iPhone 6

หลังจากที่อวย HTC One ไปเมื่อปีที่แล้ว ผ่านไปปีครึ่งก็เปลี่ยนกลับมาเป็นไอโฟนหกจนได้ แหะๆ

White & Silver

อันที่จริง HTC One ก็ยังเป็นโทรศัพท์ที่ดีอยู่ แม้ว่าจะผ่านการตกมาหลายรอบก็ตาม (เป็นบ่อยตอนใส่ถุงมือที่ไปฮอกไกโดนี่หละ ทำตกหลายครั้งจนกระจกกล้องแตก) แต่ว่าอยู่ดีๆเครื่องมันก็ตกเทรนด์ไปเลย เพราะเครื่องสีดำโดนเขี่ยทิ้งไปอย่างรวดเร็ว (ไอโฟน 5S เปลี่ยนเป็นสีเทาเข้ม M8 ก็เปลี่ยนเป็นสีอลูมิเนี่ยม) สีดำของ M7 บางทีมันก็แยกลำบากว่าเป็นโลหะ แล้วพอมีริ้วรอย ขูดเข้าเนื้อในมันเป็นสีเงินเลย แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่สุด คือตกเทรนด์แต่ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้

สิ่งที่เป็นปัญหาสุดๆคือเรื่องของกล้อง มีอะไรที่ขัดใจหลายๆอย่างเลย

  • เรื่องของการโฟกัส โฟกัสได้แป๊บนึงก็หลุด ต้องกดใหม่
  • ถ่ายในที่มืด โหมดปกติจะใช้ speed shutter ช้าแบบถ่ายแล้วสั่น ต้องเปลี่ยนไปใช้ night mode แทน
  • ใช้ๆไปแล้วกล้องติดสีม่วง ซึ่งสังเกตุว่าจะเป็นตอนเครื่องมันร้อน ถ่ายรูปต้องแต่งเกือบทุกครั้ง (ให้สีออกมาปกติ)
  • การวัดแสง ไม่ค่อยตรง
  • 4 Mpx นี่ถ่ายเอกสารแล้วซูมได้ไม่มาก ถ้าเบลอนิดหน่อยนี่อ่านแทบไม่ออก

ที่ไม่ชอบอีกอย่างคือเรื่องของแอนดรอยด์ ที่อาจจะเป็นทั้งฮาร์ดแวร์และซอร์ฟแวร์ผสมๆกัน คือเครื่องมันช้าลง แบบว่าตกใจว่าเราไปก่อเวรก่อกรรมอะไรใครไว้ กดเปิดแอปบางครั้งรอไปสองวิกว่าจะขึ้น (ปล. หลังจากซื้อเครื่องใหม่มา ลบอะไรไปหลายๆอย่างแล้วมันก็กลับมาเร็วอีกครั้ง)

และก็เรื่องตามสภาพกาลเวลา คือแบตเตอรี่มันเสื่อมจนต้องชาร์ทหลังเที่ยง ถ้าตอนเย็นมีนัดอะไรนี่อย่าเล่นเครื่องเยอะ เพราะสี่ทุ่มนี่แบตก็เกือบหมดแล้ว (แถม M7 ชาร์ทนานอีกต่างหาก)

ขนาดเครื่องแทบจะเท่ากัน

จริงๆก็ดูๆ HTC One M8 ไว้เหมือนกัน ดีไซน์ต่อยอดของเดิม เก็บรายละเอียดดีขึ้นเยอะ ชอบมากๆ แต่เข็ดกับกล้อง คือเราก็อยากได้อะไรที่มันรับประกันว่ามันดีๆ คืออย่าเพิ่มกล้องมาอีกอันถ้ากล้องแรกยังไม่ดีเถอะ ส่วนอีกเจ้าที่ดังๆ (ไม่พูดถึงแบรนด์) อันนั้นก็สเปคดี แต่พลาสติกซะเยอะ UI ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ก็เลยกลับมาเลือกไอโฟนเหมือนเดิม (อาจจะมีเหตุผลอีกอย่างคือเบื่อง่าย สลับใช้ iOS กับ Android มาตลอดเลย)

ก็เลยจองผ่านดีแทคไป (แม้ว่าที่ญี่ปุ่นจะถูกกว่าก็ตาม แต่ว่าถ้าใช้โปรของที่นี่ครบปีครึ่ง ก็ได้ฟรีอีกหกเดือน ลดแล้วราคาก็พอๆกัน)

