ตะลุยเกาะคิวชู วันที่ 3: มาเที่ยวเมืองตากอากาศในยามฝนพรำ ที่อิบุซูกิ

หลังจากได้นอนขยับตัวไปมาได้อย่างสะดวกไม่ต้องเกร็งแล้ว ตื่นเช้ามาก่อนลงไปรับประทานอาหารเช้าก็ไปแช่ออนเซ็นอีกสักรอบ วันนี้ก็น่าจะเป็นวันที่ดีนะ

แต่อนิจจา ตอนลงมากินข้าวเช้า มองออกไปนอกหน้าต่าง… ฝนตก

(10/1/2015 – อัพเดทรูปหัวบล็อก เพิ่มลายน้ำ)

วันนี้ก็รีบออกไปที่สถานีรถไฟอีกแล้ว เพราะว่าเมื่อวานจนท.บอกว่าให้ลองมาเช็ดดูตั๋วอีกรอบว่าจะมีคนแคนเซิลไปหรือเปล่า ก็ลากๆกระเป๋าฝ่าฝนขึ้นรถรางไป (ไม่ลำบากมากนะ ถึก)
แต่ว่าก็ไม่มีคนแคนเซิลอีก…ไม่เป็นไร นั่งรถหวานเย็นก็ได้ (ปล. รถไฟจากคาโงะชิม่าไปอิบูซูกินะ ไม่ใช่จากคุมาโมโตะไปคาโงะชิม่า)
กระผมก็นั่งชิงกันเซนเที่ยวแรกๆของวัน (Mizuho 601 – เริ่มสายที่โอซาก้า) ใช้เวลาสี่สิบนาทีก็มาถึงที่คาโงะชิม่าแล้ว แต่ตอนนี้ต้องรีบต่อขบวนรถไฟ ลากกระเป๋าใบโตไปฝากที่ล็อกเกอร์ซะก่อน เอ๊ะแต่นั่งรถไฟก็ชม.ครึ่งอีก แบบนี้หิวแน่ๆ เลยเดินไปดูร้านขายของกินที่อยู่ข้างๆ หาของรองท้องนิดหน่อยก่อนดีกว่า เลยได้แซนวิซหมูคุโรบุตะทอดมา แล้วก็รีบวิ่งไปขึ้นรถไฟเพื่อมุ่งตรงไปเมืองตากอากาศขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

และความป่วงก็เริ่มเข้ามา…

 

คุโร… บุตะ ของขึ้นชื่อคะโงะชิม่า

อย่างแรก คือ ที่กินเมืองไทยที่บริษัทใหญ่ๆมาโฆษณานั่นไม่ใช่หมูอิมพอร์ทนะครับ

หลังจากที่มาทริปคราวที่แล้ว หาร้านที่นาโงย่าไม่เจอ คราวนี้อุตส่าห์ลงใต้มาก็ควรที่จะหาโอกาสลองสักครั้ง

คุโรบุตะ แปลตรงๆคงจะเป็นคำว่าหมูดำ เลยต้องไปหารูปมาดูก็เป็นหมูดำจริงๆด้วย (พันธุํจริงๆมันคือ Berkshire) ซึ่งที่คะโงะชิม่าก็เอามาเลี้ยงจนขึ้นชื่อ

ความพิเศษมันอยู่ตรงที่ว่า ปกติเนื้อหมูมันจะแยกเนื้อกะไขมัน แต่เค้าเลี้ยงแบบพิเศษจนทำให้กล้ามเนื้อกับไขมันมันกระจายพอดีๆ ในตัว เนื้อหมูที่ได้ออกมาก็จะมีความนุ่มอร่อยนั่นเอง (น่าจะเทียบได้กับมัทซึซากะฉบับหมูๆ)

อร่อยแบบไหน? เอาเป็นว่าแซนวิซหมูทอดที่เย็นแล้ว กินไปยังอร่อยเลย (บวกกับน้ำจิ้มหวานๆเปรี้ยวๆ และมัสตาร์ดอีกเล็กน้อย… มีความสุขเล็กๆแล้ว)

