ตะลุยเกาะคิวชู วันที่ 2: ภูเขาไฟอะโซะ กับซากุระ ณ คุมาโมโตะ

เริ่มต้นด้วยการซื้อข้าวปั้นกับชาคิรินร้อนขวดนึง

เดินไปสถานี พบซากุระระหว่างทางหนึ่งต้น (ตอนนี้มีแสงหละ) จัดการถ่ายรูป

ชิงกันเซน ก็นั่งขบวนชื่อซากุระ

นี่คือการเริ่มต้นวันที่สอง…

(10/1/2015: อัพเดทรูปหัวบล็อก ใส่ลายน้ำ)

ซากุระที่เราคาดหวังคือสีชมพู แต่ตอนนี้เจอแต่สีขาว ให้ความรู้สึกเหมือนกับตอนไปโอบาระช่วงใบไม้เปลี่ยนสี

แต่ก็ไม่นะ ช่วงฤดูนี้ดอกมันใหญ่กว่าเยอะเลยเหอะ แล้วแต่ละดอกมันก็มีความละเอียดในตัวมันเอง กลีบดอกเล็กๆมารวมกันเป็นหนึ่งดอก รวมกันเป็นช่อ ออกดอกทั้งกิ่ง เห็นทั้งต้น ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ คนทั่วโลกต่างมาชื่นชมความงานของซากุระกัน และก็รวมถึงคนญี่ปุ่นด้วย

แต่ว่ามันก็ขึ้นทุกที่จนเราว่าถ้าอยู่ไปนานๆ คนที่นี่ก็อาจจะเบื่อได้เหมือนกัน

ระหว่างทางเดินไปสถานีรถไฟ เค้าก็มีปลูกทิวลิปตามทางด้วย แต่เราเก็บไว้ตอนไป Huis Ten Bosh หละ

Hakata Station เป็นสถานีรถไฟที่น่าจะใหญ่ที่สุดในเกาะคิวชู คงคอนเชปคือเดินแล้วหลงได้ ข้างๆมี Yodobashi ด้วย เพียงแต่ว่าจะเดินเจอหรือเปล่า

กระผมขึ้นชิงกันเซนมาหลายครั้งหละ มันเป็นการเดินทางที่สะดวกมากๆ ทั้งที่นั่งก็ใหญ่กว่าเครื่องบิน มีที่ให้เหยียดแข้งขา แล้วก็ไม่ต้องเช็คอิน เป็นแบบอย่างของการคมนาคมที่ไทยควรเอาไปใช้อย่างมาก ถ้าอยากกระจายความเจริญให้เข้าถึงทุกหย่อมหญ้า (รวมไปถึงระบบรถไฟสายย่อยๆแต่ละจังหวัดของที่นี่ด้วย)

ระหว่างนั่งรถไฟไป ก็เห็นต้นซากุระที่ปลูกตามบ้านเรือนแซมไปมา เห็นจนกลัวว่าไปวันท้ายๆจะเบื่อ

นั่งชิงกันเซนมาประมาณสี่สิบนาทีก็มาถึงเมืองคุมาโมโตะ เห็นปราสาทคุมาโมโตะลิบๆก่อนที่ชิงคันเซนจะจอด แต่เช้านี้ยังไม่ได้ไปหรอก เอาของไปฝากล็อกเกอร์ (500 เยน ; ตอนหลังค้นพบว่าใช้ล็อกเกอร์ 300 เยนก็ยัดกระเป๋าเดินทางได้) แล้วก็ต่อรถไฟไปภูเขาไฟอะโซะ

Limited Express Tokkyu 2 ขบวนนี้มุ่งหน้าไปภูเขาไปอะโซะ สุดทางที่เบปปุ

ระหว่างทางครับ ระหว่างทาง ซากุระที่ปลูกข้างๆทางรถไฟ มันพร้อมใจกันบาน เพิ่งมาเที่ยวเป็นวันที่สอง การเห็นแบบนี้ก็ฟินระดับ 7 แล้ว

อันนี้ถ่ายตอนขากลับ โชคดีที่ตู้หน้ามันเป็นกระจก เลยถ่ายได้เต็มๆ

 

ภูเขาไฟอะโซะ (Mount Aso)