Original vs. Latest

สิ่งแรกที่เห็นตั้งแต่ตอนเปิดตัวคือ จากรุ่นห้า ที่เจียรขอบแบบคมๆ เหมือนเครื่องประดับหรูๆ มาเป็นข้างหน้ากระจก ข้างหลังอลูมิเนียม ดีไซน์มันย้อนยุคกลับไปเหมือนไอโฟนรุ่นแรก ที่คราวนี้ด้านหน้าไม่มีกรอบสีเงินแล้ว เป็นกระจกโค้งมนทั้งแผ่นแทน มองจากด้านข้างแล้วมันจะดูโค้งมนเป็นรูปทรงเดียวกันทั้งเครื่อง ส่วนด้านหลังไม่มีแผ่นพลาสติกด้านล่าง แต่กลายมาเป็นเส้นพลาสติกแทน เหมือน HTC One แต่หนากว่า เด่นกว่า (ส่วนตัวรู้สึกว่ามันไม่สวยเลย) อีกส่วนที่สะดุดความเรียบง่ายของเครื่องคือกล้องด้านหลัง ที่มีติ่งยื่นออกมา แต่มันยังเจียรสวยอยู่พอให้อภัยได้ (แต่ไม่เข้ากับลักษณะของเครื่องส่วนอื่นที่มันโค้งมน) แต่ปัญหาด้านหลังจะหมดไปเพราะว่าเราใส่เคส

คราวนี้เลือกสีเงิน เพราะรู้สึกว่ามันใช้กับ iOS 8 น่าจะสวยกว่า แต่ว่ามองไปมองมา เครื่องสีขาวนี่มันดูไม่ค่อยต่างกับคู่แข่งเจ้านึง อาจจะเป็นเพราะว่าเครื่องมันมนๆเหมือนกันก็เป็นได้

ความจุ เลือก 64GB เพราะไม่มี 32GB ให้เลือก และ 16GB ไม่พอ

กล่องไอโฟน อีกขั้นของคำว่าเรียบ

กล่องเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะทำมาได้เรียบขนาดนี้ มองอีกมุมอาจจะเป็นว่าไม่อยากให้มีข่าวรั่ว ถ้าอีกมุมก็คงเป็นการใช้พลังของแบรนด์ แต่เทียบกล่องของผลิตภัณฑ์อื่นก็ยังมีรูปอุปกรณ์อยู่ อย่าง Air 2 จะถ่ายมุมเดียวกับ Macbook ให้เห็นว่ามันบาง ส่วน iMac ตัวใหม่ถ่ายหน้าตรงเน้นจอ ตัวนี้ไม่มีรูปโทรศัพท์ จะสื่อว่าใช้งานเหมือนไม่ได้ใช้ก็ไม่น่าจะใช่นะ เหอๆ

ข้างในมีอุปกรณ์เหมือนไอโฟนห้า

เจ็ดปีทำให้ไอโฟนขยายร่างได้ขนาดนี้ นี่แค่ร่างกลางเอง

11.6 mm vs. 6.9 mm

ปุ่มเพิ่มลดเสียงยังอยู่ที่เดิม ปุ่มปิดเสียงก็ยังรอดมาถึงรุ่นนี้ และควรมีต่อไป ปุ่มเปิดปิดจอได้ย้ายลงมาด้านขวาแทนแล้ว ไม่ดื้อเหมือน HTC แต่ทุกปุ่มกดแล้วเสียงมันดังแป๊ะๆ ไม่นิ่มเลย (วัสดุปุ่มน่าจะเป็นพลาสติกนะ) ยิ่งปุ่มปิดเสียงนี่เสียงดังมาก ส่วนปุ่มโฮมให้สัมผัสดีกว่า iPad Air แต่ก็ควรจะรักษาการใช้งานมันดีๆ

ด้านซ้ายของเครื่อง

ข้างขวาเครื่อง

ด้านบนเป็นที่อยู่ของลำโพงตอนคุยโทรศัพท์ กล้องด้านหน้า เซ็นเซอร์วัดระยะความใกล้ เหมือนรุ่นเดิมๆ

ด้านหน้า กล้อง ลำโพง เซ็นเซอร์วัดระยะความใกล้

ด้านล่างเป็นที่อยู่ของรูเสียบหูฟัง ไมโครโฟน พอร์ท Lightning และลำโพง เหมือน 5 และ 5s

ด้านล่างเครื่อง

Accessory ของแอปเปิ้ลอีกอย่างที่ซื้อมาด้วยก็คือเคสหนัง จริงอยู่ว่าราคามันแพง (พันเก้าร้อยบาท) แต่ว่าขนาดมันพอดีทุกสัดส่วน สัมผัสแล้วรู้สึกถึงคุณภาพ นี่คือได้บทเรียนมาจากไอแพดที่หาเคสวุ่นวาย (ถ้าสนใจเรื่องวัสดุและการประกอบ) สุดท้ายก็จบที่เคสแอปเปิ้ลนี่หละ ยอมจ่ายแพงแต่ใช้แล้วไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย

เคสหนังก็มีข้อเสียนะ เพราะว่าใช้นานๆ มันจะดำตามกาลเวลา

ปีนี้สีเคสเปลี่ยนจากปีที่แล้วสองสี คือเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีน้ำเงินกรมท่า และสีน้ำตาลอ่อนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ส่วนตัวเราชอบน้ำตาลอ่อนนะ แบบเดียวกับเคสไอแพดที่ใช้ตอนนี้ พอเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มแล้วมันดูแก่ไปเลย เลยต้องเลือกสีอื่นก็ได้สีน้ำเงินมา

