Abashiri

เหตุเกิดบนรถไฟจากเมืองอาซาฮิคาว่ามุ่งหน้ามายังเมืองอะบาชิริ

หลังจากวางแผนคร่าวๆว่าอยากมาล่องเรือตัดน้ำแข็ง แต่อย่างอื่นไม่ชัวร์ว่าจะไปไหน เพื่อนกระผมก็เลยหยิบหนังสือนำเที่ยวฮอกไกโดมาเปิดดูเรื่อยๆ

“อันนี้อ่านแล้วก็น่าสนใจดี อยู่นอกเมืองด้วย”

“เอ๊ะ อันนี้ก็น่าไป”

(จริงๆบทพูดไม่ใช่แบบนี้หรอก จำไม่ได้แล้ว)

หลังจากคุยกันและวางแผนอย่างรวดเร็วบนรถไฟ (ใช้ไอแพดเปิดเน็ตดูตารางรถไฟ) ก็ได้เป้าหมายของวันรุ่งขึ้น

กว่ารถไฟจะไปถึงตัวเมืองก็สองทุ่มครึ่ง เรารีบวิ่งมาเช็คอินที่โรงแรม แต่ว่าก็หยิบแผ่นตารางรถบัสนำเที่ยวในเมืองมาด้วย

ตารางรถบัส สิ่งนี้เอาไว้ทำเวลาสำหรับทริปไม่ชิว ภาพใหญ่

โรงแรม Toyoko-inn นี่อยู่แค่ตรงข้ามสถานีรถไฟเอง ห้องที่ได้ ก็ใหญ่สุดในบรรดาห้องพักที่จองมาทั้งทริปเลย

แต่จริงๆรีบวิ่งมาก็ไม่ใช่จะรีบนอนหรอก เพราะว่าจะรีบไปกินชูชิต่างหาก

เก็บของเสร็จแล้วก็เลยรีบเดินไปที่ร้าน Kani-gen อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมาก แต่ด้วยภาวะหิมะตก การเดินมันก็เลยลำบากหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะก็ยังเดินไปถึงที่ร้านได้

ซูชิที่นี่ราคาถูก และอร่อย เป็นมื้อที่ได้ลองอะไรแปลกๆด้วย (อย่างเช่นนิกิริมันปู ชูชิกั้ง)

หลังจากกินเสร็จก็เดินกลับ เลยได้มีเวลาสำรวจหิมะเล็กน้อย

(รูปข้างบนนี่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไปเพื่ออะไร)

ถึงโรงแรมแล้วก็อาบน้ำ ซักเสื้อผ้า ก่อนที่จะนอนเอาแรง

Start of the day

บรรยากาศยามเช้า หิมะขาวโพลนไปหมด

เช้านี้โรงแรมมีของกินให้ด้วย ประหยัดและประทังความหิวไปได้หนึ่งมื้อ

กินเสร็จก็รีบเช็คเอาท์ ไปต่อป้ายรถเมล์หน้าโรงแรม (ซึ่งก็คือหน้าสถานีรถไฟด้วยหละ) เพื่อจะไปที่ท่าเรือออโรร่า ที่เที่ยวแห่งแรกของวัน แต่พอไปรอ ก็พบกับนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก (ก็โอเค ไม่ได้ว่าอะไร)

รถบัสนั่งสักพักก็ไปถึงท่าเรือ จัดแจงซื้อตั๋ว (3,300 เยน) เพื่อที่จะนั่งเรือตัดน้ำแข็งชมวิว

เมืองอะบาชิริแห่งนี้ เป็นเมืองที่อยู่แนวชายฝั่งทิศเหนือของฮอกไกโด ซึ่งบังเอิญไปประจวบเหมาะกับเส้นทางของกระแสน้ำจากแม่น้ำในรัสเซีย ทำให้หน้าหนาว น้ำจากแม่น้ำจะทำให้ความเข้มข้นของเกลือน้อยลง มันจึงกลายเป็นน้ำแข็งซึ่งจะลอยออกมาจนมาถึงชายฝั่งแถบนี้ (คาบสมุครโอฮอสค์; Okhotsk – มั่วภาษาไทย) คนญี่ปุ่นเค้าเรียกกันว่า Ryuhyo หรือ Drift Ice ในภาษาอังกฤษ

