Fuji X-E2

หนึ่งสัปดาห์กับการใช้กล้องใหม่ ขอเรียกว่าเป็น First Impression แล้วกัน

ภาคสอง หลังจากใช้ไปห้าเดือน

รีวิวเลนส์ XF 35mm f1.4 R

รีวิวเลนส์ XF 23mm f1.4 R

The Quest of 2nd Camera

หลังจากใช้เจ้า 6D กับ 24-70 F/2.8 มาปีนิดๆ สิ่งที่เจอคือว่าการไปเที่ยวมันดูทรมานขึ้น คิดดูว่ามีของหนัก 1.5 โลคล้องคอไว้เกือบตลอดเวลา แถมยังไม่พอ มีลูกๆอีกสองตัว สภาพมันก็เลยไม่ค่อยต่างจากกรรมกรแบกข้าวสารเท่าไหร่ เดินๆลุยๆนิดหน่อยก็ปวดหลังแล้ว (ไม่ใช่ว่าสำออยนะ แบกกล้องพร้อมขาตั้งขึ้นถึงยอดฟูจิก็ทำมาแล้ว)

พออยากจะเอามาถ่าย street แค่ยกกล้องออกมามันก็ดูไม่เป็นมิตร

จริงอยู่ว่าก็มี S100 ไว้ใช้งานพวกนี้ พกพาสะดวก ให้คนอื่นถ่ายรูปให้ก็ง่าย ทำตก หกล้มอะไรก็เบาใจ (กับกล้องราคาเจ็ดพัน… ก็ยังดีกว่าแสนสอง) แต่ว่ามันก็ถ่ายไม่สนุก แล้วมันก็ทำเรื่องชัดตื้นได้ยากเลย อีกอย่างคือ RAW ไฟล์ พอเอามาทำแล้วก็ไม่เหมือนกับ JPG จากกล้อง (แก้ด้วยการใช้ JPG อย่างเดียว) ปรับอะไรเพิ่มนิดหน่อยก็น๊อยส์กระจายแล้ว รูปมันก็ออกมาโอนะ แต่พอโดนสปอยด์ด้วย Full Frame แล้วมันก็ยากที่จะไปเที่ยวด้วยกล้องคอมแพคอย่างเดียว

อีกอย่างคือกล้องมือถือมันก็ตามมากระชั้นมากแล้ว เดี๋ยวนี้ยิ่งเจอ burst mode, hdr แต่งรูปได้ในตัว แถมอัพรูปได้ทันที กล้องคอมแพคที่ไม่มีไวไฟมันก็ดูสู้ไม่ได้ (ถ้าไม่นับว่าคุณภาพรูปยังดีกว่านะ)

Need ที่ว่าอยากได้กล้องตัวเล็กๆเบาๆไว้ไปเที่ยวชิวๆได้ และคุณภาพรูปก็ยังดีอยู่มันเลยอยู่ในหัว

เราเลยมีการวาง positioning ของกล้องตัวนี้ไว้แบบนี้

  • ต้องการถ่ายรูป – 6D ครบชุด, กล้องเล็กไส่ fix ไว้สักช่วงที่กล้องใหญ่ไม่ได้ใส่ตอนนั้น แล้วก็เดินห้อยไปทั้งคู่ ดูบ้าหอบฟางมากขึ้น
  • เที่ยวชิวๆ – ใช้กล้องเล็กติด kit ไป เอา fix ไปสักตัวสองตัว
  • งาน event ต่างๆ – ใช้กล้องเล็กนี่หละ ไม่เป็นที่แตกตื่นดี (ใช้กล้องใหญ่จะเหมาว่าเป็นช่างกล้องไปหมด)

พอมาดูๆกลุ่ม mirrorless แล้ว choice แรกที่อยากตัดไปก่อนคือ micro4/3 ไม่ใช่ว่าภาพไม่ดี ภาพดีเชียวหละ (เคยเอา GF-1 กับ 20mm ไปเล่น ภาพคมกริบมาก) แต่ว่าอยากเล่นกับ depth of field มากกว่า ซึ่งจริงๆเลนส์ฟิกก็พอช่วยได้ แต่พอดูอย่างเช่น 23 f/1.4 บน Crop เท่ากับ 17 f/1.1 บน m43 ซึ่งถ้ามีเลนส์นี่จริงคงแพงมาก

