Beoplay H6

Mini Review

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าใช้ Bose OE2 อยู่ เป็นหูฟังแบบ on-ear พกพาที่โอเคระดับนึงเลย แต่พอใช้ๆไปแล้วฟองน้ำมันเสื่อม (ซื้อตอนทริปคิวชูรอบแรก) ถึงตอนนี้จะสั่งของเปลี่ยนมาจากอีเบย์แล้ว (สั่งของถูก ได้ฟองน้ำกาก ไม่นุ่มหู) ก็คิดว่าเปลี่ยนรุ่นด้วยดีกว่า หลังจากหาในอินเตอร์เน็ตก็เจอรุ่นนี้หละ ชอบเพราะดีไซน์สวย แล้วเค้าว่ากันว่าเสียงมันก็ดีด้วย ราคายังอยู่ในระดับที่จับต้องได้ (คำเตือนผู้อ่าน: ปีที่แล้วข้าพเจ้าไม่มีเงินเก็บ)

อ่อ ที่พูดถึงว่าราคาจับต้องได้คือห้ามซื้อในประเทศไทยนะ โดนบวกด้วยอะไรไม่รู้ราคามันเลยแพงเว่อร์ (16,000-20,000 บาท) คือถ้าราคามันเท่านี้เราก็ไม่ซื้อหละ แพงไป ก็เลยไปซื้อที่ญี่ปุ่นแทน ราคาตั้งต้นถูกกว่า ไม่รวมภาษี แล้วซื้อที่โยโดบาชิด้วยบัตรวีซ่าได้ลดอีก 5% ราคาที่ได้มันเลยถูกเกือบเท่าตัว (10,100) เรียกว่าราคาซื้อที่นู่นรวมตั๋วเครื่องบินที่เราไปซื้อก็พอๆกับราคาเมืองไทยเลยหละ (ตั๋วโปร JetStar นะ – มีเจ็บใจอีกตัวคือลำโพง Bose ที่เมืองไทยสามารถทำราคาสามพันบาทให้เป็นหกพันบาทได้)

ปล. รูปในบล็อกนี้สีไม่เหมือนของจริง ของจริงสีเข้มกว่านี้

Design

อย่างที่เขียนไป คือว่าดีไซน์มันงาม เราเรียกว่ามันค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์เลย …ในแบบที่เป็นมิตรกับผู้คนนะ ไม่กี๊คไป ไม่แหวกแนวไปด้วย

รูปทรงของมันเรียบง่าย เหมือนเอาเส้นโค้งและวงกลมมาร่างแบบ ทำให้หูฟังตัวนี้มันแทบจะไม่มีเหลี่ยมมุมเลย ดูลื่นไหลเป็นธรรมชาติ

วัสดุก็เป็นอีกส่วนที่เสริมเรื่องรูปทรงของมัน ส่วนที่คาดหัวด้านนอกเป็นหนังวัว ด้านในที่สัมผัสกับหัวเป็นผ้า ใส่แล้วไม่กดหัวใดๆ ส่วนก้านก็ทำจากอลูมิเนียมขัดด้าน กลไกการเลื่อนก้านเพื่อปรับกับขนาดหัวก็เป็นแบบไม่มีสลัก ดูไฮโซ ส่วนนี้ไม่แน่ใจว่าใช้ไปนานๆแล้วมันจะหลวมหรือเปล่า ด้านส่วนหูฟังก็เป็นอลูมิเนียมขัดเป็นวง ให้แสงสะท้อนมันดูหมุนเป็นวง อยู่ด้านบนพลาสติก (จริงๆถ้าเป็นอลูมิเนียมขัดด้านเหมือนก้านจะดีกว่านี้) ส่วนตัวครอบหูเป็นหนังแกะย้อมสี ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนที่ห่วงว่าใช้ไปนานๆแล้วมันจะดำหรือเปล่านะ

พูดถึงเรื่องสี มันมีให้เลือกสองสี คือสีแทนและสีดำ สีที่เราเลือกคือสีแทน ซึ่งมันจะเข้มกว่าในรูป ส่วนสีดำก็จะดำทั้งหมด ยกเว้นตรงที่บุข้างในหูฟัง จะเป็นสีเขียว ตอนเลือกก็เลือกนานเหมือนกัน เพราะสีดำมันดูเก่ายากกว่า แต่สีแทนมันสวยกว่า สุดท้ายก็เลือกเพราะความสวยนี่หละ แต่ก็ต้องรักษาดีๆ

