมุนโฟกัสอีกรอบ) เช็คระยะได้แบบไม่ต้องมองจอ

ถ้าอยากอ่านเพิ่มเติมก็ลองดูที่ PetaPixel

ตอนใช้งานจริงเมื่อใส่เลนส์ตัวนี้ก็ไม่ต้องเข้าโหมดเมนวลเลยหละ เมื่อไหร่ที่อยากจะเมนวลโฟกัสก็แค่ดึงแหวนลงเลย (จากโหมด Single Focus) และเนื่องจากแหวนมันต้องดึงลงถึงจะหมุนได้ ถ้ากล้องอยู่ที่โหมดเมนวลยังไงก็ต้องดึงลงมาอยู่ดีหละ เรียกว่าไม่ต้องเปลี่ยนโหมดที่ตัวกล้องเลย

แต่ว่าเลนส์ตัวนี้มันจะซ่อนสเกลระยะโฟกัสบนจอภาพ ซึ่งเราว่ามันไม่ค่อยดีเลย ดู depth of field ผ่านจอไม่ได้ (สำหรับกล้องรุ่นเก่า แต่ X-Pro2 กับ X-T2 โชว์ตลอด)

ถ้าเผลอไปปรับค่าในตัวกล้องตัวนึง คือ AF+MF ให้เป็น ON (หลังจากกดชัตเตอร์ไปครึ่งนึงแล้วหมุนแหวนที่เลนส์เพื่อเปลี่ยนโฟกัสได้) ความงงก็จะบังเกิด คือ

  • ดึงแหวนลงจะไม่เข้าโหมดเมนวล (ตอนอยู่โหมด Single Focus)
  • ตอนกดชัตเตอร์ไปครึ่งนึง มันก็จะหมุนจูนโฟกัสได้ (แหวนต้องดึงลงก่อนหน้าที่จะกดชัตเตอร์)
  • เพราะว่าแหวนมันไม่หมุนฟรี มันล็อคไว้ที่ระยะใกล้สุดกับไกลสุด ถ้าก่อนหน้านี้เราหมุนไปสุดสักข้าง เวลาจูนโฟกัสเราก็จะหมุนต่อไม่ได้

เทียบกับเลนส์แคนอนที่ระบบหมุนปรับโฟกัสเป็นแบบกลไกลจริง การใช้โฟกัสแบบอิเล็กทรอนิกส์มันก็ยังไม่เหมือนหนะ

มุมมองจากเอว (f/8)

การโฟกัส ก็ไม่ได้เร็วเว่อร์ แต่คือเรื่องความเร็วโฟกัสโดยรวมของกล้องเรามันห่างไกลจากคำว่าเนิบๆตั้งแต่อัพ FW 4.0 แล้ว ตัว Zone AF นี่หละทำให้ไม่ต้องคอยขยับกล้องให้ตรงจุดตลอดเวลา จะถ่ายอะไรมันเร็วกว่าเดิมเยอะ (แต่ถ้าเทียบกับโซนี่ก็เหมือนเต่าวิ่งหนะ)

สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้กล้องใหม่ๆ ระบบโฟกัสแบบอัตโนมัติของกล้องฟูจิจะมีสามโหมด (+1 ตัวเลือก) ให้เลือก

  1. Single Point Focus อันนี้เลือกจุดที่จะโฟกัสหนึ่งจุด ยังเหมาะกับการถ่ายรูปของกินอยู่
  2. Zone AF โหมดนี้ให้เราเลือกกล่องสี่เหลื่อมขนาด 3×3, 5×3 หรือ 5×5 ของจุดโฟกัส แล้วมันจะเลือกโฟกัสในกล่องนั้นให้ ไม่ต้องประณีตมาก
  3. Wide AF เลือกจุดโฟกัสโดยใช้จุดโฟกัสทั้งจอ
  4. (โหมดที่ต้องเปิด) Face Detection ต้องไปเปิดก่อน ถ้าเกิดเซ็นเซอร์จับหน้าคนได้ มันก็จะโฟกัสไปที่หน้าคนนั้น

กล้องที่เป็นเซ็นเซอร์ X-Trans II จะมีจุด PDAF ให้ 15 จุดตรงกลาง จุดที่เหลือจะเป็น CDAF โดยปกติ PDAF จะโฟกัสเร็วกว่า CDAF ดังนั้นถ้าไม่อยากพลาดโฟกัสบ่อย ก็ควรเลือกจุดโฟกัสตรงกลางจะดีกว่า

เสียงตอนโฟกัส มีบ้าง แต่ไม่เยอะ แต่ที่น่าสังเกตุคือตอนใช้โหมดแมนวล มือหมุนไปเราก็จะรู้สึกถึงการที่เลนส์มันสั่นนิดๆได้เลย (กูเกิ้ลแล้วก็เจอกันหลายคน) น่าจะเป็นเรื่องปกติหละเพราะเลนส์ข้างในมันเยอะและใหญ่ แต่มันให้ความรู้สึกว่ามอเตอร์มีปัญหา

