Fujifilm X-E2 – 5 Months Later

รีวิวแบบเขียนไปเรื่อยๆ (คำเตือน รูปเยอะ)

ภาคแรก Fuji X-E2 First Impression

รีวิวเลนส์ XF 35mm f1.4 R

รีวิวเลนส์ XF 23mm f1.4 R

เล่นกล้องนี่ควรจะรู้จักประมาณตนเลยนะ เพราะว่าถ้าเงินถึง ยังไงก็มีของพร้อมรอให้กระเป๋าแฟบอยู่แล้ว

ปีที่แล้วเราอยากได้ Full Frame เพราะว่าเซ็นเซอร์มันใหญ่ ภาพดีกว่า เล่นกับรูปได้มากกว่า (ใช่สิ ถ่ายซะสวยจนโดนคนขโมยรูปไปใช้เลย เดี๋ยวจบคดีจะเล่าให้ฟังครับ) แต่ว่ามันก็แลกกับอาการระบมไหล่หลังจากกลับทริปมาหลายวัน และก็จะมีโมเมนท์ที่ไม่อยากยกกล้องมาถ่าย ดังนั้นต้นปีนี้เลยเผลอซื้อเจ้า X-E2 มาลอง MILC ซะหน่อย

จริงๆหลังจากซื้อมันมา ได้ออกทริปจริงๆจังๆแค่ทริปเดียว คือหลังจากซื้อมันมาไม่นานนั่นหละ ที่เหลือก็จะเป็นกล้องที่เราพกไปไหนมาไหน (ถ่ายรูปของกินซะเยอะมากกกก) แต่ก็ได้ไปถ่ายงานสองสามงาน (งานบริษัทสองงาน งานรับปริญญาเกือบๆหนึ่งงาน-ไปถ่ายเล่นๆนั่นแหละ)

แต่รูปของกินมันก็แค่โพสลงอินสตราแกรม (ตามนี้) ซึ่งบางทีมันก็เกินความจำเป็น แต่ก็คงเพราะกล้องมือถือตอนนี้มันกากมากเลยใช้แทนไปก่อน ถ้าสอยไอโฟนหกมาคงจะไม่ต้องขี่ช้างฯแบบนี้

ความประทับใจสองอย่างที่มีก็คือบอดี้กับรูป แต่เป็นความประทับใจที่รู้ข้อจำกัดของมันนะ

คือบอดี้มันเล็ก (จริงๆจะใหญ่ถ้าเทียบกับกล้องโอลิมปัส และขนาดพอๆกับ XXXX D ของแคนอน) พอมันเล็กแล้วก็พกพาไปในง่าย ใส่กระเป๋าสะพายข้างอันเล็กๆของเราได้ (พร้อมคิต 18-55) คือแค่นี้มันก็เพิ่มโอกาสในการถ่ายรูปเยอะขึ้นหลายเท่าแล้ว การประกอบก็ดูแน่น ยกเว้นปุ่มชัตเตอร์ ที่มันมีความฝืดเล็กน้อยแบบกลัวใช้ๆไปแล้วกดไม่ติดด้วย และก็ดูว่าจะใช้แบบถึกๆไม่ได้ (ใช้ตอนสภาพอากาศไม่ดี) แต่ถึงมันจะพอใช้ได้ก็ไม่อยากลองนะ

ก่อนจะชมเรื่องรูป ก็ต้องบอกข้อจำกัดของมันก่อน คือเรื่องโฟกัส กับเรื่องความเร็วในการใช้งาน

เรื่องโฟกัส มันมีความเอื่อยของมันอยู่ ยิ่งได้ใช้กับพวกเลนส์เทเลนี่รู้สึกว่ากว่าจะโฟกัสได้ก็คงถ่ายไม่ทัน หรือก็มีบางทีบอกว่าโฟกัสได้ แต่ไม่รู้ว่าโฟกัสที่ไหน ถ่ายพวกงานอีเวนท์ก็มีโอกาสหลุดได้เยอะ (5/2/2559 – ตอนนี้เรื่องโฟกัสเป็นปัญหาน้อยแล้ว เพราะได้ Firmware ใหม่ โฟกัสได้ความเร็วเทียบเท่า X-T1/10 เลย)