พอตัดไปมันก็เลยเหลืออยู่หยิบมือเดียว ก็มีของโซนี่(ที่จริงๆแล้วเซ็นเซอร์ก็ดีนะ) ฟูจิ (รู้จักแต่ฟิลม์) แคนอน (ไม่ยอมปั้นให้มันดัง สงสัยกลัวดึง DSLR) ซัมซุง (แบนตั้งแต่ลอกไอโฟนมา) ไลก้า (แพง) รีโก้ (แบรนด์เริ่มไม่คุ้นเคย) แพ็นแท็กซ์ (ไม่คุ้นเคยเหมือนกัน) ก็หยุดอยู่แค่นั้นก่อนเพราะยังไม่มีตังค์ซื้อ (เหตุผลง่ายๆ)

แล้วช่วงนี้โบนัสออก ประกอบกับได้อ่านรีวิว บอกว่ากล้องตัวนึงคุณภาพรูปดี แล้วโฟกัสไม่ช้าแล้ว แต่ที่สะดุดตาคือรูปร่าง มันรีโทรมาก ยิ่งค้นก็บอกว่ายี่ห้อนี่ให้ไฟล์ภาพเป็นเอกลักษณ์ ก็เลยตัดสินใจซื้อมาลองเลย (ไปเจอโปรผ่อนสิบเดือน ได้ลด 18% อีก ลดจากราคาหน้าร้านไปอีกเจ็ดพันบาท; ถ้าไม่ลดก็ไม่ซื้อ)

มีเหตุผลอีกอย่างก็คืออยากรู้ว่าตอนนี้ Mirrorless (ต่อไปขอเรียกว่า MILC) มันไปไกลถึงไหนแล้ว แล้วพร้อมที่จะทุบหม้อย้ายบ้านจาก DSLR ได้หรือยัง

Fuji X-E2

สองเวลา สไตล์คล้ายๆกัน (ซ้าย: Nikon FG ที่มีทายาทเป็น Df ขวา: Fuji X-E2)

ก่อนจะเข้าเรื่อง… สิ่งที่ Retro-style Camera ควรจะมีคือ

  • Faux Leather ถึงแม้จะปลอมๆ แต่จับแล้วมีพื้นผิวดี
  • มีบอดีสีเงินๆอยู่ด้านบนและล่าง
  • มีหัวกระโหลก (ของเก่าไว้ใส่แก้วสะท้อนภาพ)
  • มีปุ่มให้หมุนๆเยอะๆ

กล้องฟูจิตัวนี้ให้คำตอบถึง 3 ใน 4 ข้อข้างบน ยกเว้นเรื่องมีหัวกระโหลก เพราะนี่เป็นสไตล์อีกแบบนึงที่เรียกว่า Rangefinder (เข้าใจเอาเองว่าเมื่อก่อน SLR มันแพงเพราะแก้วสะท้อนภาพ ก็เลยทำแบบนี้ขึ้นมาให้มีช่องมองภาพตรงๆ เพื่อเป็นกล้องราคาประหยัด พอมาเป็น MILC ก็อาศัยการออกแบบทรงนี้ให้มันไม่ต้องมีหัวกระโหลกนูนๆขึ้นมา ได้ทั้งสไตล์โบราณ ได้ทั้งความเล็กของกล้องไปด้วยในตัวเลย)

Body

มาดูตัวกล้องกันบ้าง รูปแรกๆจะเห็นว่ามันพอๆกับ Nikon FG เลย (ฟิลม์ 35mm) แต่พอจะเขียนไปแบบนี้คงดูยากเพราะคงไม่มี FG ที่บ้านกันทุกคน งั้นขอเทียบกับ Canon 6D แล้วกัน (ซึ่งขนาดก็จะใกล้ๆกับ 7D)

บอดี้ดูเล็กนะ แต่เล็กขนาดไหน?

