ตะลุยเกาะคิวชู วันที่ 6: ครึ่งวันในนางาซากิ

มาวันที่หกแล้ว ตอนนี้เริ่มล้าเต็มที่หละ แต่ทริปยังไม่จบ ก็ต้องลุยต่อ

(10/1/2015- ใส่ลายน้ำรูปหัวบล็อก)

มีตอนของกินโดยเฉพาะแล้วนะ ตามไปดูที่ นางาซากิ (ภาคที่สอง) ได้

ตื่นเช้ามาอาบน้ำเก็บของลากกระเป๋ามาฝากที่สถานีรถไฟ (สายนิดๆเพราะยังไงก็ต้องรอให้ Tourist Center เปิดก่อน) แล้วก็ซื้อตั๋ว one day pass นั่งรถรางชมเมือง

การเดินทางในนางาซากิก็คล้ายๆกะฮิโรชิม่าที่มันเดินทางด้วยรถรางหละ

การเดินทางในนางาซากิ

รถราง เที่ยวละ 120 เยนขาดตัว หรือจะซื้อ Pass ก็ 500 เยน ต่อหนึ่งวัน พอซื้อพาสเสร็จเค้าก็จะให้แผนที่ท่องเที่ยวมาตามรูปเลยครับ (ดูภาพใหญ่) [ปล.รูปนี่ถ่ายเองครับ ฝากให้เครดิตด้วย]

 

แต่เริ่มต้นวันก็นั่งรถรางผิดฝั่งแล้ว แต่ไหนๆก็เลยตามเลย แวะหน่อยหละกัน

Nagasaki Peace Park

คิดว่าลงคนละป้ายกับเมื่อวานนะ แล้วก็เดินหลงทิศหลงทางมาเรื่อยจนถึงแถวๆ Museum ที่เมื่อวานไม่ได้เดินผ่านมา (แต่ก็ไม่ได้แวะ เพราะรู้ว่าแวะแล้วจะดูได้ไม่เต็มอิ่ม; เก็บไว้คราวหน้า)

แถวๆนี้ซากุระก็ยังบานสะพรั่งอยู่ แต่ดอกก็เริ่มเหี่ยวแล้ว (อาการแบบกระดาษกรอบๆ มันดูแห้งๆอะ)

เต็มช่อดีนะ

เริ่มเหี่ยว ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สวย

เดินแวะมาที่ Hypercenter จุดศูนย์กลางการระเบิด (ลูกนี้เค้าระเบิดบนอากาศ)

และก็เดินมาซ้ำที่เดิม แต่มุมเปลี่ยนได้เรื่อยๆ

กับร่องรอยที่เหลืออยู่

เหมือนจะเห็นคนถ่ายรูปกับรูปปั้น แล้วยกแขนทำท่าตาม ใจนึงก็อยากทำ แต่อีกใจมันก็ดูไม่เคารพกับสถานที่

จากนั้นก็เดินกลับมาขึ้นรถราง และอ่านไกด์เพื่อตัดสินใจว่าจะไปไหนต่อดี

Kofukuji Temple & Meganebashi

หลังจากดูๆแผนที่แล้ว เลยตัดสินใจจะมาที่วัด Kofukuji ก่อน ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดแห่งแรกของนิกาย Obaku ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของนิกายเซนในญี่ปุ่น

นี่คือทางเดินผ่าน คลองมันเอาหินมาเรียงซ้อนๆกันดูคลาสิกดี

นี่คือตัววัด (บริเวณวัดแคบมาก)

จากนั้นก็เดินตามแม่น้ำนากาชิมะไปเรื่อยๆก็จะถึงสะพานแว่นอีกแห่งของญี่ปุ่นแล้ว อันนี้มันก็คล้ายๆกะที่พระราชวังอิมพีเรียลนะ แต่ใหญ่กว่าและเดินข้ามได้

