Kansai 2015

ทริปนี้เป็นอะไรที่อยู่ดีๆก็กดซื้อตั๋วไป เพราะว่าบ่นกับตัวเองไว้ว่าโอซาก้าได้ไปเป็นเพียงที่นอน ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย

(คำเตือน: ทริปนี้เป็นทริปไร้สาระ ส่วนบล็อคของทริปนี้ที่มีสาระเป็นเรื่องของกินต้องรออีกหน่อย)


หลังจากกดซื้อตั๋วแล้ว ก็หาโรงแรมนอน ครั้งนี้เลือกตัวเลือกถูกสุด คือ Hotel Chuo ราคาเจ็ดคืน 16,000 เยน ตกคืนละไม่ถึงเจ็ดร้อยบาท กระเป๋าก็โหลด เลยต้องรีบหาทางไปโรงแรมให้ทันรถไฟ (เพราะถ้าไม่ทันก็รถบัสแล้วต้องนั่งแท็กซี่ต่อ ก็แพง)

ตามความรู้สึกเราคือถ้าไม่มายด์มากก็นอนรอที่สนามบินเถอะ แล้วรอรถไฟตอนเช้าเข้าเมืองก็ได้

ข้อมูล ก็ยืมหนังสือร้านกาแฟโอซาก้ามา แล้วก็เปิดๆดูว่าร้านไหนน่าไป ก็ดาวไว้ในแผนที่ แล้วก็ไปซื้อหนังสือนำเที่ยวญี่ปุ่นมาดูว่าควรจะไปไหนกัน มีที่ไหนเด่นๆบ้างไหม (แต่ก็ไม่ค่อยได้ไปนะ หะๆ) สุดท้ายก็หาในเน็ตด้วย

ท้ายสุดควรจะมาเช็คกับเว็บ Tabelog อีกรอบ ดูว่าร้านไหนเปิดวันไหนกี่โมงเพื่อความชัวร์

ไปถึงจริงๆก็สามารถทันรถไฟรอบรองสุดท้าย แต่ว่าก็รีบทุกอย่าง แล้วก็มาถึงโรงแรมได้… ตัวสภาพโรงแรมก็ออกเก่านะ แต่อยู่ได้ (ยกเว้นคืนสองเจอแมลงสาบจู่โจม) และข้อเสียอีกอย่างคือเสียงทะลุ อยู่ๆไปก็ได้ยินเสียงคนจีนพูดนอนสต็อปสองชั่วโมง ลากกระเป๋าตอนตีสอง คืนหลังๆมีคนไทยพูดดังข้ามห้อง แล้วก็คนญี่ปุ่นคุยโทรศัพท์ ซึ่งขอบอกว่ารำคาญ… แต่มันถูกก็ต้องยอม

ที่นี่มีห้องอาบน้ำฝักบัว ซึ่งเราว่ามันโทรม ห้องอาบน้ำรวมสภาพดูดีกว่า (ซึ่งก็มีอ่างให้แช่น้ำร้อน เหมาะกับคลายกล้ามเนื้อขา) แต่เวลาใช้ห้องอาบน้ำรวมนี่ไม่ค่อยสะดวกเลย (ตอนเช้าหกโมงถึงแปดโมงสิบห้า ซึ่งเราก็ไปอาบแล้วก็มานอนต่อ) แล้วก็ย่านนี้ Madao เยอะ ดูไม่ปลอดภัย (แต่จริงๆก็ปลอดภัยหละ) สุดท้ายคือโรงแรมใกล้สถานีรถไฟใต้ดินมาก (อันนี้ดี ถ้ารับกับอย่างอื่นไหว)

ถ้าไม่อยากนอนแบบนี้ เครือโรงแรมนี้ก็มีอีกหลายที่ บางที่ก็มีห้องน้ำในตัวด้วย ที่อื่นรู้สึกว่ามันดูใหม่กว่านะ น่าจะสบายใจกว่านี้ (ครั้งหน้าก็อาจหาที่นอนย่านนี้อีกหละ แต่จ่ายเพิ่มหน่อยดีกว่า) ลองดูที่ http://www.chuogroup.jp/

ส่วนโปรแกรมทัวร์… ที่ไม่พูดถึงร้านของกิน ก็มี

วันที่ 1 – ออกจากไทย ถึงที่นั่นดึก ก็เข้าโรงแรม

สภาพของสนามบินแห่งที่สองของกรุงเทพ

วันที่ 2 – เดินเก็บบรรยากาศ หาของกิน ซื้อของที่(โดน)ฝากซื้อมาหละ ตอนเย็นลองเข้า Spa World (ได้ธีมยุโรป)