คู่กับ Normal Zoom ตัวนึงเทพ อีกตัวรองๆเทพ (ปล. รูปนี้ถ่ายด้วยกล้องคอมแพ็ค เพิ่งรู้ว่ามันถ่ายได้คุณภาพขนาดนี้เลย 0_o)

จากการค้นคว้าหาข้อมูลน้ำหนักมา พบว่า Body 6D หนัก 755 กรัม ส่วน 24-70 f/2.8 หนัก 805 กรัม น้ำหนักรวมตอนห้อยคอก็แค่ 1560 กรัม หรือ 1.5 โลเอง (ถ้าเปลี่ยนเป็น f/4.0 ก็ลดไปอีก 200 กรัม)

ส่วน X-E2 Body หนัก 350 กรัม ตัว 18-55 f/2.8-4.0 หนัก 310 กรัม น้ำหนักรวม 660 กรัม

…หมายความว่า พก 6D ไปแค่บอดี้ถ่ายรูปไม่ได้ เท่ากับเอา X-E2 ไปถ่ายรูปได้เลย o_0

หรือจะหาเคสหุ้มทั้งตัวแล้วโยนใส่เป้ (พูดให้เห็นภาพเฉยๆนะ) ก็ไปเที่ยวได้แล้ว! (แต่อย่าลืมที่ชาร์ทและแบตเสริม) ไม่ต้องมีกระเป๋ากล้องแยก ความสะดวกมันอยู่ที่นี่หละ!!!

ด้านหน้าเรียบๆ ปุ่มควบคุมแทบจะไม่มี กริ๊บก็อันเล็กๆ ไม่ให้ดูเด่นเกิน มีไฟช่วยโฟกัสอยู่ด้านบน (ปิดได้ถ้าไม่อยากให้เจ้าตัวรู้)

ด้านหน้าเรียบๆ ไม่เด่นเกิน ดูเป็นมิตรกับผู้คน (จะยิ่งเป็นมิตรมากขึ้นถ้าเลือกสีดำ) ตัวเลนส์คิตอาจจะยาวเกินไปหน่อย แต่ก็มีเลนส์ pancake บางๆให้ใส่ได้เหมือนกัน (Canon ก็มี แต่บอดี้ก็เด่นแล้ว)

ด้านหลังเป็นแนวกล้องดิจิตอลทั่วๆไป มี made in Japan ให้ภูมิใจเล็กๆว่าไม่ได้ประกอบที่จีนเหมือนกล้องบางรุ่น

ด้านหลังเป็นปุ่มควบคุมทั่วไป มีปุ่ม Q ไว้เป็นศูนย์รวมการปรับแต่งค่าต่างๆ (เหมือนปุ่ม Q ของ Canon) มีปุ่ม AF ไว้เลือกจุดโฟกัส มีปุ่มหมุนๆข้างๆปุ่ม Q ไว้ทำหลายสิ่ง ด้านหลังมีปุ่มที่เราจะเปลี่ยนฟังก์ชันได้เองสามปุ่มด้วยกันคือ

  • AE – ปกติเป็นตัวเลือกโหมดการวัดแสง (แต่ว่ามันมีโอกาสวัด backlit ได้อยู่ เลยไม่เปลี่ยน)
  • Fn2 – ปกติเป็นตัวเลือก White Balance แต่ว่าก็ดูเหมือนว่าวัดถูก ตอนนี้เลยเปลี่ยนเป็นตัวเลือก film simulation แทน
  • AF – ตัวเลือกโฟกัส จะเปลี่ยนก็ยังไงอยู่ เพราะว่ามีจุดให้เลือกโฟกัสตั้ง 49 จุด เผื่อไว้ถ่ายคนจะได้ไม่ต้องโฟกัสตรงกลางทุกครั้ง

วิธีเปลี่ยนก็คือกดปุ่มนั้นค้างไว้ แล้วเดี๋ยวก็จะมีเมนูให้เลือก

มุมบนซ้ายคือ EVF (Electronic Viewfinder) ที่ความละเอียดสองล้านกว่าจุด

ด้านบน มีไฮไลท์ของกล้องคือปุ่ม manual control

ด้านบนก็มีปุ่มปรับ Shutter Speed และก็ปุ่มปรับ EV ปุ่มปิดเปิดกับปุ่มถ่ายรูปชุบโครเมี่ยม (กลัวจะลอกง่าย) แล้วก็ปุ่ม Fn (โหมดถ่ายรูปปกติจะเป็น ISO – แต่เปลี่ยนได้ ; โหมดดูรูปจะเป็นการเข้าใช้ Wifi – เหมาะกับการแชร์เร็วๆ)