สรุปคือดีไซน์สวย ดูดีกว่าคนใช้เยอะเลย

Function

นอกจากดีไซน์จะสวยแล้ว นี่เป็นหูฟังที่ใส่สบาย ไม่กดหูด้วย เพราะส่วนฟองน้ำมันใหญ่และนุ่ม โดนหูนิดเดียว และแรงกดมันก็กระจายด้วย แต่เพราะว่ามันปิดทั้งหู บางครั้งมันก็รู้สึกอบๆอยู่เหมือนกัน

แล้วหูฟังนี้ไม่ค่อยเหมาะกับท่าทางที่ไม่ใช่ตัวตรงเท่าไหร่ การก้มหัวอาจทำให้หูฟังหลุดได้ ด้วยน้ำหนัก และการกดที่ไม่เยอะของมันนี่หละ เวลาเดินหรือวิ่งอาจจะไม่สะดวก เหมาะกับการนั่งฟังเพลงมากกว่า

ในชุดจะมีสายแบบที่มีรีโมตและไมค์ให้ไว้ใช้สำหรับอุปกรณ์ของแอปเปิล อันนี้ก็เป็นจุดที่น่าสนใจเหมือนกันว่าชุดมาตรฐานมันให้ใช้กับไอโฟน ไม่รู้ว่าตัดสินจากข้อมูลอะไร (กำลังซื้อของคนใช้ไอโฟน หรือเพราะว่ามันขายที่ Apple Store ด้วย) แต่ถ้าใช้แอนดรอยด์ หรืออยากได้สายเปล่าๆ ก็มีให้ซื้อแยกด้วยนะ แต่อย่างน้อยมันควรแถมสายแบบปกติมาให้ด้วย

อีกอย่างคือหัวปลั้กมันเป็นหัวตรง ถึงจะสวย แต่ว่าถ้าเอาโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วลุกนั่งเดินมันก็น่าจะบอบช้ำได้ง่าย (แต่ก็อย่างที่เขียนไปเมื่อกี้ มันมีให้ซื้อแยกด้วยถ้าทำพัง)

ตัวรีโมตใช้ได้ตามปกติ ปรับเสียงดังค่อยก็กดด้านบนหรือล่าง เล่นหรือหยุดเพลงกดตรงกลาง ข้ามเพลงกดตรงกลางสองครั้งเร็วๆ หรือจะใช้สิริก็กดค้าง เมื่อเทียบกับการใช้ Apple Watch แล้วขอบอกว่าการคุมแบบไม่ใช้สายตานี่ง่ายกว่ากันเยอะเลย (ไม่ต้องยกข้อมือ ลากจอขึ้น เล็งนิ้วกดสามปุ่มเล็กๆบนจอ) มีอีกหนึ่งจุดคือกดเร่งลดเสียงบางครั้งมันก็ไปโดนปุ่มหยุดด้วย เป็นเพราะดีไซน์ให้มันเป็นแผ่นเดียวถ้านิ้วมันอยู่ไม่ถูกตำแหน่งมันก็โดนไปสองปุ่มเลย

จากรูปนี่เริ่มสังเกตุได้แล้วใช่ใหม่ว่าทำไมหูฟังมันไม่มีสาย แต่มีรีโมตมาให้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเป็นหูฟังบลูทูธ คือว่าสายมันไม่ติดกับหูฟัง ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งมันมากับข้อดีอีกข้อคือ สายมันเสียบได้ทั้งหูซ้ายและหูขวา แบบว่าถ้าช่องหูฟังคอมอยู่ด้านขวา ก็เปลี่ยนมาเสียบหูฟังด้านขวา สายไม่ต้องพาดบนแขน

แล้วถ้าเสียบหูฟังไปหนึ่งข้างแล้ว อีกข้างจะใช้ทำอะไร? ไม่ใช่จะปล่อยว่างๆนะ มันเอาหูฟังอันอื่นมาต่อพ่วงได้ด้วย! ไว้สำหรับแชร์เพลงฟังกัน เป็นฟังก์ชันสำหรับคนมีคู่โดยเฉพาะ

สรุปส่วนนี้ก็มีฟังก์ชันมาให้เยอะเกินที่ใช้ แต่ไม่ใช่เยอะเกินจำเป็น (เรียกว่าฟังก์ชันมันตรงตัว ไม่ได้วุ่นวาย – เสียบสายจากหูฟังด้านไหนก็ได้ ช่องที่เหลือต่อพ่วงได้ ไม่ต้องมีสวิทซ์มาคุม) ก็เป็นข้อดีของหูฟังราคาแพงใช่ป่ะ (ไม่รู้ เพิ่งเคยซื้อมาเหมือนกัน)