นั่งเรือตัดน้ำแข็งชมวิว ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งในฤดูหนาวนี้ นอกจากนี้ถ้าอยากสัมผัสแบบใกล้ชิดก็ยังมีกิจกรรมเดินบน Drift Ice อีกด้วย (ถ้ามีโอกาสจะวางแผนไป)

เรือลำนี้หละที่จะพาเราไปชมวิว

มีนกบินตามเรือมาด้วย เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยว

Drift Ice หน้าตาเป็นอย่างงี้ สุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

นกมาเกาะใกล้มากมาย

วิวจากด้านหลังเรือ ที่ต้องแทรกตัวผ่านนักท่องเที่ยวจีนสองนางที่ยืนทอดสมอเอาไว้

วิวด้านหน้าเรือ

แค่การนั่งเรือชมวิวที่ตอนแรกคิดว่าเฉยๆ แต่กลับเป็นว่าวิวมันแปลกตา น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ และโชคดีด้วยที่อากาศเป็นใจ ไม่มีลมพัดเลย

เวลาผ่านไปสักชั่วโมงกว่าๆ เรือตัดน้ำแข็งลำน้ำก็ได้วกกลับเข้าท่า ภารกิจต่อไปก็เริ่มขึ้น…

นั่งรถบัสสายเดิมนี่หละ แต่คราวนี้วิ่งย้อนกลับไป ขึ้นเนินเขาที่อยู่นอกเมืองไปนิดๆ เพื่อที่จะไปยังพิพิธภัณฑ์ดริฟท์ไอซ์

Drift Ice Museum

พิพิธภัณฑ์นี้เป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับดริฟท์ไอซ์ (แต่ญี่ปุ่นล้วน) ถ้าเกิดว่าไม่ได้มาหน้าหนาว ที่นี่ก็ยังจะมีเก็บก้อนน้ำแข็งไว้ให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และเนื่องจากที่นี่อยู่บนเนินเขา ทำให้เราเห็นเมืองอะบาชิริแบบ 270 องศาไปด้วย

หลังจากซื้อตั๋วแล้ว ก็จะมีพนักงานมาต้อนให้ไปฟังวิดิทัศน์ (เสียงญี่ปุ่น แต่ยังมีซับอังกฤษ) ก่อนที่จะเข้าห้องแสดงที่มา (ญี่ปุ่นล้วน) ก็ไปมุงด้วยเหมือนฟังรู้เรื่อง

มีเจ้าหน้าที่มาอธิบายด้วย แต่ซาวน์แทรคญี่ปุ่นนะ

บรรยากาศในพิพิธภัณฑ์

ชั้นล่างก็จะมีที่เก็บตัวก้อนน้ำแข็ง ที่อุณหภูมิติดลบสิบกว่าองศา (มาเที่ยวถึง ณ จุดนี้ มันเรียกว่าปกติไปแล้ว) ก่อนเข้าห้องเค้าจะให้ผ้าขนหนูแห้งๆมาอันนึง

บรรยากาศภายในห้องเย็น (กว่าข้างนอกนิดหน่อย)

เมื่อเอาผ้าหมุนๆเหวี่ยงๆไปหลายๆรอบ มันก็จะต้านแรงโน้มถ่วงได้ คือมันเจอไอความเย็นไปเกาะจนแข็งหนะ (มาคิดดูตอนนี้ ถ้าเอาผ้าไปแกว่งตอนอยู่ซัปโปโรก็คงจะเหมือนๆกัน)

หลังจากตื่นเต้นกับผ้าแข็งตัวแล้ว เราก็เดินขึ้นไปชั้นบนสุดที่เป็นจุดชมวิว มองเห็นตัวเมืองทั้งหมด รวมทั้ง Drift Ice ไกลลิบๆได้จากที่นี่เลย