Key Features

เอาจริงๆหละ สิ่งที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อนอกเหนือจากความเล็กและเบาคือ

  1. สไตล์ Retro ที่ปุ่มหมุนๆไม่ใช่ PASM
  2. Sensor ที่เค้าบอกว่าดี กับไฟล์ที่เป็นเอกลักษณ์
  3. EVF ที่ละเอียดและ framerate สูงเพียงพอ
  4. Focus ที่เร็วในระดับที่ใช้ได้ แม้ไม่เท่า DSLR ก็ตาม
  5. เลนส์ดีๆ ราคาหยุดที่สี่หมื่น

ด้วยความที่ใช้แต่ Canon พอมาเจอกล้องอีกยี่ห้อ การออกแบบมันก็มีความในใจไม่เหมือนกัน

Direct Control

คงมีการประชุมกันในทีมออกแบบและคงมีคนเสนอความคิดว่า… ไหนๆก็ทำแบบ Retro แล้ว ก็น่าจะให้ความรู้สึกเหมือนการใช้กล้องเก่าๆจริงๆดีกว่าไหมหละ? ข้อสรุปที่ได้ก็เลยเป็นการควบคุมเฉพาะแต่ละอย่าง

  • Aperture – ปรับรูรับแสง วงนี้อยู่ที่เลนส์
  • Speed Shutter – อยู่ที่ตัวกล้อง เหมือนของดั้งเดิม (ถ้าอยากปรับ 1/3 stop ก็ต้องใช้ปุ่มหลังเครื่อง)
  • EV – ก็อยู่ที่ตัวกล้องเช่นกัน

ขาดไปหนึ่งอันคือ ISO ที่มีผลต่อแสง (แต่อันนี้ก็เก็บไว้ให้ X-T1)

สิ่งที่ได้มาคือ การควบคุมที่มันบอกได้เลยว่า อืม เราอยากปรับรูรับแสงนะ ก็มีวงที่เลนส์ให้หมุนเลย อยากจะปรับ shutter speed ก็ปรับตรงๆได้เลย พอดูผ่านจอ ภาพมืดไป ก็เห็นชัดๆว่าต้องปรับที่ไหน

แต่ก็ต้องมีคนถามว่า เคยชินกับโหมด PASM แล้วจะใช้ยังไง? ก็ง่ายๆ อยากได้โหมด A ก็ปรับ Speed Shutter เป็น Auto อยากได้โหมด S ก็ปรับ Aperture เป็น Auto อยากได้โหมด P ก็ปรับทั้งคู่เป็น Auto พอจะใช้โหมด M ก็เลือกเลยว่าอยากให้อะไรเป็นอะไร

สำหรับเลนส์คิต ที่วงแหวนไม่มีเลขรูรับแสง การเปลี่ยนโหมด Auto Aperture ก็เพียงแค่เลื่อนสวิทซ์อันเดียวเท่านั้น

มันง่ายๆแบบนี้เลย ถ้าพอมีความรู้เรื่องการถ่ายรูปมานิดหน่อย การได้ควบคุมด้วยของจับต้องได้มันจะเห็นภาพการทำงานของกล้องได้เยอะขึ้นเลยนะ (เทียบกับเห็นเลขเป็น stat)

ปล. กล้องฟูจิที่เป็นแบบนี้ จะมีแค่ซีรี่ยส์ X-70, X-100, X-Pro, X-T และ X-E ถ้ากล้องตลาดลงๆมาจะเป็น PASM เหมือนเดิม

Sensor

ตัวนี้เป็น X-Trans II ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็นเซ็นเซอร์ที่ให้ภาพคมเทียบกับ FF ได้เลย เพราะว่าตัดเอาฟิลเตอร์ที่คั่นหน้าเซ็นเซอร์ออกไปหนึ่งอัน ลองถ่ายจริงๆมันก็คมนะ (แต่ก็แอบปรับ Sharpness +1)

JPG Sharpness+1 (Standard/Provia) 20mm f/11 1/480s ISO 400 (รูปไฟล์เต็ม)