ที่ Ame-mura ของอินเทรนด์ช่วงนี้คือขนมสายไหม ต่อคิวยาวมาก

Dotonbori – มีเทศกาลโคม ซึ่งเราไปก็มีแค่โคมมาติดอย่างเดียว งานเหมือนจะไม่มีแล้ว

ใกล้ๆ Dotonbori มีวัด Hozen-ji อยู่

เทพ(เรียกถูกหรือเปล่าหว่า)Fodomyoo คนที่นี่มาขอพรเรื่องการค้าขายกัน

ตัดฉับมาตอนเย็น (จริงๆเดินแถวๆ Den Den มาหลายร้าน) มา Shinsekai เลย วันนี้มากิน

เทพ Billiken (ซึ่งมันเป็น pop-culture จากฝั่งเมกา) ลูบเท้าเพื่อความโชคดี นี่ตั้งแบบเป็นศาลเลย

แว้บมา Dotonbori อีกรอบ มาถ่ายไฟ (ถ่ายมานิดเดียวจริงๆ)

ก็สวยไปอีกแบบ

วันที่ 3 – มีจุดหมายหน่อย คือซื้อ Osaka Amazing Pass มา ก็เลยพยายามไปหลายๆที่ (คือมันรวมอยู่ในค่าบัตร ต้องใช้ให้คุ้ม)

  • Osaka Museum of History (กะจะเดินไปปราสาทโอซาก้าด้วย… แต่ฝนตกหนัก)
  • HEP Five – ชิงช้าสวรรค์ ไม่ไกลจากย่านช้อปปิ้งมาก โอเค
  • Naniwa Onsen – ออนเซ็นเราว่าเล็กไปนิด เสียค่าผ้าเช็ดตัวอีกหน่อย
  • หอคอย Tsukenkaku

ปล. วันจันทร์หลายๆที่หยุดเยอะ ใช้ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

มาพิพิธภัณฑ์ ถ่ายรูปคน(จีน)มาพิพิธภัณฑ์

รูปพิพิธภัณฑ์โซนสุดท้ายเลยแล้วกัน

จะไปพิพิธภัณฑ์ แต่โดนฝนห้าม

เลยมานั่งกระเช้าดูวิวแทน (เห็นปราสาทโอซาก้าลิบๆ)

จากนั้นไปออนเซ็น (ซึ่งไม่มีรูป) อยู่ใกล้ๆกับตลาด Tenjinbashisuji ตัวตลาดนี้ยาวสองกิโลเลย

ตอนกลางคืนขึ้น Tsukenkaku Tower ถ่ายภาพวิวสั่นตลอดเวลา

งั้นก็จัดให้มันเบลอเลยแล้วกัน

ที่หอคอย ที่นี่มีช้อปให้ซื้อมาที่บ้านด้วยนะ

ห้องเล่นหมากล้อม

วันที่ 4 – ก็ยังใช้ Amazin Pass อยู่ วันนี้ก็ไปต่อ

  • Osaka Museum of Natural History (เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีฟอซซิลไดโนเสาร์สองสามตัว แต่ก็อยากเห็นของจริง)
  • Osaka Science Museum (อันนี้พ่อแม่ควรพาเด็กไป อย่างน้อยวิทยาศาสตร์จะได้ไม่อยู่ในกระดาษ)
  • Osaka National Museum of Art (อันนี้ได้ส่วนลดราคาเท่ากรุ๊ปทัวร์)
  • Suminoe Onsen – อันนี้ถ้ามาช่วงซากุระกับใบไม้เปลี่ยนสีอาจจะโอเค เพราะมันมีสวนด้วย (แต่อยู่ไกลเล็กน้อย)
  • Tempozan Ferris Wheel – อันนี้อยู่ข้างๆ Aquarium เดินไกลเล็กน้อย แต่เหงามาก… (เป็นอะไรที่ไม่ควรมาคนเดียว)

คิดๆดูทีหลัง บัตร 3000 เยนก็ใช้ไปเกือบๆ 6000 เยนเลย ก็คุ้มนะ ถ้าอยากเที่ยว

พิพิธภัณฑ์เดินไกลหน่อย มาถึงก็ได้รับการต้อนรับด้วยปลาวาฬ

ความฝันในวัยเด็กที่อยากเห็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ ก็สำเร็จซะที

อีกรูป

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไม่ได้ถ่ายรูปข้างในมา แต่อารมณ์ว่ามีอุปกรณ์อธิบายพวกบทเรียนวิทยาศาสตร์แบบจับต้องได้ ส่วนพิพิธภัณฑ์ศิลปะข้างๆไม่ให้ถ่ายรูป

ชิงช้าสวรรค์ อันนี้ใหญ่อยู่เหมือนกัน

วิวดี น่ามาช่วงโพล้เพล้

วันที่ 5 – เปลี่ยนมาใช้ Kansai Wide Pass ซึ่งถ้าคิดเป็นราคาเที่ยวที่ไปจริงๆอาจจะไม่คุ้ม แต่ว่ามันสะดวกที่ใช้ตั๋วไปเดียวสอดเครื่องอ่านได้เกือบทุกที่เลย วันนี้ไปโกเบ (รถบัสใช้บัตรไม่ได้)