 

ป่วงแรกคือ Tourist Center ที่นี่พูดอังกฤษไม่ได้… ดังนั้นก็ควรจะทำการบ้านมาดีๆ (คือรู้ว่าจะไปไหน) แต่กระเหรี่ยงพูดอังกฤษได้ภาษาเดียวแบบผิดๆถูกๆก็ยังเอาตัวรอดมาได้นี่บุญมากๆ คือคุณป้าเค้าตั้งใจอธิบายอย่างดี หยิบแผนที่ ตารางรถมาให้ดู แถมยังแนะนำว่าแพลนแบบนี้ซื้อตั๋ว 1 day pass จะประหยัดกว่านิดนึง (บริบท ณ ขณะนั้นคือคุณป้าเค้าพูดญี่ปุ่นนะ แต่เราฟังไม่รู้เรื่อง) คือแบบว่าบริการดีเยี่ยมมาก!

หลังจากนั้นเราก็เดินเอ๋อๆตอนแรกพยายามจะไปอบทราย แต่เหมือนจะเดินผิด กูเกิ้ลก็ไม่ช่วย (อยู่ซะเกือบสุดญี่ปุ่น เน็ตก็ไม่ค่อยมีสัญญาณ วันหลังควรจะแปะดาวไว้ก่อน) ก็เลยจรลีกลับมารอรถบัสอย่างเดิม จุดมุ่งหมายแรกที่จะไป (ตาม japan guide) คือ Healthy Land

อันนี้เห็นแล้วน่าไปมากคือออนเซ็น open air วิวทะเล (ทำไมตอนนั้นบ้าออนเซ็นซะขนาดนี้ <<< วิจารณ์ตัวเองหลังจากสามเดือนผ่านไป)

ลงที่ป้าย Healthy Land (แต่คนญี่ปุ่นเค้าไม่ได้พูดแบบนี้นะ) เดินไปหลงไปสุดท้ายก็ไปถึงจนได้ มันมีประมาณสองตึก ตึกนึงเหมือนมีอบทราย มีสปา มีร้านอาหาร ข้างๆมีสนามฟุตบอล ส่วนออนเซ็นต้องเดินเลยสนามฟุตบอลไปขึ้นเนินเขา ถึงจะถึง

ด้วยบรรยากาศฝนพรำ เห็นคนอื่นเค้าขับรถมากัน เหมือนกระผมพลาดอะไรบางอย่างไป…

 

การเดินทาง ณ บางส่วนของญี่ปุ่น ก็ควรเช่ารถดีกว่านะครับ

  • ไม่ต้องรอรถที่นานๆครั้งจะมา แผนอาจพลาดเพราะขึ้นรถไม่ทันได้
  • เที่ยวที่ไหนก็ได้ตามแต่จะอยาก
  • ถ้าฝนตก แล้วไม่มีที่หลบตอนรอรถบัสหละ >.<“

มีหลายที่ที่อยากไปในทริปนี้ แต่ว่าศึกษาดูแล้วต้องขับรถ เลยต้องเก็บแผนไป หรือบางที่อย่าง Aso จริงๆก็มีที่เที่ยวหลายที่ แต่รถบัสมันมีน้อยมากและจอดไม่เยอะ ก็เลยได้แต่ข้ามไป จริงๆไปสักสองคนก็เช่ารถขับก็ได้สบายแล้ว

 

Ibusuki เกือบใต้สุดของคิวชู

ชื่อจริงๆควรจะเรียกว่า Satsuma Peninsula ซึ่งคาบสมุทรนี้ก็เป็นแหล่งรวมรีสอร์ทพักตากอากาศซึ่งดังแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ธรรมชาติของที่นี่เหมือนๆกับภาคใต้ของบ้านเราเลยหละครับ อุดมไปด้วยป่ารกชื้น เขียวชอุ่มมาก แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนบ้านเราเป๊ะๆ ด้วยความที่เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ตรงรอยแยกของเปลือกโลก ก็ยังมีภูเขาไฟให้เห็นด้วย ซึ่งก็หมายความว่า มีน้ำพุร้อนให้แช่อีกนั้นหละครับ