ส่วนความเร็วในการใช้งาน จากปิดแล้วเปิด เราว่ามันยังช้าอยู่หน่อย คือว่าเปิดขึ้นมา จอเปิดแล้ว แต่ยังปรับรูรับแสงไม่ได้ ต้องรออีกสักพัก หรือว่าการหมุนปุ่มเพื่อเลื่อนรูป บางครั้งก็หมุนเร็วๆก็เหมือนล้อฟรี คือว่ารูปมันเปลี่ยนไม่เท่ากับล็อคที่หมุนไป ทำให้รู้สึกเหมือนว่าปุ่มมันเจ๊ง (ทั้งๆที่ไม่ใช่ – เรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่อง UX มากกว่า)

เท่าที่รู้สึกชัดๆก็มีสองจุดนี้หละ

เรื่องของรูปที่ออกมา ขอบอกว่า JPG ที่ออกมาจากกล้องมันสวยมาก ซึ่งถ้าชอบสีนั้นแล้วเราไปแก้ JPG เล็กๆน้อยก็คือจบ แต่เรื่องยุ่งๆมักจะเป็นที่ RAW นี่หละ

อ่อ ลืมบอกไป หลังกล้องเราใช้เป็น Astria, Shadow -1 (ไม่ชอบเงามืด), WB Blue+1 (ชดเชย Astria ที่มันออกเหลือง), DR Auto

Shadow ของ RAW มันมืดมิด (ตั้ง Lightroom ให้ default เป็น Provia ที่สีไม่เหมือนจากล้อง) ถ้าไม่ถ่ายแนวอาร์ตๆเราก็อยากปรับให้มันเพิ่ม Dynamic Range ไปหน่อย (แบบ 6D ที่ทำรูปเดียวให้คล้ายๆ HDR ได้) และที่ค้นพบต่อมาคือว่าการลากเครื่องมือตบแต่งมันลากแบบเดียวกับ 6D ไม่ได้

มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่า Lightroom process RAW ของฟูจิยังไม่ดีพอ รูปยังคมไม่สุด และก็ได้ยินมาอีกว่าเซ็นเซอร์ฟูจิประมวลผลสีเขียวไม่ดี อย่างแรกคือเก็บ RAW ไว้และหวังว่าโปรแกรมจะอัพเดท ส่วนอย่างที่สองลองไปค้นเพิ่มเติม มันอาจจะเป็นตัวตัดสินใจไม่ซื้อของบางคนก็ได้

รูปข้างล่างนี่คือ JPG หลังกล้อง แล้วปรับ exposure ให้สว่างขึ้นหน่อย (+2/3) อีกรูปไม่ได้แก้อะไรเลย

ถ้าจะพูดถึง Film Simulation เราอาจจะพูดยากหน่อย เพราะว่าไม่ได้โตมาพร้อมกับการถ่ายรูปกล้องฟิลม์มาก

  • Provia (Standard) – รูปออกมาปกติ
  • Velvia – รูปสีสด แต่รู้สึกว่ามันสดเกิน shadow เข้มไปหน่อย
  • Astria – กลางๆระหว่าง Provia กับ Velvia
  • Pro Neg. Std. กับ Pro Neg. High. สองตัวนี้ให้สีเนื้อซีดๆ ต่างกันที่เรื่องคอนทราสต์มั้งนะ (ไม่ค่อยได้ใช้)

หลังจากเล่นไปมาแล้วก็ปรับค้างไว้ที่ Astria นี่หละ เป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล คือรู้สึกว่ามันให้สีพอดีๆกับที่ชอบ แถมถ้าไม่ถูกใจก็ให้กล้องมัน export จาก RAW อีกครั้งก็ได้ (คำว่า process แค่หลังกล้องก็คงมีที่มาแบบนี้… ไม่ใช่หละ)

ปล. ไม่รู้ว่า X-E2 จะได้ Classic Chrome อย่างที่พี่ๆน้องๆของมันได้หรือเปล่า ตัวนั้นก็สวยเหมือนกัน (5/2/2559 – ได้ Classic Chrome มาตั้งแต่ปลายปี 57 แล้ว)

แล้วถ้าเทียบกับ 6D ที่ใช้อยู่ด้วยหละ?