  • ย่านบ้านฝรั่งเก่าๆ – Kitano-cho (คำแนะนำ ให้เดินจาก Kobe Sannomiya ขึ้นมา – ถ้ามาจาก Kobe Station นี่ทางถึงจะสั้นแต่ชัน)
  • Government Building – ไปดูวิวสูงๆ
  • China Town – แต่กินไม่ไหว อิ่ม
  • Kobe Port

วันนี้แดดออกครับ ร้อนมาก

มีศาลเจ้าอยู่ด้วย

บ้านนี้ดังสุด

ข้างในก็จัดของเครื่องใช้ต่างๆ มีประวัติคนที่อยู่ด้วย

อันนี้ในบ้านเขียวที่อยู่ข้างๆ ก็สไตล์เดียวกัน

วิวจากตึกศาลาว่าการ

เงียบดี มีไวไฟให้ใช้ด้วย

ไชน่าทาวน์ มีขายของกินเต็มไปหมด

Port of Kobe กับหอคอยสัญลักษณ์ประจำเหมือง

วันที่ 6 – วันนี้ไปเกียวโต ซึ่งเน้นกินเป็นส่วนมาก ได้ไปแวะวัดแถวๆกิองที่นึง แล้วก็ศูนย์วัฒนธรรม ไปดูการแสดง (แบบเป็นน้ำจิ้ม) ของญี่ปุ่น

ถ้าอยากใช้ Kansai Wide Pass ให้คุ้ม วันที่ไปโกเบควรแวะไปปราสาทฮิเมจิก่อน แล้วที่ไปเกียวโตก็ใช้ทั้งรถไฟใต้ดิน กับรถบัสให้เยอะๆ และก็ตื่นเช้าด้วยนะ หะๆ

ฝนตกเกือบทั้งวัน

Yasaka Shrine

บรรยากาศภายในวัด (พร้อมฝน) นทท.จีนเยอะเช่นเคย

ตักน้ำชำระจิตใจตามระเบียบ

ย่านกิอง ที่ๆเราจะเห็นนักท่องเที่ยวใส่ชุดยูกาตะเยอะมาก

ศาลเจ้าขนาดเท่าร้านค้า อยู่ในตลาด

Slow Life ริม Kamo River

ไมโกะตัวจริง

กิองตอนกลางคืน คนเยอะเช่นเคย (ซึ่งจริงๆเราควรหาของกินแถวนี้นะ)

วันที่ 7 – ช้อปปิ้งและกิน แต่ก็ไม่สุดเพราะสะดุดบันไดข้อเท้าพลิก (วันนี้รูปมีแต่ของกิน ยกไว้บล็อคหน้า)

วันที่ 8 – เช็คเอาท์ ฝากกระเป๋า กิน แล้วก็แวะ Shitennoji Temple ก่อนไปพักผ่อนที่ Spa World (ธีมเอเซีย) รอเวลากลับ

วัดนี้ค่อนข้างใหญ่นะ แต่พอดีไม่ได้ดูรายละเอียดมาก่อน เลยไม่แน่ใจว่ามันมีโซนอะไรบ้าง

 

 

สรุปว่าที่ไม่ได้ไปแต่อยากไปก็เหลือแค่สองที่คือ USJ กับ Aquarium อันนี้เก็บไว้ไปกับเพื่อนๆก็ได้นะ ที่เหลืออย่างอื่นก็ดี ไปเที่ยวแบบชิวๆเน้นกินมันก็สนุกดีนะ

Note:

  • ในโอซาก้าซื้อบัตรเดินทางแบบ 1 day pass ไปจะดีกว่า วันหยุดแค่ 600 เยน วันธรรมดา 800 เยน เดินทางสักห้าเที่ยวก็คุ้มแล้ว
  • Spa World สามารถใช้บัตรหลายๆอย่างลดได้ อย่างเช่นบัตรเดินทางข้อตะกี้ ลดแล้วเหลือ 1100 เยน (จาก 1500 เยน) ซึ่งก็ทำให้เราคิดได้ว่ามันเหมาะกับการไม่รู้จะทำอะไรในวันกลับของไฟลท์แอร์เอเซียมากๆ คือเดินเที่ยวทั้งวันแล้วก็ได้อาบน้ำ นอนพัก (มีที่ให้นอนเอกเขนก) ออกมาก็อยู่แถวๆ Shinsekai มีของกินด้วย แถมใกล้สถานีรถไฟอีก (แต่ไม่ได้ดูนะว่ามันมีล็อคเกอร์เก็บกระเป๋าใหญ่ๆที่ไหนบ้าง แต่ในนั้นก็น่าจะมีให้ฝากหละ) แต่แช่ช่วงนี้แล้วหน้ามืด อากาศร้อน (คนญี่ปุ่นเค้าแช่กันได้ไง)
  • ทริปนี้ค่าเดินทาง 9000 เยน ค่าโรงแรม 16000 เยน ก็ประมาณ 7500 บาท บวกตั๋วก็ไม่ถึงสองหมื่นนะ ถูกมาก แต่ว่าแพงค่ากินกับค่าช้อปนี่สิ