สีน้ำเงินกรมท่า อันนี้ใช้แฟลช ของจริงจะเข้มกว่านี้

ข้างในบุเป็นผ้ากันรอย หาได้ยากสำหรับเคสรุ่นอื่นๆ

ด้านล่างขอบเว้า ไม่เหมือนรุ่นที่แล้วที่มีขอบล่างที่เจาะรู

ด้านหลัง หนากว่ากระจกกล้อง ลดความเสี่ยงการโดนขูด

พอเริ่มการใช้งานจริงมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับ HTC One M7 มาก เพราะขนาดที่มันแทบจะเท่ากัน เรื่องน้ำหนักก็รู้สึกว่าไม่ได้เบา แต่ก็ไม่ได้หนักมาก วัสดุเป็นอลูมินั่มเหมือน M7 แต่ขัดผิวกันคนละแบบ ไอโฟนดูจะเป็นริ้วรอยได้ง่ายกว่า (เลยติดแผ่นกันรอยทั้งด้านหน้าและหลัง ขออภัยที่มันจะแกะกะตาทุกรูปนะครับ)

การจับก็ใช้ท่าจับแบบเดียวกัน แต่ว่าท่าโลดโผนที่เคยใช้กับ M7 เอามาใช้กับไอโฟนก็รู้สึกไม่ค่อยถนัดนะ

ท่าจับแบบปกติ

ถ้าอยากแตะด้านบนขวา ต้องขยับมาถือเครื่องตรงกลางๆ แต่ท่านี้จะถือเครื่องได้ไม่มั่นคง

สิ่งที่จะมีปัญหามากสุดคือ UI ที่อยู่มุมบนขวา ถ้าใช้งานด้วยมือซ้ายมือเดียว การเปลี่ยนท่าจับนี่มันจะทำให้เครื่องเสี่ยงต่อการตกมาก จนบางครั้งเราจะใช้นิ้วที่สิบเอ็ดมาช่วย… จริงๆคือใช้จมูกนั่นหละ แต่แอปเปิ้ลก็ให้ตัวช่วยมา คือ Reachability เอานิ้วแตะบนปุ่มโฮมเบาๆสองครั้ง หน้าจอก็จะเลื่อนลงมาให้เราจิ้มแบบง่ายๆ

ส่วนปัญหาอันดับสองคือปุ่มย้อนกลับ ซึ่งอันนี้ไม่มีปัญหาในแอนดรอยด์ เพราะปุ่มมันอยู่ด้านล่าง ส่วนไอโฟนปุ่มมันอยู่ด้านบน แต่เค้าก็ให้ตัวช่วยมาตั้งแต่ iOS 7 แล้วคือการเลื่อนจอจากริมซ้ายไปด้านขวา สำหรับแอปที่ไม่ได้โมโค้ด UI เยอะๆ ก็ใช้งานได้เลย แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องพึ่ง Reachability ไม่ก็เปลี่ยนท่าจับเป็นท่าโลดโผนปานกลาง (คำเตือน แอปของกูเกิ้ลแทบทุกตัวย้อนกลับแบบลากจอไม่ได้)

แตะปุ่มโฮมเบาๆสองที หน้าจอก็จะเลื่อนลงมา

สิ่งที่ได้จากจอใหญ่บน iOS คือ… แสดงเนื้อที่ได้มากขึ้น ไม่มีฟังก์ชันอะไรเพิ่มขึ้นมา ประโยชน์ตรงๆคือการดูรูป ดูหนังผ่านโทรศัพท์ ที่จะดูสบายตากว่า ส่วนเรื่องการใช้เนื้อที่ได้เพิ่มขึ้นมาก็ยังดีกว่าแอนดรอยด์ที่ความแน่นของข้อมูลมันเท่ากับจอไอโฟน 5/5s เลย แม้ว่าจอจะใหญ่กว่าก็ตาม (ตามที่เคยอัพบล็อกไว้แล้ว) แต่สิ่งที่ตามมาคือว่าฟอนท์บางที่ก็เล็กเท่าเดิม คนสายตาไม่ดีก็อ่านยากเหมือนเดิมหละ

อ่อ มีข้อแม้ว่าแอปจะต้องอัพเดทให้รองรับกับจอของ 6/6+ ก่อนนะ

Twitter ที่รองรับ iPhone 6 จะเห็นว่าแสดงเนื้อที่ได้เยอะกว่า

Foursquare ที่ปรับให้เข้ากับ iPhone 6 ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากขนาดจอเท่าไหร่

Expedia UI บนไอโฟนเพิ่งเปลี่ยน โชว์คอลัมด้านซ้ายได้เยอะกว่าที่นึง (แต่เปรียบเทียบกันไม่ได้ แหะๆ)