ภูเขาไฟที่นี่ชื่อว่า Kaimondake มีคนเปรียบเปรยว่าเหมือนฟูจิในแดนใต้ อาจเป็นเพราะรูปทรงที่มันคล้ายๆกันก็เป็นได้

สำหรับนักท่องเที่ยว มีจุดที่น่าสนใจตามแจแปนไกด์ดังนี้

  • อบทรายร้อน ที่สปาใกล้ๆสถานีรถไฟ
  • สวนดอกไม้
  • แหลมนากาซากิ

อ่อ ข้างหน้าสถานีมีบ่อแช่เท้าด้วย ส่วนตอนที่ไปในสถานีมีจัดชุดตุ๊กตาตามประเพณีของญี่ปุ่นด้วยครับ (รูปดูได้ตอนท้าย)

การเดินทางในอิบูซุกิโดยรถบัส

แต่ถ้าอกหัก เพื่อนไม่ยอมมา เปรี้ยวอยากเที่ยวคนเดียว และประสงค์อยากจะเดินทางในอิบูซุกิด้วยรถประจำทางกระผมขอแปะตารางรถบัสยับๆอันนึงไว้ให้ดูนะครับ

  1. Tourist Center สำคัญมากๆ และเตรียมมาให้ดีว่าจะไปไหน แล้วเค้าก็น่าจะให้ตารางแบบนี้พร้อมกับวงๆจุดที่จะไปมาให้
  2. ช่องที่มีตัวอักษรสี่ตัวคือ Ibusuki Station. Healthy Land กับ Nagasakibana ก็ตามที่เขียนตัวอังกฤษไว้เลยครับ
  3. ตารางเวลาคือหลังจากรถไฟหวานเย็นมาถึงตอน 11:16 ก็จะเห็นได้ว่า รอบต่อไปคือ 11:40 ถ้าจะไปแช่ออนเซ็น ก็จะไปถึงประมาณ 12:04 ครึ่งชม.อาจจะไม่พอ ก็ต้องออกมา 13:34 ไปถึงแหลม Nagasakibana ตอน 13:45
  4. ขากลับก็มีให้เลือกว่าจะอยู่ 20 นาที หรือว่าจะอยู่ชม.นึง (หรือคิดว่าจะกลับคะโงะชิม่ากี่โมง – Ltd. Ibusuki รอบสุดท้ายตอน 15:07 > กรณีถ้าอยากนั่งคันนี้กลับ แล้วจะมาเที่ยวแค่สามชม.ก็ดูน้อยไปหน่อย)
  5. นี่ยังไม่ได้รวมสวนพฤกษศาสตร์นะ อันนั้นน่าจะเดินเกินชั่วโมงได้
  6. ท่านผู้อ่านที่ยลตารางเวลาอันนี้แล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนแบบเด็กวิศวะได้นะครับ

 

Healthy Land สัมผัสออนเซ็นกลางแจ้ง วิวทะเล

แค่แช่ออนเซ็นท่ามกลางธรรมชาติ ก็อาจจะคุ้มกับที่มาหละ (แต่เป็นวันที่ฝนไม่ตกนะ)

มาถึงตรงนี้แล้ว ก็สื่อสารแบบใบ้ๆกับคุณลุงดูแลออนเซ็น ก็ได้ว่าค่าเข้า 500 เยน แต่เหมือนว่ามันมีสองบ่อนะ คราวนี้บ่อผู้ชายได้วิวภูเขาที่อยู่ใกล้ๆกันมา (ปล.ไม่ได้ถ่ายมุมนั้นมา คือกลัวมีคนเข้าต่อ เลยถ่ายรีบๆ) ส่วนบ่อผู้หญิงก็จะเป็นวิวภูเขาKaimondake ซึ่งจะได้ไปชมวิวเป็นที่ถัดไป