โฟกัสได้ใกล้สุด 28 cm ไม่เหมาะสำหรับคนชอบจ่อกล้องถ่ายใกล้ๆ

คุณภาพรูป

คำเตือน: รูปในโพสนี้แต่งซะส่วนมาก (f/8)

บอกไว้ก่อนว่าเลนส์ตัวนี้มันดี แต่ไม่ได้สร้างความตื่นตะลึงกับเราเท่าไหร่นะ มีเหตุผลอยู่นิดหน่อยคือ

  • ระยะมันใกล้กับการถ่ายรูปจากมือถือ มุมมองเลยไม่มีอะไรต่าง
  • ละลายหลังได้ไม่เยอะ – f/1.4 เอาไว้ช่วยในเรื่องของสภาพแสงมากกว่า (XF 35 นี่ถ่ายของไร้สาระมันยังละลายหลังได้เว่อร์เลย)
  • สีสันมันไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ หยิบเลนส์ฟูจิตัวไหนมาถ่ายสีมันเหมือนกันหมด (แต่ว่าช่วงนี้ฟ้าไม่ค่อยเป็นใจ ถ่ายรูปแสงธรรมชาติไม่สวยเลย)

สิ่งที่เราชอบคือเรื่องของความคม คมแบบรับได้ตั้งแต่ f/1.4 เลย (ปรับไปสัก f/4 นี่คมบาดตา) แต่ว่าถ้าที่ f/1.4 เราจะเห็นสีมันเหลื่อม (CA) อยู่แต่ก็น้อย

f/1.4

candid shot (f/1.4)

ส่วนเรื่องการละลายหลัง ถ้าอยู่ในระยะที่ทำได้ มันก็ทำได้ดีเลย

รูปสดจากกล้อง f/1.4

โบเก้ไฟ (f/1.4 ISO 3200)

ส่วนรูปของกินก็ทำได้ดี แต่ว่าระยะมันใกล้กับไอโฟน มุมมองก็จะเหมือนไอโฟน แต่คุณภาพรูปดีกว่า (และก็ไม่ต้องยืนถ่าย ผลักจานไปไกลๆ หรือถ่ายของกินโต๊ะอื่นง่ายกว่า แบบที่ต้องทำกับ XF35)

รูปสดจากกล้อง f/2

Hipster Shot (รูปสด f/1.6) ระยะยืดแขนกำลังสบาย

สิ่งที่เอามาลองอีกอย่าง แต่ไม่ได้เหมาะกับเลนส์ช่วงนี้ คือการถ่ายดาว ซึ่งด้วยรูรับแสงที่กว้าง ก็ปรับให้แคบอีกนิดภาพก็คมจริงจัง โดยที่ว่า ISO ก็ไม่ต้องดันเยอะ แต่ด้วยช่วงเลนส์มันแคบ มันก็เก็บฟ้าได้ไม่กว้างพอ

f/2.8 10.0s ISO 1600

ถ้าเป็นการถ่ายแลนด์ เราว่ามันก็ได้นะ แต่ก็ช่วงมันแคบไปหน่อย เก็บสิ่งที่เราเห็นได้ไม่หมด

f/8 – จริงๆรูปนี้ควรใช้เทเลไปเก็บเรือหาปลา

f/1.4

Electronic Shutter

อันนี้เป็นฟีเจอร์กล้อง แต่ช่วยสำหรับเลนส์พวกนี้

เมื่อก่อนเราจะมีข้อจำกัดว่าเวลาถ่ายที่แสงเยอะๆ กลางแดดจ้าๆ เราจะใช้รูรับแสงกว้างๆไม่ได้ เพราะ speed shutter กล้องมันเร็วไม่พอ (อย่าง X-E2 นี่ได้แค่ 1/4000 แต่ถ้าถ่ายด้วย f/1.4 ในแดดจ้าแสงมันจะโอเว่อร์มาก) ถ้าอยากถ่ายก็ต้องซื้อ ND filter มาครอบเลนส์เพื่อลดแสงลง

ฟูจิและเจ้าอื่นๆเห็นปัญหานี้ เลยทำฟีเจอร์ตัวนึงที่ชื่อว่า Electronic Shutter มา ก็คือไม่ต้องใช้ม่านชัตเตอร์เปิดปิดจริงๆ แต่โปรแกรมวิธีการอ่านข้อมูลจากเซ็นเซอร์เท่ากับความเร็วที่ต้องการ เหมือนๆกับโทรศัพท์มือถือทั่วไป ซึ่งมันก็ทำให้สปีดชัตเตอร์ขึ้นไปที่ 1/32000 วินาทีได้ ตอนนี้จะถ่ายรูรับแสงกว้างๆ ฉากหลังละลายก็ไม่ต้องพึ่ง ND filter แล้ว