อันนี้เป็นเคสสุดโต่ง แอนดรอยด์มีการวาง layout ที่โล่งกว่า คิดว่าเป็นเพราะทำให้มันรองรับได้หลายๆรุ่น มือถือจอเล็กก็ใช้ได้ง่ายด้วย

นี่ก็เป็นอีกเคสในทางกลับกัน แอนดรอยด์ใช้เนื้อที่ได้ดีกว่า แถมยังโชว์รูปด้วย

สำหรับแอปที่ยังไม่ได้อัพเดท เวลาเปิดก็จะเหมือนเอาแอปบนจอ 5/5S มาขยายใหญ่เฉยๆ รูปกับฟอนท์ก็จะไม่คม เหมือนเวลาเล่นเกมที่ไม่ได้ปรับความละเอียดให้เท่ากับขนาดจริงของจอนั่นหละ

ส่วนสำหรับคนตาฝ้าฟางจริงๆ ก็มีโหมดขยายแอปให้ใหญ่ตลอดเวลา อันนี้ไม่ต้องเป็นคนแก่ แค่เราก็ยังรู้สึกว่าอาจจะต้องมีบางช่วงเปลี่ยนมาใช้โหมดนี้ด้วยเลย

สำหรับแอปที่ยังไม่ได้อัพเดท หรือใช้โหมดจอใหญ่ ทุกอย่างก็จะใหญ่ขึ้น เทียบได้กับ Android จอขนาดเดียวกัน (สังเกตุขนาด Status bar ที่จะใหญ่กว่าปกติ)

1080p vs. 720p

ส่วนความละเอียดหน้าจอ ระหว่างไอโฟนที่เกิน 720p มาหน่อย กับ M7 ที่ 1080p สายตาเราแยกแทบไม่ออก ยกเว้นว่าตัวอักษรจะเล็กจริงๆ การเปลี่ยนมาใช้ไม่ได้รู้สึก downgrade เหมือนที่คิดไว้ตอนแรก และมีความรู้สึกว่าแสงสะท้อนมันน้อยกว่า M7 สีที่ได้มันเลยดูคมเข้มกว่า สวยกว่าหละ (มีอีกอย่างคือจอไอโฟนมันออกเหลืองกว่า เลยอาจจะดูนวลตามากกว่า)

ข้อดีของจอใหญ่คือ แบตมันใหญ่ขึ้นตาม ถ้าจะเทียบกับไอโฟน 5S ก็คงจะเท่าเดิม แต่ถ้าเทียบกับ M7 นี่อยู่ได้นานกว่านะ (จำได้ว่าตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ อยู่ได้ประมาณแปดชั่วโมง รวมเวลาทั้งเปิดปิดเครื่อง) ส่วนไอโฟนหกนี่อยู่ถึงสิบชั่วโมงได้ และอาจจะได้มากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

ถ้าไม่เล่นเยอะ ก็อยู่ได้นาน

ปุ่มมหัศจรรย์ (สำหรับคนเพิ่งเคยเล่น)

สิ่งนึงที่มันเนียนๆ ระหว่างซอร์ฟแวร์กับฮาร์ดแวร์คือ Touch ID นี่หละ มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ไอโฟนมานาน ยิ่งช่วงหลังๆที่ข้อมูลทุกอย่างในชีวิตมันรวมอยู่ในโทรศัพท์ เราจะสไลด์แล้วอันล็อคข้อมูลส่วนตัวเลยมันก็ไม่ใช่ (นึกถึงตอนโดนขโมย) หลังๆมาเราก็เลยล็อคเครื่องด้วยโค้ดตลอด (ตอนใช้แอนดรอยด์เมื่อก่อนเคยตั้งไว้ให้มันล็อคหลังจากปิดจอไปสามนาที แต่มีวันนึงที่ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วมีอะไรเตือนในเครื่อง ทำให้หน้าจอมันปลดล็อคทันที แล้วจอที่มันเสียดสีกับขาก็ทำให้มันส่งข้อความที่คุยกับเพื่อนใน FB Messenger ไปหาคนอื่นประมาณห้าหกคนได้ – หลังจากนั้นตั้งให้ล็อคทันทีหลังจากปิดจอ) แต่ว่าการใส่โค้ดเพื่อปลดล็อคมันไม่สะดวก

  • หลังจากเปิดจอ ต้องปลดล็อคจอรอบนึง ถึงจะถึงหน้าใส่รหัส
  • นี่แล้วแต่เครื่องเลย คือหน้าใส่รหัส ปุ่มตัวเลขบน M7 มันเล็ก กระจุดตัวแต่ตรงกลาง ทำให้กดช้า
  • ถึงจะใส่ไปครบสี่ตัว แต่ต้องกดอีกปุ่มเพื่อบอกว่าใส่เสร็จแล้ว จะให้มัน secure มากเพราะเราจะใส่โค้ดให้มากว่าสี่ตัวก็ได้ แต่ก็ trade off กับ usability มากเกินไป