อ่อ เกือบลืม ควรจะเตรียมผ้าเช็ดตัว และผ้าผืนเล็กๆมาเองด้วยนะ เพราะว่าเสียเงิน -_-‘ ผ้าเช็ดตัวนี่ราคาไม่แพงมาก แต่ว่าผ้าขนหนูผืนเล็กๆนี่แพงซะ (หรืออีกทางคือไม่ต้องใช้ เดินโทงๆไปนั่นหละ)

ออนเซ็นอันนี้เหมือนจะเป็นน้ำเค็มนะ ควรจะล้างตัวเมื่อแช่เสร็จ

จากเดิมที่คิดว่าจะใช้เวลาชม.นึงเสร็จ ก็กลายเป็นชม.นิดๆ เลยได้เอ้อระเหยลอยชายรอรถบัส (แต่ทว่าไม่มีเน็ตใช้) แต่ก็ได้แช่ออนเซ็นร้อนๆ ช่วยแก้หนาวจากสายฝนได้บ้างหละ

แล้วก็นั่งรถบัสต่อไปที่ๆเกือบใต้สุดของเกาะคิวชู

แหลม Ibusuki

สุดเขตแดนที่รถบัสเข้าถึงได้ นั่งมาจากแฮลตี้แลนด์ไม่นานก็ถึง ที่นี้มีจุดท่องเที่ยวอยู่สามอย่างด้วยกันคือ

  1. ประภาคารที่แหลม
  2. วิวภูเขาไฟไคมอนดาเคะ ที่เปรียบว่าเป็นฟูจิของดินแดนใต้แห่งนี้ (ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆนะ) และ
  3. ศาลเจ้าริวกิว (ชื่ออย่างเป็นทางการคือ Tatsumiya Shrine) ที่ในหนังสือท่องเที่ยวบอกว่าเป็นศาลเจ้าสำหรับคู่รัก แต่ที่มาเห็นจริงๆเค้าพาเด็กๆมาไหว้กัน เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าอย่างไร

จะบอกว่าลงจากรถแล้วเดินไปถึงสุดขอบ ใช้เวลาไม่นานเลย ผิดจากที่คาดไว้มาก ตอนแรกคิดว่าจะใช้สักสองสามชม. แต่จริงๆแล้วชั่วโมงเดียวก็น่าจะเก็บได้หมด

นี่หละที่ที่อยากมา แต่ทว่าฝนมันฉุดไว้

แต่ ณ ขณะนั้นฝนตกปรอยๆเกือบถึงขั้นหนัก จะถ่ายรูปก็ใช่ที่ กล้องรวมเลนส์ราคาเหยียบแสน เจ๊งไปก็ไม่มีคนซ่อมให้ (มาเที่ยว ไม่ได้มาทำสารคดี) ก็เลยต้องหงอยๆเก็บกล้องไป ทัศนะวิสัยที่ไม่เป็นใจก็ทำให้เห็นภูเขาไฟแบบมัวๆ (เลยต้องทำ HDR) แต่ก็พยายามถ่ายให้มากที่สุดหละ

ตัวศาลเจ้าริวกิวก็เป็นศาลขนาดกระทัดรัด ที่น่ารักคือมีกระเบื้องเต่าใหญ่ กับ เต่าเล็กอยู่ที่ทางเข้าทั้งสองฝั่ง (ไม่ได้ถ่ายมา เสียใจ) เลยเดาๆว่าน่าจะให้พรเกี่ยวกับเด็กๆหละ

ส่วนประภาคารนี่ก็ดูดี แต่ว่าลมแรงมาก พร้อมๆกับกางร่มเน่าๆไปอันนึง ก็ได้เก็บกล้องแบบสมบูรณ์แบบ ถ้าฝนไม่ตก ก็คงเดินลงไปถ่ายรูปที่แนวหินข้างล่างหละ ขณะนั้นมีคนเก็บหอยอยู่ด้วย

เนื่องจากฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ก็ตัดสินใจกลับหละ แต่กว่ารถจะมาก็เกือบครึ่งชม. (คราวหน้าคงจะเช่ารถหละ)