เพิ่งสังเกตุว่าถ่ายรูปมาแล้วไม่เห็นเป็นแว่น

ขอถ่ายรูปคู่หน่อยหละกัน ใช้ฟีเจอร์ Smartphone Remote ของ 6D ให้เป็นประโยชน์

อันนี้ก็เป็นชื่อสะพาน และสถานที่ใกล้เคียงตามแม่น้ำ (ที่เหมือนคลองมากกว่า) (ดูรูปใหญ่)

หลังจากถ่ายรูปเวิ่นเว้อได้สักระยะนึงแล้วก็นั่งรถรางไปต่อ

Glover Garden

เนื่องจากลงสุดสาย และเดินขึ้นด้านหลัง ก็เลยเจอทางขึ้นตระหง่านอยู่ข้างหน้า

แต่โชคดีที่มีบันไดเลื่อน รอดตัวไป

Glover Garden?เป็นละแวกบ้านเก่าๆสมัยยุคที่ฝรั่งเข้ามาทำการค้าขายกับญี่ปุ่นที่เมืองนางาซากิ บ้านพักต่างๆก็ถูกเก็บรักษาให้เหมือนกับยุคสมัยนั้น สิ่งที่จะพบได้คือวิวเมืองที่สวยงาม เพราะว่าสวนนี้ตั้งอยู่ที่เนินเขา

ช่วงซากุระ ขนาดป้ายชี้ทางยังสวยเลย

วิวพาโนรามา นี่ขนาดไม่ใช่ที่วิวหนึ่งล้าน ยังสวยเลย

ถ้ามีโอกาสอีก ก็อยากมาที่นี่ตอนโพล้เพล้ๆ ถ่ายรูปพาโนตอนพระอาทิตย์ตกก็คงสวยมิใช่น้อย

ที่นี่ซากุระยังบานดีอยู่ ก็ถ่ายรูปอีกแล้ว

บ้านสไตล์ยุโรป เดินเข้าไปดูได้ด้วย

นี่ก็อีกหลัง

เล็งมุมดีๆหน่อย ให้ซากุระเป็นจุดนำสายตา

พอชมด้านบนเสร็จ ด้านล่างก็ยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงพวกเครื่องไว้แห่ตอนงานเทศกาลอีกด้วย มีทั้งเสลี่ยง มีทั้งมังกร

เสลี่ยงเรือ

มังกร

ระหว่างทางลงมา ก็แวะโบสถ์ Oura นิดนึง (ข้างในไม่ค่อยมีอะไร) แล้วก็แวะกินขนม (เพราะยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง) เป็นคล้ายๆกับหมั่นโถว แล้วก็มีหมูสามชั้นอยู่ข้างใน (ฟิน) แล้วก็เค้กเนย ที่เป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ (นอกจากราเมง)

Oura Church นี่ถือเป็นสมบัติแห่งชาติของญี่ปุ่นเลยนะ เพราะว่าเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังไม่โดนทำลายไป

สมควรแก่เวลา ก็แวะไป Dejima Wharf เป็นโซนขายของกิน ริมปากอ่าว นากาซากิ ก็จัดข้าวหน้าปลาดิบไป

ความสุขเล็กๆน้อยๆคือการกินของโปรดสองอย่างในถ้วยเดียวกัน

ได้เวลาก็กลับสถานี ขึ้นรถไฟไปฮากาตะ และก็ต่อไปเบปปุ ใช้เวลาทั้งสิ้นสี่ชม.

แถวนี้รถไฟเร็วๆเค้าชื่อขบวนว่า Sonic นะครับ

คิวชูเที่ยวได้เกิน 5 วันนะ

วันนี้ใช้ JR Pass เป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่ยังมีที่เที่ยวที่อยากไปอีก จะทำยังไงดี?

