Issey Miyake TO Watch

นาฬิกาเรือนนี้นี่ไปพบจากบล็อคที่ชอบอ่านอยู่ ก็ชอบเพราะว่ามันแปลกดีนี่หละ

หลังๆมานี่พบว่าเรื่องของการออกแบบ ถ้าเป็นไปได้ให้อ่านเรื่องราวของมันด้วยว่ามีที่มาที่ไปยังไง (เหมือนกับวิดิโอของแอปเปิ้ลตอนเปิดตัวสินค้านั่นหละ) คือเพราะว่าไอเดียมันไม่ได้ผุดออกมาจากหัวเป็นรูปร่างเลย

ตัว TO นี่คือคอนเซปมันคือการออกแบบนาฬิกาตามวัสดุที่ใช้ ดีไซน์เนอร์เค้าเลือกโลหะมา ก็เลยออกแบบให้มันดูเหมือนว่ามันถูกแกะออกมาจากโลหะ ซึ่งมองแว้บแรกมันก็ใช่เลย

สิ่งที่คงคอนเซปไว้สุดๆ อย่างน้อยก็ในความคิดเราหละ คือเรื่องของเข็มนาฬิกา คือมันไม่มีเข็มนาฬิกาแต่แผ่นโลหะกลมๆ แล้วมีเส้นขีดไว้บอกชั่วโมงกับนาที เปลี่ยนเวลาก็หมุนกันทั้งแผ่นนี่หละ

แล้วพอไม่มีเลขบอกชั่วโมงหรือนาที จะไม่งงเหรอ? เค้าก็ใช้กรอบนาฬิกาเซาะเป็นร่องๆไว้ให้ดู

โดนใจเพราะเรื่องเข็มนาฬิกานี่หละ

 

 

 

การออกแบบ เค้าก็ไม่ได้หยุดแค่ตัวเรือน แต่ก็ยังลามไปถึงบรรจุภัณฑ์ด้วย

กล่องใส่นาฬิกา ก็เป็นอลูมิเนียมทรงกลม สื่อถึงวัสดุตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวนาฬิกาเลย

 

 

 

 

รุ่นที่ซื้อมาคือ SILAN002 เป็น Stainless Steel สีดำด้าน (โดยกระบวนการ Ion-Plated) ออกจะไม่ true-to-material เท่าไหร่ แถมโดนขูดสีถลอกได้ แต่สีเงินมันดูทางการเกินกว่าการแต่งตัวของเรา ส่วนสายหนังก็กลัวจะใช้แล้วมันเน่า สีดำสายโลหะเลยดูเหมาะกว่า ส่วนสเปคอื่นๆดูได้ตามเว็บ Issey เลย

จริงๆมีอีกรุ่นคือ Automatic ที่ราคาแพงกว่าเกินเท่าตัว แต่กระจกเป็น Sapphire (ด้านหน้ามันมีกระจกไว้กันระบบนาฬิกา) และก็ไม่ต้องใส่ถ่าน อันนั้นลองใส่แล้วรู้สึกว่ามันใหญ่ไปด้วย (ไม่ใช่ปลอบใจตัวเองว่าไม่มีเงินซื้อนะ ถึงจะแพงไปจริงๆก็เถอะ)

อ่อ นาฬิกานี้ผลิตโดย Seiko นะ Made in Japan

เรื่องราคา ซื้อที่ญี่ปุ่นถูกกว่าราคาห้างเมืองไทยครึ่งนึง (ไปช่วงลดราคาก็ยังแพงกว่าอยู่ดี) แต่ราคาในเว็บไทย แพงกว่าญี่ปุ่นพันสองพัน ช่วงนี้ญี่ปุ่นฟีเว่อร์กัน มีคนให้ฝากซื้อตลอดเวลา (มีขายที่สนามบินนาริตะด้วย)

เนื่องจากว่าเราก็ไม่ใช่ผู้เชียวชาญด้านนาฬิกา ที่มีอยู่ก็เป็น Swatch ใช้มาหลายปีด้วย (Pebble เราจะไม่พูดถึง มันคนละชนชั้น) แต่ก็มีอยู่แค่นี้หละ ก็ต้องขอเทียบหน่อย

 

 