ตอนนี้ก็ยังเอนเอียงไปว่า Full Frame ดีกว่านะ เรื่องของ noise เรื่องของสี ความแม่นในการโฟกัส (แต่จะไม่ขอพูดถึงเรื่องชัดลึกชัดตื้น เพราะมันอยู่ที่เลนส์ด้วย) เคยเอากล้องสองตัวไปถ่ายให้บริษัทรอบนึง ปรากฏว่า match สีไม่ได้เลย

อีกอย่างคือรู้สึกว่า Canon สีมันมาตรฐานกว่า (อย่างน้อย picture style ก็มีให้เลือกแบบปกติ) แต่งเป็นสีคนทั่วไป(ตามความคิดของตัวเอง)ให้ชอบได้ง่ายกว่า

แต่ฟูจิก็มีสีเป็นสไตล์ของตัวเอง ซึ่งมนุษย์หลังกล้องอย่างเรายังเรียนรู้ไม่หมดว่าควรจะแต่งรูปแบบไหนขนาดกล้อง 6D ยังใช้เวลาเกือบปีกว่าจะรู้แนวการแต่งเลย (แต่ว่าตอนนี้รู้อย่างนึงว่าใช้ JPG แล้วใส่ filter Vintage จะออกมาสวย)

แต่ข้อดีที่เจอคือ ถ่ายรูปแล้ว exposure ออกมาไม่ค่อยผิดเท่าไหร่ เพราะว่า EVF มันเห็นเลยว่าแสงเป็นอะไรยังไง (มี histrogram ให้ดูด้วย)

อ่อ เรื่องแบต หมดเร็วกว่า (ตอนหลังๆจะปรับเป็นโหมด EVF only ถ้าตาไม่จ่อ จอก็ไม่เปิด) แล้ว 6D มี remote shooting (สำหรับ selfies แบบเปลี่ยวๆ) และก็ GPS (เป็นความรู้สึกฟินที่มีหมุดปักลงแผนที่ให้เอง)

แต่จะว่าไป เหมือนเอามวยคนละรุ่นมาเทียบกันหนิ

[update 26/9/2557: ย้อนกลับไปดูที่โน้ตเก่าๆไว้ ลืมเรื่อง EVF เทียบกับ OVF ไปเลย ก็หน่วงๆจากของจริงไม่เยอะ มีขัดใจตอน burst mode ว่ามันไม่เห็นภาพจริงตอนนั้น แต่โดยรวมแล้วคือลืมเขียน หมายความว่าไม่มีอะไรขัดใจ ใช้ได้แบบไม่หงุดหงิด

เราใช้งานแบบมอง EVF บ้าง มองจอข้างหลังบ้าง ตามการใช้งาน แบบถ้ามอง viewfinder แล้วต้องก้ม ก็จะเปลี่ยนท่าเป็นยกกล้องไว้ต่ำๆแทน ไม่ต้องก้มตัว

ISO แบบไม่ค่อยเห็น noise ได้ประมาณ 3200 ส่วน 6D ได้ 6400]

เรื่องของเลนส์ ต้องขอบอกว่าถูกใจมาก

สองสามวันหลังจากที่ซื้อกล้องมา เลนส์แรกที่ไปซื้อเพิ่มคือ 60mm f/2.4 ตัวนี้ได้ macro 1:2 (ขยายแค่ 50% ของเซ็นเซอร์) ซึ่งถือว่าเป็นเลนส์สารพัดประโยชน์ ที่ราคาไม่แพง (เก้าพันบาท) โฟกัสช้าๆ วืดบ้างบางช่วง

แต่สิ่งที่ได้มาคือความคม โบเก้ที่ค่อนข้างสวยเลย เอามาถ่ายคนก็ได้ ถ้าวัตถุ isolate ฉากหลังก็พอได้ (ตัวใกล้ๆคือ 56 f/1.2 ที่ราคาไม่ถูก) เอามาแทน 24-70 f/2.8 ก็พอได้นะ (ถ่ายที่ระยะ 70 f/2.8) รูปในบล็อคนี้เป็นเลนส์ตัวนี้เกินครึ่ง ที่มาโครก็โฟกัสช้าหน่อย (แต่สุดท้ายก็มือหมุนหละ) ภาพก็โอเคเลย อย่างรูปข้างล่าง (จริงๆจะต้อง stack ก่อน แต่ Photoshop 2014 มีบั๊ก)

ส่วนที่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้ คือเลนส์คิต 18-55 ที่ช่วงดูธรรมดา แต่รูรับแสงมัน f/2.8-4 เทียบกับเจ้าอื่นที่ f/3.5-5.6 แล้วตัวนี้ให้แสงเข้าได้มากกว่า เล่นชัดลึกตื้นได้มากกว่าด้วย ส่วนคุณภาพความคมก็ดีอยู่ทีเดียว