ซูม 100% แต่ขออภัยที่ Sharpness+1

รูปที่ออกมามันบอกได้ว่า… ไม่ต้องปรับ Sharpness +1 ก็ได้นะ (ขออภัยที่ถ่ายแต่ JPG) แต่พึงระลึกไว้ว่า คุณภาพ Sensor มันก็คือ APS-C นี่หละ ความคม ความไวแสง มันก็เหมือนๆกับกล้องตัวอื่น แต่อาจจะดูตื่นตาตื่นใจกับบอดี้ที่มันเล็กลงเท่านั้นหละ

Film Simulation

แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับกล้องทั่วๆไปคือ Film Simulation ที่คล้ายๆกับ Picture Style ของ Canon แต่โหลดเพิ่มเองไม่ได้ แต่ว่ามีเอกลัษณ์เฉพาะตัวของฟูจิจริงๆ

โหมดสีมีห้าแบบ Standard/Provia, Velvia, Astia, Pro Neg Hi., Pro Neg. Std โหมดขาวดำมี B&W, Monochrome เน้นสีเหลือง สีแดง สีเขียว แล้วก็ซีเปีย ตอนนี้ยังเล่นๆไปเรื่อย แต่ถูกจริตกับ Astia มากสุด มันให้สีนวลๆตาดี

สีสันนวลตา (Astia) รูปจริง

ภาพคนก็ให้สีสบายตาเช่นเดียวกัน (Astia) รูปจริง

มีนิดหน่อยคือโหมด Standard/Provia ให้สีจืดไปหน่อย Velvia ทำ Shadow หาย แต่ว่าพวกนี้มันน่าจะมีการใช้ในลักษณะเฉพาะของมันหละ เป็นสิ่งที่ค่อยๆเรียนรู้ต่อไป

เท่าที่เล่นตอนนี้ ขอบอกว่าชอบมากๆ

Usage

ถ้าให้อวยทุกอย่าง รับรองว่าชั่วโมงนึงคงอ่านไม่หมด (และเขียนคงหลายวันเกิน) ที่เหลือขอใส่เป็นจุดๆหละกัน

Handling

  • การจับก็ค่อนข้างถนัดมือ แต่พอใส่เคสที่แถมมาให้ (ไม่ได้ถ่ายรูปมา) มันไปบดบังกริ๊ป ทำให้จับถนัดน้อยลง
  • อีกอย่างที่ต้องพูดถึงคือเลนส์ 18-55 f/2.8-4.0 ที่ให้มาด้วย งานประกอบดีมาก ไม่เคยเจอเลนส์คิตที่ใช้โลหะมาทำ (ฟูจิใส่มาไม่ยั้งแบบนี้ เหล่าคนถ่ายรูปจะไม่ชอบได้อย่างไร)
    • อีกอย่าง(ครั้งที่สอง) ที่ต้องพูดคือมันเป็นเลนส์คิตที่ดีมากๆ แค่ f/2.8 ที่ 18mm นี่ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีแล้ว แถมว่าก็คม โบเก้ก็สวย ตอนแรกที่คิดว่าจะขายคิตก็เปลี่ยนใจเลย

EVF

EVF 2 ล้านพิกเซล เห็นเหมือนจอหลังกล้อง

  • ปกติมองหลังจอมันก็ทำให้ถ่ายรูปได้แล้ว แต่ว่าถ้าเจอสภาพแสงแดดเดือนเมษาเข้าไป จอที่สวยสดใสมันก็โดนกลบไปได้ EVF เลยก้าวเข้ามาช่วยในการถ่ายภาพในที่ๆแสงแยงตาเหล่านี้
  • EVF ทำได้ทุกอย่างเหมือนกับจอหลังกล้อง นอกจากดู live view ได้แล้ว ยังเข้าหน้าเมนู ดูรูปที่ถ่ายไปแล้วก็ได้
  • EVF นี่ดีกว่า OVF คือจะเห็น effect ที่เราปรับแต่งไปทันที ความสว่างของรูปก็เห็นทันทีด้วย
  • แต่ว่าสี EVF ไม่ตรงกับหลังกล้อง อาจจะเป็นเพราะ OLED
  • Refresh rate ไม่ได้แย่ ออกจะดีเลยด้วยซ้ำ แต่ได้ลองจับ X-T1 ดูแล้วตัวนั้นกินขาด จอใหญ่มาก refresh rate ก็ดีกว่า (แบบว่าถ้าจะถ่ายจริงจังนี่ซื้อตัวนั้นไปได้เลย)
  • มีเซนเซอร์ปิดจอหลังกล้องเวลาแนบตาไปที่ EVF แต่ว่าก็สามารถเลือกให้ปิดจอไหนก็ได้ (โหมดน่าสนใจคือปิดจอหลังตลอดเวลา แล้วเปิด EVF ตอนที่มอง น่าจะช่วยประหยัดไฟได้)