สิ่งแรกที่พบคือว่ามันบอกเวลาได้เหมือนกัน…

เอาใหม่ๆ

ความแตกต่างที่รู้สึกคือเรื่องน้ำหนัก ที่มันหนักกว่า จับแล้วแน่นกว่า วัสดุ สัมผัส การประกอบดูดีกว่า Swatch เยอะ (ก็แหงหละ มวยไม่ถูกคู่หนิ)

หลังจากนั้นก็พบว่าสีดำติดรอยนิ้วมือได้ง่ายมาก กระจกก็อาจจะต้องระวังเรื่องขีดข่วน (ไม่ได้เป็น Gorilla Glass) แต่นี่ดีกว่าหน่อยเพราะว่ากระจกไม่ได้นูนออกมา แต่นาฬิกาก็ไม่ได้จับต้องมาก และถ้าใส่เสื้อแขนยาวโอกาสที่จะโดนกระทบตรงๆก็มีน้อย

อ่อ แต่ว่าปกติใส่เสื้อแขนสั้นตลอด ก็ต้องระวังหละ

เรื่องสายก็เป็นอะไรที่มีรายละเอียดต่างกัน นอกจากว่าจำนวนข้อมันมากกว่าแล้ว วิธีการคลายสายตอนใส่มันก็ไม่เหมือนกัน ของ Swatch มันจะต้องแงะตรงสลักสองรอบ ใช้พลังเล็บนี่หละ (ถ้าช่วงไหนเล็บฉีกนี่ทรมานเหมือนกัน) ส่วนตัวนี้มันเป็นปุ่มให้กด แล้วสลักก็จะคลายตัว แล้วก็รู้สึกว่าเวลาขยับมือ สายมันขยับน้อยกว่าด้วยหละ

ฟังก์ชันที่มี ก็ขาดหายไปทุกอย่าง ไม่มีแม้แต่เข็มวินาที จับเวลาก็ไม่ได้ เหลือแค่บอกชั่วโมงและนาที แต่ก็กระทบสุดคือไม่บอกวันนี่หละ (จริงๆน่าจะมีนาฬิกานับถอยหลังวันเงินเดือนออกอย่างเดียวก็ได้นะ ให้บริษัทซื้อแจกพนักงานกันไปเลย) เหมือนกับว่าสมองเรามอบหน้าที่การจดจำวันไปให้นาฬิกาแล้ว พอไม่มีบอกก็จะงงๆไปเลย ต้องหยิบมือถือออกมาดู แต่นี้ซื้อเพราะดีไซน์ ถ้ามีฟังก์ชันเพิ่มมันก็ไม่มินิมัลแล้วสิ

เอาจริงๆเรื่องฟังก์ชันก็อย่าให้เทียบกับ Pebble เพราะนาฬิกามีเข็มทุกตัวสู้ไม่ไหว – ตอนนี้คิดถึงการแจ้งเตือนจากข้อมือมากๆ

แต่ดีไซน์มันสวย มันดีงาม ก็ต้องยอมไปหละ

 

 

ก็คงต้องบอกว่านาฬิกามันสวยดี แต่พอสวมร่างกี๊กแล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นนาฬิกาไว้แปะข้อมือเฉยๆ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้

แต่คือว่าคุณค่ามันอยู่ที่ดีไซน์ ไม่ใช่ฟังก์ชัน

สำหรับเราแล้วคงจะให้จุดเด่นคือเรื่องดีไซน์ที่มันออกแนวมินิมัล และก็แปลกไม่เหมือนนาฬิกาทั่วไป (ยิ่งถ้าใส่สีเงินนี่สะดุดตาแน่ๆ)

แล้วเรือนนี้คงจะไม่ใส่ไปเที่ยวลุยๆ เพราะชีวิตลุยๆต้องการความทนทานกับประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม

นี่ไม่อยากนึกต่อเลยว่าเดี๋ยวก็คงต้องคิดหาเรื่องซื้อเรือนอื่นเพิ่มให้ไปเข้ากับชุดเสื้อผ้าแบบนู่นนี่อีก

– รภรัตน์

?ปล. ได้คำตอบแล้วว่าตัวสลัก (เรียกภาษาไทยไม่ถูก) มันเรียกว่า Butterfly Clasp

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)