เห็น Drift Ice อยู่ลิบๆ ฉากหลังก็เป็น Shiretoko

พอได้เวลา ก็รีบเดินกลับมารอรถเมล์ที่ป้าย เพราะยังมีอีกสองจุดที่เราจะต้องไปในวันนี้

แต่เพราะว่าเราจะเดินทางโดยรถไฟดังนั้นก็นั่งรถเมล์กลับมาที่สถานีรถไฟก่อน มื้อเที่ยงนี้เป็นร้านโซบะ-อุด้งข้างๆสถานีรถไฟ

เมื่อถึงเวลาก็นั่งรถไฟขบวนเล็กๆ มุ่งหน้าไปทาง Shiretoko (แต่ว่าไม่ได้ไปนะ – รอทริปหน้า) มาลงที่สถานี Masuura (ที่พบว่าเป็นห้องเล็กๆหนึ่งห้อง ไม่มีคนอยู่เลย) ตอนแรกกะจะไปตลาด Kaisanbutsu Tokubetsu แต่เพราะเพิ่งกินมา ก็เลยเฉยๆหละ

The Lighthouse

ทว่าระหว่างทางที่นั่งรถไฟมา ก็แอบเห็นประภาคารวิวสวย ก็เลยตัดสินใจกันที่จะไปถ่ายรูปที่นั่นแทน

เดินไปกลับก็คงสามโลได้มั้ง แต่ภาพที่ได้ก็ชอบมากๆ ได้บรรยากาศหิมะสุดๆ

ที่สำคัญคือถ้ามาคนเดียวอาจจะไม่ลงสถานีนี้ด้วย

รถไฟจาก Abashiri ไป Shiretoko จะมีขบวนพิเศษที่ชื่อว่า Ryuhyo Norokko Go จะเปิดให้บริการแค่ไม่กี่เดือน (ตอนที่ไปก็แค่เดือนกุมภาฯ) ที่พิเศษคือกระจกบานใหญ่ และสามารถปิ้งปลาหมึกได้ (ส่วนตัวขอเรียกว่ารถไฟขบวนปิ้งย่างหละกัน)

วันนึงจะมีเที่ยวไปกลับสองเที่ยว ตารางรถไฟและรถบัสไป Shiretoko (ลืมว่าเอามาจากไหนแล้ว)

นี่ก็แปลก หนาวๆยังออกลูกได้

ทางเดิน หิมะไม่เยอะแล้ว

Close to the shore, Tofutsu Lake

เดินไปกลับเหนื่อยหอบได้ที่ ก็รอรถไฟอีกสักสิบนาที แล้วก็นั่งไปสถานีถัดไปคือ Kitahama ซึ่งเป็นสถานีเล็กๆ แต่ใหญ่กว่าสถานีที่แล้ว ข้างนอกติดๆสถานีมีจุดชมวิว (พูดซะดี จริงๆคือเป็นโครง แล้วมีบันไดให้เดินขึ้นไปชั้นสอง – รถไฟขบวนพิเศษก็แวะให้ลงไปถ่ายรูปที่นี่ด้วยนะ) เข้าใจว่าสถานีนี้ติดกับทะเลมากที่สุดในฮอกไกโดเลย

เข้าใจว่ามีที่มาจากหนังหรือละคร ที่ทำให้ผู้คนผ่านไปมาต้องฝากนามบัตร ตั๋วรถไฟ ตั๋วเครื่องบินไว้ที่นี่เต็มไปหมด

มีร้านกาแฟในสถานีด้วย (แต่ด้วยระยะเวลาจำกัด + เดินหลง ทำให้ไม่ได้กลับมากิน)

ไม่ใช่ว่าจะมาแวะสถานีเฉยๆ จุดมุ่งหมายสุดท้ายที่อะบาชิริคือทะเลสาบ Tofutsu ซึ่งก็เดินหลงเสียเวลาไป 15 นาทีเช่นเคย พื้นก็ลื่นอีก แต่ก็ถึงหละ