ข้อดีของมันอย่างนึงคือ เงียบสนิท (จนต้องไปเปิดให้มันมีเสียงตอนถ่ายรูป) แต่ข้อเสียคือเกิด rolling shutter ในบางเหตุการณ์

ฟีเจอร์นี้มีแค่ X-T1, X-T10, X-E2, X-E2s และ X-Pro2 (คิดว่า X-A3 ก็น่าจะมี)

สรุป

เลนส์นี้คุณภาพดี คม โบเก้เนียน (แต่ยังไม่สุดๆ) ราคาอาจจะแพงไปนิดนึง แต่ถ้าเทียบกับคนเคยเล่นกล้อง FF มา ก็ถือว่าถูกนะ

สเน่ห์อย่างนึงของกล้องฟูจิคือการถ่าย JPG จากกล้อง เรามีความรู้สึกว่าใช้ฟิล์ม Provia กับเลนส์ตัวนี้มันให้ภาพสวยดี เป็นช่วงเลนส์ที่ไม่จำเป็นต้องปรุงอะไรเยอะ แต่ว่าถ้าอยากแต่งเติม เลนส์ตัวนี้ก็ให้ภาพที่สามารถทำได้แบบไม่มีปัญหาอะไร

สำหรับคนทั่วไปเราว่ามันยังไม่ได้เป็น “ซื้อเลย” นะ ควรจะไปลอง 35mm มากกว่า (หรือ 50-230) ทั้งๆที่สองตัวนี้อยู่ในช่วงเลนส์คิตทั้งคู่ แต่ว่า 35mm มันเป็นระยะที่มันดูสร้างความต่างได้เยอะกว่า อย่างน้อยก็ถ่ายรูปคนหน้าบวมน้อยกว่าหละ อีกอย่างมันไม่ใช่เลนส์ที่พกพาสะดวกด้วย (ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อประกบกับ X-A) ถ้าอยากได้เลนส์ฟิกซ์ช่วงประมาณนี้ แบบพกพาสะดวก ก็จะมีใกล้ๆ คือ 18mm และ 27mm ที่ทั้งเบากว่าและก็”สั้น”กว่า

วิธีนึงที่จะบอกว่าเลนส์ฟิกซ์ตัวไหนมันจะเหมาะกับเรา ก็แค่เอาเลนส์คิตมาหมุนให้ตรงช่วงนั้น แล้วก็ลองถ่ายดู ถ้ารับกับมุมมองได้ ก็ค่อยมาดูกันอีกที

ส่วนตัว

เนื่องจากตอนนี้ยก 18-55 ให้พี่แล้ว การเลือกเลนส์ไปเที่ยวนี่เป็นอะไรที่น่าหนักใจมาก และมี 10-24 อยู่ด้วย การพกเลนส์ไปคร่อมช่วงกันมันดูไม่เหมาะถ้าต้องการกระเป๋าเบาๆ ที่เป็นจุดหลักที่ย้ายค่ายนะ

แต่ข้อดีมันก็มีอยู่ เช่น ทิ้งทุกอย่างไว้ที่โรงแรมแล้วพกเลนส์ไปตัวเดียว เราว่า 23mm มันค่อนข้างตอบโจทย์เลย (ส่วน 35mm ถ้าเอาไปได้ก็คงจะใช้ตอนอยากโฟกัสวัตถุบางอย่าง) แต่ถ้าต้องเดินเขาเดินป่า (ร่างกายอาจจะไม่ไหวแล้วตอนนี้) ช่วงเลนส์ซ้ำนี่เป็นอะไรที่ตัดสินใจง่ายมากเลย คือไม่เอาไปซ้ำแน่ๆ

เทศกาลการซื้อเลนส์ก็อาจจะเหลืออีกแค่ตัวเดียว คือเลนส์ไว้ใช้ถ่ายดาวหละ

(Update) LH-XF23

หลังจากบ่นไปว่าฮู้ดที่แถมมาใหญ่ไป ฟูจิก็เลยทำฮู้ดแนว XF35 มาเลย แต่สนนราคาอยู่ที่ 2,800 บาท (ซื้อที่ Yodobashi – tax free – บัตร visa ลดอีกหน่อย)

ตัวฮู้ดเป็นโลหะ ส่วนตัวฝาไม่ได้เป็นยางเหมือนกับที่แถมมาใน XF35/1.4 แล้วนะ แต่เป็นพลาสติกแข็งๆดูเปราะ ตอนเปิดปิดก็สไลด์เข้าออก

ถามว่ามันเกะกะน้อยกว่าของที่แถมมาก็ใช่ แต่ก็ยังบังช่องมองภาพใน X-Pro2 อยู่ดี ตอนนี้ก็เอาติดเลนส์ไว้แล้วหละ กันไม่ให้มือไปโดนหน้าเลนส์ (แต่ถามว่าคุ้มกับราคาไหม เราว่าก็ไม่คุ้มนะ แพงเกินเหตุ)

 

Roparat Sukapirom

Roparat Sukapirom

blogger at roparat.com
A geek with a camera.
Roparat Sukapirom