Sound

ดีไซน์เด่น แต่ถ้าเสียงไม่ดีมันดูไม่น่าซื้อนะ ดังนั้นควรจะไปลองก่อน ซึ่งโชคดีที่ไทยมีให้ลองด้วย (ร้านในพารากอน) จุดนี้เราไม่สามารถบอกได้อย่างผู้เชี่ยวชาญ แต่ความรู้สึกที่ได้คือ “มันไม่เน้นเสียงอะไรเลย”

แต่ว่าเนื่องจากมันไม่เน้นอะไร เสียงที่ได้ยินก็เลยได้ทั้งทุ้ม กลาง สูง เป็นเสียงที่รู้สึกว่ามันไม่ได้ปรุงอะไรเพิ่มเติมมาเยอะ เสียงน่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เค้าตั้งใจอัดมาอยู่

ดังนั้นสำหรับผู้ที่อยากได้หูฟังฟังแล้วเสียงเบสสะเทือนแก้วหู กระดูกค้อน ทั่ง โกลน ยันไปถึงแกนสมอง หูฟังนี้ไม่ใช่สำหรับคุณ (แนวฮิปฮอป แดนซ์ อิเล็กทรอนิกส์) แต่น่าจะเหมาะกับแนวฟังเสียงใสๆ ป็อบ แจ๊ส มากกว่านะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นควรจะไปลองก่อนเพราะหูคนเราไม่เหมือนกัน ประสาทหูข้าพเจ้าอาจโดนทำลายไปเยอะแล้วก็ได้ แล้วเพลงที่ฟังก็อาจจะไม่ได้อัดแบบเทพทั้งหมด

โดยรวม มันดีกว่าหูฟังอันเดิมเยอะ เสียงแตกน้อยลง ให้เสียงกว้างขึ้น แยกเครื่องดนตรีชัดขึ้น

Verdict

เวลาเปลี่ยนหูฟังใหม่ (ที่ดีกว่าเดิม) การเปิดเพลงเก่าๆที่เคยฟังมันจะให้รายละเอียดใหม่ๆอยู่เสมอ แบบเมื่อก่อนไม่เคยได้ยินจุดนี้ ก็ได้ยิน หรือว่าจากจุดเสียงแตกก็หายไม่แตกแล้ว

ส่วนตัวเราคิดว่า B&O ขายดีไซน์ กับคุณภาพเสียงที่ดี (แต่ไม่รู้ว่าดีมากหรือเปล่า) เท่าที่ใช้มาเดือนนึงมันก็เป็นการอัพเกรดจากหูฟังอันเก่าที่ดีเลยหละ ดีกว่าทุกอย่าง แต่ว่าพกพาไม่สะดวกเท่าไหร่ และอากาศเมืองไทยมันทำให้เหงื่อตกได้ง่ายมาก ความสวยของตัวมันอาจจะเสียไปได้ง่ายๆ

ถ้าไม่ซื้อดีไซน์แนวนี้ หูฟังรุ่นอื่นที่ถูกกว่านี้หน่อยนึงเสียงน่าจะดีกว่า (ตามรีวิว) คือตัว B&W P7 ซึ่งมันก็สวยในแบบของมัน วัสดุอาจจะดีกว่านิดๆด้วยซ้ำ (แถมเคสใส่หูฟังที่ดีกว่าด้วย – มาโลเลตอนนี้ไม่ทันแล้ว)

เรื่องราคา ฝากคนซื้อจากประเทศอื่นดีกว่า ไม่งั้นจะรู้สึก…มาก (แม้ว่าจะประกันสามปีก็ตาม)

 

เนื่องจากไม่มีตัวเทียบ และหูไม่เทพพอ ข้าพเจ้าไม่ขอสรุปว่ามันดีมากจนต้องหยอดกระปุกซื้ออะไรแบบนั้นนะ ถ้าชอบดีไซน์ ก็ให้ลองหาที่ฟังก่อนตัดสินใจ ส่วนตัวก็พึงพอใจดี และก็คิดว่าหูฟัง on-ear คงจบแค่นี้หละ ไม่ต้องซื้อรุ่นดีกว่านี้แล้ว

 

…ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นไอโฟน 7S และต้องหาหูฟังบลูทูธใหม่กันอีกรอบ ><”

R.