แม้ว่าแอนดรอยด์จะมีการปลดล็อคเครื่องที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ Touch ID ก็ทำมันง่ายกว่าคือ

  • กดปุ่มโฮม แล้วปล่อยมือค้างไว้

ขยายความคือ กดปุ่มโฮมเพื่อเปิดจอ หลังจากนั้นก็ให้กล้องที่ปุ่มมันจับลายนิ้วมือเพื่อคอนเฟิร์ม ข้างหลังมันก็จะไปดึงรหัสแล้วปลดล็อคให้เอง ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาวินึง ไม่ต้องเลื่อนนิ้วมืออะไรเลย เจ๋งมาก และผ่านมาปีนึง ยังไม่มีเจ้าอื่นที่เลียนแบบแล้วทำได้เนียนแบบนี้ด้วย อันนี้เป็น killer feature แบบนิ่มๆ ต้องลองใช้ถึงจะรู้

มีบางครั้งก็รู้สึกว่ามันปลดล็อคเร็วเกินนะ แค่อยากกดปุ่มโฮมเพื่อใช้กล้อง แต่มันปลดล็อคเครื่องให้เลย

ใน iOS 8 มันขยายมาให้แอปทั่วไปใช้ความสามารถอันนี้ได้แล้ว ก็เหมือนเป็นระบบล็อคสองชั้น (กรณีให้เพื่อนยืมใช้เครื่อง) แล้วก็ไม่ต้องจำและใส่พาสเวิร์ดตลอดเวลา ที่เห็นๆว่าใช้คือ Dropbox, 1Password แล้วก็ Settrade นะ ถ้าแอปของธนาคารใช้อันนี้ด้วยก็คงจะดี

แต่ก็มีความน่ากลัวอยู่ เพราะลายนิ้วมือเป็นสิ่งของจับต้องได้ อาจจะโดนคนบังคับให้เปิดเครื่อง หรือโดนตัดนิ้ว! ถ้าไหวตัวทันก็ต้องรีบปิดเครื่องก่อน เพราะว่า Touch ID จะใช้ไม่ได้หลังจากเปิดเครื่อง ต้องใส่โค้ดปลดล็อคก่อน

ดูยังไงก็ไอโฟน

ส่วน iOS ยังไงก็คือ iOS ใช้มาตั้งแต่รุ่นแรกก็ยังคงแนวทางเดิมๆไว้ (เราว่าคนที่ไม่รู้เรื่องมาเริ่มใช้ iOS7/8 เป็นตัวตั้งต้นมันจะรู้สึกยากกว่านะ เพราะ visual clue มันไม่เด่นเท่ารุ่นเก่า) เสียงเรียกเข้าก็ยังเปลี่ยนยากเหมือนไอโฟนรุ่นแรก หน้าโฮมก็ยังมีไอคอนเรียงเป็นตับ ระบบเดาคำก็ยังแย่แบบน่าตกใจ ผ่านมาเจ็ดปีก็ยังคงเดิมยกเว้นเรื่องการเปลี่ยนสกินใหม่เมื่อปีที่แล้ว

แต่แอปเปิ้ลก็ทยอยเพิ่มฟีเจอร์มาเรื่อยๆ ตัวสำคัญก็อย่าง Notification Center (ก้อปแอนดรอยด์ตรงๆ) ใน iOS 5 ที่ทำให้เราเปลี่ยนมาใช้ iPhone 4S อีกตัวก็คือ Background App Refresh ใน iOS 7 ที่ช่วยให้เวลาเปิดแอปมาแล้วข้อมูลมันอัพเดท (ลดข้อแตกต่างกับแอนดรอยด์ลง โดยใช้เทคนิคคนละแบบ) มาคราว iOS 8 ก็เป็นธีมใหญ่ๆสองตัว คือ การสร้างอาณาจักรแอปเปิ้ล กับ ดึงคนใช้จากแอนดรอยด์แบบจัดเต็ม

Handoff

ด้วยความที่แอปเปิ้ลมีอุปกรณ์หลายๆอย่าง ทั้ง PC ทั้ง Mobile แต่ทว่าแต่ละชิ้นมันทำงานแยกกันไปหมด คราวนี้เค้าเลยเพิ่มความสะดวกสำหรับสาวก คือฟีเจอร์ที่เค้าเรียกรวมๆกันว่า Continuity