ข้อพิเศษของเลนส์ XF คือว่าเราปรับรูรับแสงได้ด้วยการหมุนวงแหวนที่เลนส์เลย ไม่ต้องไปจำว่าตอนนี้เราอยู่โหมดไหน อยากปรับก็ปรับได้ทันที (จริงๆก็คืออยู่โหมด A เหมือนเดิม shutter speed นี้จะไว้ใช้ช่วงแสงน้อย แล้วปรับให้มันช้ากว่า auto ในบางกรณี แบบใช้เลนส์ไวด์ที่ 10mm shutter สัก 15 ก็ยังไหว – คือจริงๆ auto iso มันประหลาดหน่อยที่ไม่ปรับ min shutter speed ตามระยะโฟกัส)

ด้วย position ที่เคยวางไว้ว่าจะเป็นกล้องตัวที่สอง เราก็เลยเริ่มรู้สึกว่าความสามารถมันแทบที่จะใช้เป็นกล้องหลักได้แล้ว และก็มีงานลดราคาพอดี เลยไปสอยเลนส์ที่คิดว่าต้องใช้แน่ๆคือ 10-24 f/4.0 มาต่อ (มีความลำบากใจเมื่อเทียบกับ 14 f/2.8 มาก แต่ขอเลือก 10mm) ซึ่งภาพก็คมชัดกว่า EF 17-40 f/4 ที่มีอยู่อีก (ราคาต่างกันหกพัน) แทบไม่มี CA เลย (เริ่มตั้งคำถามว่า 17-40 ไม่น่าจะเรียกว่า L) เป็นเลนส์ไวด์ที่เคยใช้ตัวที่สี่และชอบมากสุดแล้ว

แต่ช้าก่อน เราไม่ได้ชมอย่างเดียว ถึงแม้เลนส์มันจะใช้วัสดุดี แต่ว่า QC เหมือนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลนส์ที่ซื้อมามีจุดบกพร่องที่การประกอบ ตัวนึงเข้าศูนย์แล้วก็เปลี่ยนให้ใหม่ อีกตัวกำลังจะเข้าศูนย์ (เค้าบอกว่าที่ aperture ring มันหลวมๆมันเป็นปกติ) ตอนนี้อาจจะทำใจหน่อยว่าศูนย์มันไม่ทันสมัยเท่าแคนอน (เรียกได้ว่าดีสุดแล้ว)

สรุปสุดท้าย…

งานลุยหนักๆ (แบบจะไปเดินเขาเก้าวันที่เนปาล) เรายังให้ 6D + 24-70 อยู่นะ มันชินมือ ชินการทำงาน และไว้ใจได้ (จริงๆถ้าตอนนั้นซื้อเป็น X-T1 ก็อาจจะได้ใช้แทน 6D เต็มๆ)

แต่สำหรับ X-E2 เนี่ย มันเป็นกล้องที่ความสามารถสูง ยกเว้นเรื่องโฟกัส กับความเร็วการทำงาน แต่เหมาะสำหรับการไปเที่ยวแบบสบายๆ ชิวๆ แล้วได้ภาพดีใช้ได้ (แต่จะได้ขนาดโดนก้อปไปใช้หรือเปล่านี่อีกเรื่องนะ 555+) บวกกับตัวกล้องมันมีคาแรกเตอร์ของมันเอง ใช้ๆไปคนอื่นก็ไม่มองว่าเป็นพวกตากล้อง ดูไม่อึดอัดเมื่อโดนอยู่ในเฟรม (เวลาถ่าย street – แต่ถ้าถ่ายอีเวนท์กล้องใหญ่โตคงดูเชื่อถือกว่า) อารมณ์มันเหมาะกับความเป็น”นักท่องเที่ยว”แบบที่เราอยากเป็น

แต่ถ้าถามว่าจะโละกล้อง DSLR เมื่อไหร่… คำตอบก็คงเป็นรอ X-T ตัวที่ใช้เซ็นเซอร์ใหม่ ตอนนั้นทุกอย่างก็น่าจะแก้ข้อด้อยของ mirrorless ได้เกือบครบแล้ว (อีกไม่นานเกินรอ)

 

– รภรัตน์

รู้สึกว่าใช้เงินกับอุปกรณ์ไปเยอะนะครับ

 

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)