Focus

ปุ่มเลือกโหมดโฟกัส

  • วืดบ้าง วืดเยอะ ในที่ๆคอนทราส์ไม่ค่อยจะมี แต่ที่คอนทราส์เยอะก็ไม่ใช่ว่าจะวืด (มีการโฟกัสในจุดที่ไม่ควรจะเป็น)
  • หลังกล้องมีปุ่ม AF ไว้เลือกจุด (อ่านต่อในส่วน control)
  • ถ้าจับคู่กับเลนส์บางตัว (อย่างเช่นคิต) ก็โฟกัสเร็วใช้ได้ แต่ก็ยังสู้ dslr ไม่ได้ (สำหรับกล้องไปเที่ยว แค่นี้ก็พอแล้ว) ถ้าจับกับเลนส์ช้าๆแล้วก็ใช้เวลาหน่อย

Control

  • โหมด PASM ไม่ต้องมีที่หมุนแยก หรือต้องปรับผ่านจอ แต่ว่าใช้มือหมุนจริงๆเลย (A ก็คือหมุนวง SS ไปที่ A – ส่วนเลนส์ก็จะมีวงให้หมุนเอง ถ้าเป็น fix บางตัวก็จะเป็นวงแบบมีเลข f เลย, S ก็ปรับเลนส์ให้เป็น A, P ปรับเลนส์ให้เป็น A ปรับ SS ให้เป็น A, M ก็หมุนปรับเองทั้งคู่
  • ไม่มีปุ่ม ISO กับ WB โดยเฉพาะ ก็ใช้ผ่านปุ่ม custom fn.
  • มีปุ่มโฟกัสแยกออกมาเป็น single focus, continuous focus แล้วก็ manual
  • ที่พิเศษคือมีปุ่ม AF-L มาให้ด้วย และเอามาใช้ใน manual mode ได้ (สำหรับเลนส์ที่กล้องมัน Auto focus ให้นะ)
    • usecase มันจะเป็นว่า โฟกัสก่อน วางองค์ประกอบ แล้วค่อยถ่ายรูป แบบนี้การกด shutter จะไม่ไปโฟกัสใหม่ (6D ที่ใช้อยู่ก็ทำแบบนี้ได้ แต่ต้องเข้าเมนูและกดสามสี่ครั้ง อันนี้แค่หมุนกริ๊กเดียวจบ)
    • ถ้าอยู่ single focus mode ปุ่ม AF-L จะกลายเป็นว่าถ้ากดค้างแล้วกดปุ่มชัตเตอร์ ทีนี้มันจะไม่โฟกัสใหม่ตอนกดครึ่งทางหละ (ชอบ)
  • โหมด manual focus จะมีตัวช่วยคือ focus peeking กับ split image
    • peeking คือมันจะไฮไลท์ขอบที่มันคิดว่าชัด (แต่เป็นสีขาว ดูลำบากหน่อย)
    • split นี่ยังจับทางไม่ได้ แต่แนวๆว่ารูปจะเหลื่อมกันจนกว่าจะเข้าโฟกัส
    • เหมาะกับการใช้เลนส์มือหมุนมากกว่า dslr เพราะอันนั้นไม่มีตัวช่วยอะไรเลย นอกจาก Live view และตาตัวเอง (นึกถึงใช้เลนส์ 100 2.8 มาหมุนผ่าน view finder ว่าเข้าโฟกัสยัง ยังไงตาคนก็แยกไม่ออกระดับนั้นนะ)
    • EVF นี่ได้ประโยชน์สูงสุดตอนนี้หละ คือนอกจากจะมีฟังก์ชันช่วยโฟกัสแล้ว ยังซูมเข้าไปดูได้อีกว่ามันชัดจริงๆหรือเปล่า
  • สำหรับแบบ auto focus จะมีให้เลือกแบบเป็น grid 49 จุด หรือว่าจะเป็นแบบให้มันเลือกให้ (คิดเอาเองว่าจะโฟกัสอะไร กับโฟกัสตามหน้า)
    • แบบ grid ปรับขนาดจุดโฟกัสได้ แต่พอปรับเล็กๆแล้วโฟกัสวืดบ่อย
  • มีปุ่ม AE-L ให้ด้วย (ไว้ล็อคแสงนั่นหละ)
  • Custom function
    • AE (ด้านซ้ายจอ), Fn2 (ด้านซ้ายจอ), AF(ปุ่มล่าง), Fn (ด้านบน ข้างๆปุ่มเปิดปิดกล้อง)
    • วิธีการ assign ก็คือกดปุ่มค้าง หรือไม่ก็ผ่านเมนู
    • สังเกตุว่าถ้าเลือกฟังก์ชันอันไหนให้ใช้ปุ่ม เวลากดจะพรีวิว รูป และมีคำอธิบายด้วย
    • แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องไปปรับที่ Q menu ซึ่งจะไม่มีพรีวิว หรือคำอธิบาย