  • Handoff – แบบว่าเขียนเมล์บนไอโฟน ถึงบ้านแล้วไปเขียนต่อบนแม็ค แบบไม่ต้องกด save draft กดมาแล้วโชว์หน้าที่กำลังเขียนค้างอยู่ คอนเซปดีนะ แต่ไม่ได้ใช้ เพราะแอปที่เราใช้อยู่มันไม่ซัพพอร์ท
  • SMS Relay – อารมณ์แบบว่าช้อปปิ้งผ่านไอแพด แต่มือถือชาร์ทอยู่ที่ห้องนอน พอจะใส่ one time โค้ด ก็ไม่ต้องเดินไปหยิบโทรศัพท์มาดู เพราะว่า sms จะถูกส่งเข้ามาที่ไอแพดเลย (ฟังก์ชันซ้ำซ้อนกับ Pebble เล็กน้อย)
  • Call forwarding – ไม่ได้ใช้ ไม่มีคนคุยด้วย T.T แต่จะเป็นอารมณ์ว่าถ้าอยู่ในวงเน็ตเดียวกัน แล้วมีคนโทรเข้ามา เราจะรับสายแล้วคุยที่ไอแพดก็ได้ ที่แม็คก็ได้
  • Wifi hotspot sharing – สำหรับคนใช้ไอแพดแบบไม่มีซิม หรือใช้แม็คบุ้คในที่ๆไม่มี Wifi ปกติต้องเข้าไปที่หน้าตัวเลือกบนไอโฟน เพื่อเลือกเปิด Hotspot ก่อน แต่คราวนี้ไม่ต้องแตะไอโฟน เราแค่เข้าหน้า Wifi บนไอแพด มันก็จะโชว์ไอโฟนที่เราจะต่อให้เลย
  • Air Drop – ตอนนี้ส่งไฟล์จากแม็คลงไอโฟนหรือไอแพดได้แล้ว น้ำตาจะไหล

อยู่หน้าคอมก็ต่อเน็ตได้ ไม่ต้องแตะไอโฟน

ลากไฟล์จากคอมลง iOS ได้สักที

ฟีเจอร์บางอันก็ต้องเปิดบลูทูธไว้ก่อน แต่ถ้าเปิดแล้วกินแบตน้อยๆก็เปิดไปเถอะ (ตอนนี้ใช้ Pebble อยู่ด้วยก็ต้องเปิดอยู่แล้ว)

ตัวที่ยังไม่ประทับใจคือ Handoff เพราะว่าการใช้งานก่อนหน้านี้ก็ทำได้แบบไม่มีปัญหา อย่าง Safari ก็เลือกจาก Cloud Tab ได้ หรือแอปอื่นมันก็เก็บข้อมูลไว้ที่คลาวน์อยู่แล้ว ข้อดีมันยังไม่เด่นพอ

iOS ; Androified

ส่วนฟีเจอร์ที่ลอกแอนดรอยด์มา แต่มองต่างมุม ชื่อรวมๆมันคือ Extension ก็มีหลายแบบอยู่นะ

  • Keyboard – ลงคียบอร์ดได้ตามความชอบแล้ว แต่ตัวที่เราใช้บนแอนดรอยด์ยังไม่มีภาษาไทยบนไอโอเอส
  • Photo edit – แก้รูปผ่านแอป Photos ได้เลย แต่ต้องรอให้แอปมันเพิ่มมาก่อน (อย่าง VSCO ก็ยังไม่มี) แต่ตอนนี้พบว่าฟังก์ชัน Edit ที่มีมาใน Photos ก็ค่อนข้างเพียงพอกับความต้องการแล้ว
  • Widget – ไม่ได้อยู่หน้าโฮม แต่อยู่ในส่วนของ Notification Center โชว์เป็นลิสได้แถบเดียว ข้อดีคือดูตอนใช้แอปอื่นอยู่ได้ แต่หาอันที่มันเจ๋งๆยาก
  • Share/Action Extension – ที่ใช้บ่อยๆก็อย่างเล่น Safari อยู่ อยากเก็บบทความไว้ใน Evernote หรือ Pocket เมื่อก่อนต้องไปเพิ่ม Bookmark ที่เป็น javascript แต่ตอนนี้ก็แค่กดปุ่มแชร์ แล้วมันก็จะมีให้เลือกเลย (แต่ว่าจาก Photos ยังส่งไปหา Instagram ไม่ได้)
  • Storage Extension – สำหรับแอปที่ซัพพอร์ทการดึงไฟล์จากที่อื่น (iCloud, Dropbox, Google Drive) แทนที่คนทำแอปจะต้องทำโค้ดไว้เชื่อมต่อเอง ก็ให้แอปต้นทางสร้าง Extension ให้ เราก็แค่เลือก import แล้วก็เลือกต้นทางว่าจะเอามาจาก iCloud หรือจะ Dropbox หรือจะ Drive (แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามีบั๊กอยู่ ใช้ไม่ได้)

ที่ดูดีมีประโยชน์ในระยะยาวคือ Share/Action Extension นี่หละ น่าจะลดเวลาการสลับแอปด้วยตัวเองไปได้ และก็เพิ่มลูกเล่นการใช้งานได้