ทะเลสาบแห่งนี้ก็เป็นทะเลสาบที่ใกล้ทะเลมาก (ไม่ถึงร้อยเมตร) มีน้ำจืดผสมกับน้ำเค็ม เค้าบอกว่าเป็นอีกแหล่งในการดูนกเลย และที่เยอะๆในฤดูหนาวคือหงส์วูเปอร์ (Whooper Swan – แต่มันหน้าตาเหมือนห่าน)

ดูยังไงก็ไม่เหมือนหงส์

หงส์ก็เลือกคู่แล้วไม่ทิ้งกัน

จริงๆถ้าอยู่ที่นี่จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็น่าจะได้ภาพแสงสวยเลยนะ แต่ว่ากำหนดการบอกว่าต้องรีบออกหละ ไม่งั้นถึงโรงแรมเที่ยงคืน

จากจุดชมวิวชั้นสอง มองเห็นแหลมชิเรโทโกะได้ชัดเจน

ระหว่างรอรถไฟ เห็นไหมว่ามันใกล้ทะเลมากๆ

เราจะนั่งจากที่นี่ เลียบไปทางตะวันออก ตัดเข้าแผ่นดิน แล้วไปสิ้นสุดที่เมืองคุชิโระ ขบวนรถไฟมีสองโบกี้ โบกี้นึงจะสุดที่ชิเรโทโกะ (Shiretoko-Shari Station) แล้วโบกี้ที่เหลือหนึ่งอันก็จะวิ่งไปเรื่อยๆจนสุดทาง

พอตอนมืดๆแล้วลุยกลางป่า บางครั้งนายรถไฟก็จะมีการกดแตร คาดว่าไว้ไล่สัตว์ที่ยืนขวางทาง บางครั้งหลังจากกดแตรไม่นาน รถไฟก็กระตุกเหมือนสะดุดอะไรบางอย่าง (ไม่อยากคิด)

ระหว่างทางก็ผ่านสถานี Kawayu-Onsen ด้วย (จดไว้เผื่อมีโอกาสได้ไปอีก)

ด้วยความที่ว่านั่งรถนาน กลัวหิว ข้าพเจ้าก็เลยซื้อเสบียงของกินไปเยอะ รวมถึงขนมจุกจิกด้วย ก็เป็นภาระให้เพื่อนกระผมโดนยัดเยียดกินด้วย (อารมณ์อยากลอง แต่กระเพาะหยุดทำงานเพราะกินไม่เลือก)

แสงเกือบสุดท้าย ระหว่างการเดินทาง เป็นการนั่งรถไฟที่มีโมเมนท์มากที่สุดหละ

ระหว่างทางไป Shiretoko นี่ Drift Ice ก็ติดกับชาดหาดเลย หลังจากนั่งเรือตัดน้ำแข็งแล้วก็อยากไปเดินบนนั้นมาก

Kushiro

แล้วก็ไปถึง Kushiro ประมาณสองทุ่ม เดินอีกเกือบโลเพื่อไปที่โรงแรม (La Vista Kushirokawa) ที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่ขอบอกว่าเป็นโรงแรมที่ออนเซ็นหรูสุดในทริปแล้ว (มีสามบ่อ มีบ่อ open air มีซาวน่าด้วย) แต่ก่อนไปแช่ ก็ไปกินซูชิก่อน

Ikura ที่นี่แช่โชยุซะเค็มเลย แต่อย่างอื่นอร่อยนะ (เดี๋ยวมีแนะนำเมืองคุชิโระในบล็อคเที่ยวเมือง)

จากนั้นก็เดินกลับโรงแรมไปแช่ออนเซ็น (แต่หิมะไม่ตก ไม่ฟิน) ก่อนที่จะนอนหลับสบาย

สรุปคือ วันนี้ไม่ตรงตามแผนแรก แต่ได้แผนที่ดีกว่า คือการมาคนเดียวบางทีเราก็จะตัดสินใจในมุมของเราเอง ถ้ามีคนอื่นมาด้วย ก็ได้เห็นอีกมุมที่แตกต่างออกไป ได้เรียนรู้นั่นหละ

 

“การหาเพื่อนไปเที่ยวด้วยบางทีก็จะได้หลุดจากโลกของตัวเองซะบ้าง”

– คำกล่าวของกระผมเอง

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)