Wifi

  • โหลดแอปที่ชื่อว่า Fuji Camera Application
  • ส่วนที่กล้อง เข้าโหมด wifi (ต้องเข้าจอนี้ค้าง ไม่งั้นไวไฟจะปิด)
    • ถ้าอยู่ในโหมดดูรูป ก็กด fn.1 ได้เลย (ปุ่มมันหลากหลายหน้าที่จริงๆ)
  • ที่มือถือ เลือกสัญญาณไวไฟเป็นกล้อง
  • พอต่อเสร็จก็เปิดแอป แล้วกดว่าจะทำอะไร ส่งรูปจากกล้อง (เลือกรูปด้วยกล้อง แล้วมันจะส่งให้ไปที่โทรศัพท์); เลือกดูรูปในกล้อง (โหมดปกติ โหลดรูปที่เลือกได้); gps tagging
  • ถ้าใช้โหมด GPS จะมาอัพเดทว่าเป็นยังไง

Battery

  • คิดง่ายๆว่าทุกครั้งที่เปิดกล้อง ก็เหมือนเปิดโหมด liveview
  • ดังนั้นแบตก็เลยโดนดูดเต็มพิกัด
  • ประมาณการได้ว่าหนึ่งก้อนอาจจะอยู่ได้เลย”ครึ่งวัน”มานิดหน่อย
  • แบตสองก้อนน่าจะพอต่อวัน แต่ถ้าสามก้อนน่าจะโอ (ต้องออกทริปถึงจะรู้)
  • เทียบกับ dslr เปิดไว้แต่ไม่เปิดจอนี่แทบจะไม่กินแบตเลย

Post Process

  • มีคนทำ profile correct ของ 18-55 ใน lightroom มาให้แร้ว โหลดที่นี่
    • แต่เอา JPG จากกล้องมาดู มันก็ไม่เห็นทำ profile correction ให้เลย
    • update: ค้นคว้าต่อไปพบว่า กล้องมันใส่ Profile มาให้เลย ไม่ต้องโหลด profile เพิ่ม
  • แต่ว่ายังหาตัว simulate film บนคอมไม่เจอ (เห็นได้ยินมาว่า Adobe Camera Raw ก็จะมีอัพเดทเพิ่มมาให้ด้วย)
    • update: Lightroom ตัวใหม่มีให้แล้ว แต่สีไม่เหมือนจากกล้อง
  • แต่ก็ชอบตัว JPG Engine ของกล้องนะ
  • ตอนนี้กะว่าจะถ่าย Raw อย่างเดียว แล้วค่อยทำ JPG หลังกล้องไปก่อน เวลาเข้า LR ก็อาจจะเอามาโพรเซสแบบปกติๆทั่วไปๆได้ด้วย
    • update: สรุปว่าถ่าย Raw+JPG แล้วมาเลือกทีหลัง

 