ตัวอย่างน่าสนใจคือ Awesome Screenshot ไว้เซฟหน้าเว็บเป็นรูปภาพ

เพิ่มความสะดวกด้วยการมี File System และเปิดให้ Cloud Storage เจ้าอื่นมาร่วมด้วย

แชร์ผ่านแอปอื่นก็ได้ (อย่าง Pocket) หรือว่าจะเพิ่มคำสั่งอื่นก็ได้ (Screenshot)

นอกจากสองธีมใหญ่ๆนี่แล้ว แอปเปิ้ลก็ยังเพิ่มฟีเจอร์อีกยุ่บยั่บไปหมด ถึงขั้นต้องมีแอปแนะนำฟีเจอร์กันเลยทีเดียว คนใช้แอนดรอยด์แบบไม่เต็มที่ พอเปลี่ยนมาใช้ไอโฟนก็น่าจะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรขาดหายเยอะ

รูปนี้ไม่ผ่านการแต่งใดๆเลย

เปลี่ยนมือถือเพราะเรื่องนี้เลยนะ

ถึงเรื่องกล้องแล้ว เนื่องจากไม่มีคนอื่นละแวกข้างเคียงใช้ยี่ห้ออื่น คงจะอวยไม่ได้ว่ามันเมพสุด แต่ถ้าเทียบกับ M7 แล้ว iPhone 6 ชนะทุกเรื่อง ทั้งรายละเอียดภาพ ทั้งด้านสี (แต่ไอโฟนติด WB เหลืองนิดๆ) รวมถึงโฟกัส โหมด HDR ที่ใช้ได้จริง (อย่างรูปบนก็ใช้ HDR)

การโฟกัสภาพ ไอโฟนเป็นไม่กี่เจ้าที่เปลี่ยนจาก Contrast Detection AF มาเป็น Phase Detection AF ดังนั้นการโฟกัสภาพก็จะเร็ว ไม่วืดไปมาเยอะ รวมถึงการถ่ายวิดิโอ การเปลี่ยนจุดโฟกัสมันเนียนขึ้น

มีข้อสังเกตุหน่อยว่ากล้องสีมันจะไม่สดเท่าคู่แข่ง แต่แค่ปรับแต่งรูปนิดๆเพื่อดึงสีออกมาก็เท่าเทียมกันแล้ว เหมือนเรื่องนี้เป็นพวกการ Post-Process ของแต่ละเจ้า

ที่ขาดไม่ได้คือมาตรวัดคุณภาพรูปจากของกิน

นี่ถ่ายแบบไม่ได้แต่งอะไรเลย ก็ได้เป็นสีนี้แล้ว

นี่ร้านแนวอิซากายะ ไฟสลัวนิดหน่อย

แสงไฟปกติ ประมาณร้านอาหารทั่วไป

ถ่ายตอนกลางคืนก็พอได้

ถ่ายบนเรือด่วนเจ้าพระยา พระอาทิตย์ตกดินไปชั่วโมงกว่าๆแล้ว (เคล็ดลับคือถ่ายรัวๆแล้วเลือกรูปที่ไม่เบลอ)

รูปนี้ใช้หลายเทคนิค (เลือก ISO ต่ำสุด)

อ่อ จะไม่บอกก็ไม่ได้ ตอนนี้แอปกล้องของแอปเปิ้ลปรับค่าชดเชยแสงได้แล้ว เหมาะกับคนใช้ที่ไม่เห็นด้วยกับแสงที่มันวัดมาให้ ส่วนแอปอื่นสามารถปรับค่าอื่นได้ด้วย

  • Shutter Speed ได้ต่ำสุด 0.5 วินาที
  • ISO ได้ต่ำสุดที่ ISO32
  • Manual Focus ได้
  • Manual White Balance ได้

รูปข้างบนถ่ายด้วยแอป Manual ที่ปรับให้ ISO มันต่ำสุด แล้วก็เอามาแต่งเรื่องสีที่หลัง ถ้าเราจับโทรศัพท์ให้นิ่งพอ เราสามารถถ่ายรูปตอนกลางคืนได้แบบที่ noise มันไม่เยอะได้แล้ว

ส่วนตัวแล้วก็พอใจกับกล้องโทรศัพท์ระดับนี้นะ (จริงๆ คือกล้องคอมแพ็ค Canon S100 เก็บขึ้นหิ้ง ฝุ่นจับ ถึงแม้ว่าคุณภาพรูปจะดีกว่า แต่การควบคุมบางเหตุการณ์กล้องมือถือมันถ่ายได้ง่ายกว่าเยอะ แถมแชร์ทันทีก็ได้)

[ปล. ส่วนนี้ยังติดเรื่องความหลากหลายของรูปในสถานการณ์ต่างๆ และส่วนวิดิโอ – ขอไปเที่ยวก่อนแล้วจะมาเพิ่มเติม]

[update: ลองเล่น Timelapse แบบกากๆมา ตั้งทิ้งไว้ชั่วโมงครึ่ง แต่ลืมล็อคแสง]