อยู่ลิบๆนั่นแหละ

ภูเขาไฟอะโซะ เป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ?ถ้าดูลักษณะทางกายภาพแล้ว จะเห็นว่าแอ่งที่เกิดจากการยุบตัวของภูเขาไฟมันใหญ่มากๆ จุดท่องเที่ยวก็คือพิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟ มีทุ่งที่ไปขี่ม้าเล่น และการนั่งกระเช้าไปที่ตัวปากปล่องจริงๆ ด้วยประสาคนไทยที่ไม่เคยเห็นภูเขาไฟแบบใกล้ๆ ก็ต้องลองไปดูสักครั้ง

ว่าด้วยเรื่องการเดินทางหน่อยหละกัน การเดินทางค่อนข้างจะลำบาก เพราะรถไฟมีไม่กี่เที่ยว พอไปถึงแล้วก็ต้องต่อรถบัส ซึ่งก็มีไม่กี่เที่ยวอีกเช่นกัน ขากลับก็ต้องลงรถบัส (ที่บอกไปแล้วว่ามีไม่กี่เที่ยว) เพื่อมาต่อรถไฟอีกทีนึง ก็ต้องทำเวลากันดีๆหน่อย

มีตัวช่วยนิดหน่อยคือตารางเวลา(ภาษาญี่ปุ่น) ให้ดูตารางที่สองนะครับ (google translate ช่วยได้)

ขาไป (Kumamoto -> Aso) -?http://www.kyusanko.co.jp/aso/table/jr_aso_tt1.html

ขากลับ (Aso -> Kumamoto) -?http://www.kyusanko.co.jp/aso/table/jr_aso_tt2.html

นั่งรถไฟชม.กว่าๆเราก็มาถึงสถานี Aso กันแล้วนะครับ จากที่นี่ต้องนั่งรถบัสต่อไปยังสถานีฐาน aso-nishi เพื่อไปขึ้นกระเช้าต่อ ค่ารถก็ 540 เยน

นี่คือรถที่จะไปยังสถานีกระเช้า (แต่จริงๆพวกรถทัวร์มันขับไปถึงข้างบนได้เลย)

 

 

อ้อ การนั่งรถบัสที่นี่เราต้องทำการหยิบตั๋วออกไปก่อน แล้วพอจะลงก็ดูว่าเบอร์ในตัวคือเบอร์อะไร เทียบกับป้ายราคาหน้ารถ ปกติเราต้องใส่เงินให้พอดีกับค่าตั๋ว เนื่องจากเครื่องมันจะกลืนเหรียญลงไปเลย แต่ว่าถ้าเราไม่มีเศษหรือมีแต่แบงค์ก็ให้พนง.แลกได้ ส่วนถ้าอยากแตกเหรียญหรือแบงค์พันเองที่เครื่องมันมีช่องให้ใส่ไปนะครับ (ระวังกระเป๋าตังค์ระเบิด เพราะญี่ปุ่นใช้เหรียญกันเยอะ)

กระเช้ามีประมาณทุกๆ 15 นาทีราคาขึ้นไปกลับก็ 1000 เยน ถ้าขาเดียวก็ 600 เท่าที่ดูทางขึ้นมันก็ไกลพอสมควร แนะนำให้ซื้อไปเลยดีกว่า

 

มาเพื่อสิ่งนี้ !

 

จากที่ศึกษาข้อมูลมาก่อน ผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจไม่ควรจะมา เพราะว่าก๊าซพิษที่นี่มีสูงมาก (แหงหละ มันปากปล่องภูเขาไฟ) และก็อาจจะทำให้เหนื่อยง่ายด้วย ในคราวที่โชคไม่ดี มีลมพัดควันขาวๆนี่ ผู้คนก็ต้องรีบหนีหลบควันตามซุ้มต่างๆ แต่โชคดีที่ไปแล้วไม่เจอ

(ต้องทำตัวให้ตื่นเต้น เรามาอยู่ที่ปากปล่องภูเขาไฟขนาดมหึมาแล้วนะ!!! แต่ที่เห็นก็เป็นแค่แอ่งมีน้ำมีควันเอง)

ถ่ายรูปไปๆมาๆ พร้อมกับดูเวลาประกอบ กว่ารถคันถัดๆไปจะมาก็อีกชม.กว่าๆ เลยตัดสินใจว่ารีบลงไปหละ จะได้ไปหาที่เที่ยวในเมืองเพิ่ม (หมายตาไว้ที่สวนญี่ปุ่น) ก็รีบวิ่งแจ้นลงกระเช้า แล้วก็ต่อรถกลับ ระหว่างทางก็ได้คุยกับคุณครูชาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวคนเดียว (ซึ่งเราไปช่วยถ่ายรูปให้เค้า) เค้าก็จะเดินทางไปทางเบปปุต่อ ที่ฮาๆคือเค้าก็พยายามคุยอังกฤษ แต่ถ้าไม่รู้เรื่องก็จะเว็บแปล ซึ่งมันแปลได้งงมาก… แต่ก็ไปเรื่อยๆจนคุยรู้เรื่องหละ การเดินทางคนเดียว บางทีก็ได้เพื่อนต่างแดนแบบไม่คาดคิดด้วย