ถ่ายด้วยกล้องไอโฟน

ป่วงต่อมาคือนึกว่าที่นี่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดังๆ กะว่าจะหาของกินแถวๆนี้ ปรากฏว่าไปจริง ร้านปิด! เหลือแต่ร้านของฝากที่ไม่รู้จะกินอะไร แต่ก็ได้อาศัยเจ้าของร้านใจดี ให้ที่พักพิงในร้าน พร้อมๆกับให้โบว์ชัวร์คะโงะชิม่ามาอ่านเล่นๆ (เป็นโบว์ชัวร์คุณภาพดี หลายสิบหน้าด้วยกัน)

พอรถมา ก็นั่งกลับสถานีรวด ไม่มีเวลาหาของกินอีกก็ต้องขึ้นรถไฟ (ขณะนั้นหิวโซแล้ว) กลับไปตัวเมืองคะโงะชิม่าดีกว่า อย่างน้อยที่นั่นก็มีห้างให้เดินเล่นถ้าเกิดฝนยังตกอยู่ อบทรายร้อนก็ไปที่เบปปุแทนก็ได้

 

สู่ตัวเมืองคะโงะชิม่า

เมื่อถึงตัวเมือง ก็หลงทิศหลงทางนิดหน่อยกว่าจะหาโรงแรมเจอ คืนนี้เราพักกันที่ Toyoko-inn กันนะครับ เป็นเครือโรงแรมที่อยู่แถวๆสถานีรถไฟ สะดวกต่อการเดินทาง แถมมีบัตรสมาชิก นอนสิบคืน ฟรีหนึ่งคืนอีกด้วย (บัตรใช้ได้ตลอดชีพ)

เกาะคิวชูนี่มีเรื่องน่าประหลาดใจคือราคาห้องพักถูกมาก โรงแรมห้องน้ำในตัวสามารถหาได้ในราคา 1,500 บาท (ไม่เกิน 5,000 เยน) แล้วก็ไม่โทรมด้วย ส่วน Toyoko-inn นี่มีดีคือมีอาหารเช้าให้ ซึ่งก็ไม่แย่อะไรด้วย

พอเข้าห้องแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือหาวิธีเปิดฮีทเตอร์ ><”

ถือเป็น challenge ได้เลย ต้องขอขอบคุณ google translate มา ณ ที่นี้ด้วย

ผึ่งตัวให้แห้งเล็กน้อย แล้วจุดหมายต่อไปคือ กิน!

เนื่องจากพยายามดูรีวิวของกินแล้ว ปรากฏว่าหารีวิวคนไทยที่ลงมากินแถบนี้ยากมาก แต่ก็คุ้นๆว่ามีคนเคยไปกินในห้างที่สถานีรถไฟ (หาที่กินไม่ได้ก็เดินแถวๆสถานีรถไฟ ห้างในนั้นมีของกินชัวร์ๆ) ก็เลยจัดของขึ้นชื่อ ทงคัตสึหมูคุโรบุตะ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะว่าเนื้อและไขมันรวมเป็นหนึ่งเดียว อร่อยมากกก…

คุโรบุตะ

กินเสร็จแล้วก็เดินเล่นแถวสถานี ดูว่ามันมีอะไรบ้าง แอบเห็นว่ามีดงร้านของกินอยู่ แต่ก็เดินไม่ไกลเพราะทำท่าจะป่วย คงต้องนอนเร็วหละ เพิ่งวันที่สามเอง

สรุปว่าวันนี้เฟลเล็กๆ ถ้ามีโอกาสเที่ยวอีกจะกลับมานะครับ

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้

  • Tram 150
  • Locker 400 (จ่ายผ่าน ic card)
  • Sandwich 580
  • Bus 1 day pass 1000
  • Onsen 500+300
  • Drink 150
  • Hotel 9000 (2 คืน)
  • Toyoko membership card 1500
  • Food 1650
  • Pen 1750 (card)
  • Snack 313

รวม 17,293 เยน เยอะอยู่เหมือนกัน

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)