ก็ต้องไปให้ใกล้สุดเทาที่ทำได้หละครับ

ดังนั้นก็เลยเลือกๆที่ๆเพื่อนแนะนำมา และดูไม่ไกลจากฟูกูโอกะเท่าไหร่นัก (เพราะค่ารถไฟจะได้ไม่แพงมาก) และวันสุดท้ายก็จะนั่งรถไฟไปให้ไกลที่สุด หวยก็เลยตกมาอยู่ที่เบปปุนี่หละ เพราะสามารถนั่งรถบัสไปยุฟุอิน (เมืองออนเซ็นตากอากาศน่ารักๆ) ได้อีกด้วย ขากลับก็แค่ซื้อรถไฟขาเดียว ก็ถูกกว่าที่จะซื้อ JR เพิ่มอีกสามวัน

นอกจากที่ๆจะไป ก็ยังมีที่ๆอยากไปแต่แผนไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่อย่างเช่น

  • Kurokawa Onsen – เมืองออนเซ็นที่สร้างลัดเลาะแนวลำธาร ดูสงบและเป็นธรรมชาติดี
  • Takachiro George – แม่น้ำเลาะกลางหุบเขา สำหรับคนชื่นชอบธรรมชาติ
  • Udo Shrine (Miyazaki) – วัดริมทะเล

ถ้าครั้งหน้ามีโอกาศ ก็จะหาทางไปที่เหล่านี้หละ

 

Beppu

ไปถึงก็ใกล้มืดแล้ว รีบลากกระเป๋าไปพักที่ minshuku (กว่าจะถึง Tourist Center ปิดไปแล้ว และกว่าจะเปิดก็เก้าโมงเลย)

มันคือโรงแรมแนวดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่รู้สึกว่าสภาพมันค่อนข้างเก่าแล้ว ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ แค่คิดว่าถ้าราคาพอๆกับโรงแรมแบบตะวันตกมันอาจจะสู้ไม่ได้

ที่นี่บริหารงานโดยคุณป้าท่านเดียว ซึ่งเค้าก็ดูพร้อมในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวด้วยหละ เราก็เป็นนักท่องเที่ยวคนเดียวที่พักที่นี่เหมือนกัน (เอาใจช่วยให้กิจการอยู่รอดนะครับ)

ได้บรรยากาศมากๆ

สภาพห้อง สังเกตุโทรศัพท์!!! (คืนนี้ปูที่นอนมั่วมาก)

มาเมืองน้ำพุร้อน ก็ต้องพักแบบมีออนเซ็นซะหน่อย (แต่ไฟสลัวมาก)

Check in เสร็จก็ไปหาของกินที่สถานีรถไฟ (สถานีรถไฟต้องมีของกิน) เป็นเทมปุระ ซึ่งกินเสร็จแล้วก็ออกมาดูถนนข้างๆ มันก็มี แล้วราคาถูกกว่าเยอะด้วย น่าเสียดาย ไม่งั้นจะได้สั่งหลายๆอย่าง

นี่คือผู้บุกเบิกที่ทำให้เบปปุมีชื่อเสียงมาจนถึงวันนี้

เฮฮาปาจิงโกะกันเถอะ – ถนนจากสถานีรถไฟตอนกลางคืนก็ดูเงียบๆ มีร้านเหล้า และก็ร้านปาจิงโกะ

เดินมาจนสุดถนน ก็จะเจอกับหอคอยทางด้านซ้าย

เนื่องจากไม่ได้วางแผนอะไร กลับมาเลยเปิดเน็ตอ่านดูว่าเค้าทำไรกันบ้าง แต่ยังไม่ทันอ่านก็เจอแรงของที่นอนอุ่นๆ เลยสลบไป

สรุปค่าใช้จ่าย

  • Locker 400 (ใช้ IC จ่าย)
  • One Day Pass 500
  • ค่าเข้า Kofukuji 300
  • ค่าเข้า Glover Garden 600
  • ค่าเข้า Church 300
  • Snack 105
  • Snack 350
  • ข้าวหน้าปลาดิบ 1800
  • ชาเขียวกลิ่นข้าวคั่วแบบซอง ผลิตภัณฑ์จากเกียวโต แต่ซื้อที่นางาซากิ 598
  • ของใช้ส่วนตัว 416
  • Hotel 4350
  • Tempura 900

รวมทั้งสิ้น 10619 เยน

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)