สรุป

เพิ่งใช้ไม่ถึงสัปดาห์ แต่ว่าประทับใจในหลายๆเรื่องเลย

ถ้าพูดถึงฟูจิ สิ่งแรกที่ชอบคือไฟล์รูป JPG สีมันเฉพาะจริงๆ พอการใช้ EVF มันลื่นขนาดนี้ กับตัวโฟกัสค่อนข้างไว้ใจได้ระดับนึง การถ่ายรูปมันก็ไม่ต้องพะวงมาก เลนส์ตัวเทพราคาก็ยังหยอดกระปุกซื้อได้ (23mm รอหน่อยนะ) ถ้าอยากได้กล้องที่ไว้ใจได้มากกว่านี้ สมบุกสมบันมากกว่านี้ ก็ยังมี X-T1 ให้เลือก

อีกอย่างเล็กๆ คือการออกแบบ บางจุดมันจะมีมุมให้เราชอบวัตถุชิ้นนั้นได้ (เกิด emotional attachment) ไม่รู้ว่ารู้สึกไปคนเดียวหรือเปล่า แต่ว่าการหมุนปรับรูรับแสงเอย ปรับความเร็วชัตเตอร์เอย มันเหมือนว่าเราเปลี่ยนแปลงภาพที่ออกมาจริงๆ ไม่ใช่ว่าเราหมุนๆนู่นนี่ๆด้วยปุ่มที่เปลี่ยนการใช้งานไปเรื่อย แล้วก็ได้ภาพมา แม้ว่าจะเหมือนกัน แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน

ส่วนความเป็น Retro ก็เหมือนเป็นจุดขาย เพราะว่ากล้องดิจิตอลตอนนี้มันออกแบบมาให้ล้ำ ให้เหมาะมือ แต่ลืมความสวยงามแบบเก่าๆไป (จริงๆมันก็น่าจะเริ่มตั้งแต่ที่ instragram จุดประกายไว้) การเอาแนวของดีไซน์เก่า บวกกับทำฟิลเตอร์เลียนแบบชื่อฟิลม์เก่าๆดังๆ มันก็จุดติดคนบางกลุ่มได้นะ

Astia 30mm f/3.6 1/60 ISO 1600

มองภาพรวมบ้างหละ ส่วนตัวคิดว่า MILC ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ 100%

  1. คนอยากได้กล้อง DSLR เพราะถ่ายรูปสวยกว่าคอมแพ็ค แต่งบไม่ถึงที่จะขยายเลนส์ลูกหลาน – เพราะเลนส์ดีๆเหล่านั้นมันแพงเกินเอื้อม MILC ตอบได้เพราะรูปคุณภาพดีเทียบเท่ากัน เลนส์ก็ไม่แพงมาก ฟีเจอร์ก็ไม่ได้กดให้น้อย -> สำหรับคนที่คิดจะซื้อ 1100D หรืออะไรทำนองนี้… หยุดคิดสักนิด
  2. กลุ่มคนไปเที่ยว ที่อยากได้รูปสวยๆ – ตอนนี้สามารถเดินชิวได้แล้ว

ถ้าเป็นช่างกล้องนี่แล้วแต่คนเลย (คำเตือน: ข้าพเจ้าเป็นแค่คนถ่ายรูป ไม่ยึดงานถ่ายภาพเป็นอาชีพ) เพราะเค้าเป็นคนเลือกเครื่องมือได้เองว่าอะไรเหมาะ อะไรไม่เหมาะ (ส่วนเราเอาเงินที่ควรจะไปซื้อรถมาซื้อนี่แทน) ถ้าอยากได้พกพาสะดวก คุณภาพรูปดี โฟกัสดี บอดีเป็นทางการมากกว่า รุ่นที่ดีกว่า X-E2 ก็มี (Full Frame อาจจะไม่จำเป็นสำหรับบางงานก็ได้)

ส่วนกล้องใหญ่… อนาคตมันไม่แน่นอน ถ้าได้ workflow การ process รูปดีๆมานะ

ส่วนแคนอน ควรจะเอาเซ็นเซอร์ของ 70D มาใช้ได้แล้ว

รภรัตน์

ปล. ใช้มาหนึ่งสัปดาห์เรามิอาจเรียกได้ว่าเป็นรีวิวหรอก (เลยอัพเดทเพิ่มข้อความปกป้องตัวเองไปก่อน)

ปล2. รีวิวแบบมนุษย์ปกติทั้งหลายกำลังเขียนอยู่ แต่ต้องรอออกทริปสักครั้งถึงจะสรุปได้

Roparat Sukapirom

blogger at roparat.com
A geek with a camera.
Roparat Sukapirom

Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)