[update2: เพิ่มรูป]

[update 3: เพิ่มวิดีโอ]

คุณภาพเสียงก็ยังคงสำคัญอยู่นะ

การฟังเพลงผ่านไอโฟน เทียบกับ M7 เราว่าเสียงจากไอโฟนมันให้มิติที่กว้างกว่านะ เสียงใสกว่านิดๆด้วย แต่พอดีหูฟังเราไม่ได้เทพ จะให้ฟันธงก็ไม่ได้ ของแบบนี้ต้องลองเอง ตามความรู้สึกล้วนๆ (ถ้าตามการวัดจากรีวิวของ Anandtech ก็จะสูสีกับ HTC One M8)

ใกล้ถึงสรุปหละ

การใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาอะไร ลื่นดี ตอบสนองได้ทันใจ (ไม่รู้จะติอะไร)

ส่วนการใช้งานอย่างอื่นที่เจอปัญหาก็มี

  • Pebble บางครั้งการแจ้งเตือนมันไม่เด้งเข้านาฬิกา ต้องปิดเปิดบลูทูธ หรือปิดโทรศัพท์แล้วเปิดใหม่ถึงจะใช้งานได้
  • ไม่ยอมต่อไวไฟที่คอนโดตอนจอดับ แบบเดียวกับไอแพดเลย (จะเสียค่า data ก็เพราะแบบนี้หละ) ส่วน M7 ไม่เป็น
  • Storage Extension จะใช้กับแอปต้นทางที่ตั้ง passcode lock ไม่ได้ (แล้วจะให้ตั้งทำไม)
  • แอป Photos มันใช้งานแล้วงงๆ เดี๋ยวเจอ iCloud Photos ปีหน้าก็น่าจะงงหนัก
  • อยากได้ Facebook Messenger Chat Head แบบแอนดรอยด์

[ส่วนนี้ก็จะอัพเดทถ้าเจอปัญหาอะไรประหลาดๆมาอีก]

Quality justify the price

ปีนี้ไอโฟนจอใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น นอกนั้นเหมือนเดิม (ให้เรื่องถ่ายวิดิโอเป็นเรื่องที่ดีขึ้นอีกอย่างหละกัน) ข้อดีอย่างอื่นมันไปลงที่ซอร์ฟแวร์ซะเยอะ แบบที่รุ่น 5S ก็ได้ประโยชน์ด้วย ดังนั้นจะซื้อไอโฟนหกด้วยเหตุผลอะไร? แพงกว่าชาวบ้านเห็นๆ

สิ่งที่เราคิดได้คือ

  • คุณภาพ วัสดุ (ที่สุดท้ายก็หาเคสใส่อยู่ดี) และงานประกอบ
  • ศูนย์รวมแอปสวยๆ มีคุณภาพ น่าใช้งาน (และน่าจ่ายเงินซื้อ)
  • มีเว็บเซอร์วิสทั้งของแอปเปิ้ล กูเกิล และไมโครซอร์ฟ (เจ้าอื่นไม่มีแอปเปิ้ล)
  • ฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานได้จริง และใช้ได้ดี อย่าง Touch ID และกล้อง
  • บริการหลังการขาย (เคสล่าสุดที่ได้ยินมา ไอโฟนหมดประกัน แล้วแบตบวม เปลี่ยนเครื่องให้ฟรี)
  • ขายต่อราคาตกไม่เยอะ

แต่แอนดรอยด์เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แย่นะ บางอย่างดีกว่าด้วยซ้ำ ยิ่งเป็น Android L นี่ดูน่าใช้ขึ้นเยอะ แล้วถ้าพูดถึงเซอร์วิสบนเว็บ กูเกิ้ลก็ทำได้ดีกว่าและกำลังจะทิ้งห่างไปอีก เพียงแต่ว่าต้องเลือกจากเจ้าที่ดีๆหน่อย แล้วก็ภาวนาว่าเค้าจะอัพเดทให้อย่างน้อยสองปี อย่าให้เครื่องมีปัญหาเพราะไม่รู้ศูนย์บริการจะมีการบริการหรือเปล่า แอปที่ลงไปไม่ดูดข้อมูลส่วนตัวไปใช้อะไรแปลกๆ ลงเกมจากข้างนอกไม่ฝังไวรัส ฯลฯ (ย่อหน้านี้อย่าได้อ่านแบบมีสาระ)

หนึ่งสัปดาห์ที่ใช้งานมา ก็ต้องบอกว่าถ้าอยากได้โทรศัพท์ที่ไม่เรื่องมาก ไอโฟนก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่ดี

รภรัตน์
– นานๆทีจะเขียนรีวิวยาวๆ เขียนแบบนี้มันเหนื่อยนะ

ปล. คราวนี้ใช้ Fujifilm X-E2 ถ่ายทั้งหมด

Roparat Sukapirom

blogger at roparat.com
A geek with a camera.
Roparat Sukapirom

Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)