Aso Boy

พอลงมาถึงสถานี Aso ก็เลยต้องรีบหารถไฟขบวนถัดไป ก็จองๆแบบไม่ได้คิดอะไร (แต่ก็เห็นว่ามันเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นเหมือนเป็นขบวนพิเศษ) จนมันมาถึงเท่านั้นหละ.. นี่มันขบวนรถไฟพิเศษจริงๆด้วย

นอกจากหมีดำแล้ว ที่นี่ยังมีมาสคอตอีกอย่าง คือหมาดำ

ขบวนนี้คือ Aso Boy เจาะกลุ่มสำหรับเด็กๆโดยเฉพาะ คือแบบว่ามันมีโบกี้ที่ที่นั่งคู่ อันนึงสำหรับเด็ก อีกอันสำหรับผู้ใหญ่เลย แล้วก็มีสนามเด็กเล่นด้วย ส่วนสำหรับผู้ใหญ่ก็ไปนั่งโบกี้แรกได้ กระจกแบบพาโนรามา (เหมือนรูปบนๆ)

มีโบกี้พิเศษเป็นสนามเด็กเล่นด้วย

ในรถมีของที่ระลึกเจ้าหมาดำเป็นพิธี สมุดโน้ต เข็มกลัด ฯลฯ ด้วยความน่ารัก กระผมเลยจัดของไปเล็กๆน้อยๆ (สมุดโน้ต เอาไปปั้มตรายางของที่เที่ยวต่างๆ พอดีลืมเอามา)

อาหารในรถมีข้าวกล่องและขนม คราวนี้เลือกขนม ซึ่งโรลสตอเบอรี่มันก็ฉ่ำมาก (แล้วมานั่งเสียใจภายหลังว่าน่าจะเลือกข้าวกล่อง เพราะไม่อิ่ม)

Suizenji ko-en

ตอนนี้มาถึงคุมาโมโตะเร็วกว่าแพลนชม.นึง ดังนั้นก็เอาสิ่งที่อยู่ในลิสมาใช้เลย คือสวน Suizenji ที่เค้าว่ากันว่าสวยติดอันดับต้นๆของญี่ปุ่นเลย

เนื่องจากเราไม่ได้แพลนมา และไม่มีข้อมูลการเดินทาง สิ่งที่ช่วยได้คือ Travel Information Center ที่อยู่ใกล้ๆกับล็อคเกอร์

การเดินทางมีแบบแรกคือนั่งรถรางจากสถานี Kumamoto ไป แต่มันจะใช้เวลาครึ่งชม. สำหรับคนมี JR ก็นั่งสายที่ไป Aso นี่หละไปลงที่ Shin-Suizenji แล้วก็ต่อรถรางไปประมาณสองสถานี (ซึ่งถ้าแพลนมาก่อนเราก็จะไม่ต้องย้อนไปมาแบบนี้)

คำนวณค่าใช้จ่ายดูแล้ว ไหนๆก็ต้องไปปราสาทคุมาโมโตะด้วย ก็เลยซื้อ One day pass มาหละกันราคา 500 เยน

Get around in Kumamoto

การเดินทางที่สะดวกที่สุดในเมืองคือการขึ้นรถรางครับ ที่นี่มีประมาณสองสาย ครอบคลุมถึงที่เที่ยวสำคัญของเมือง สนนราคาแต่ละเที่ยวก็คือ 150 เยน (ตายตัว) ส่วน Day Pass ก็ราคา 500 เยนอย่างที่บอกไป ได้ส่วนลดของสถานที่เที่ยวด้วย

ด้วยความที่ไม่ได้กินของหนัก ด้วยเป็นเพราะการเดินทาง และเลือกขนมแทนข้าวกล่อง ก่อนจะเดินเข้าไปซื้อตั๋วก็แอบเห็นร้านมันหวานที่มีหลายๆคนกินกันอยู่หน้าร้าน ด้วยอาการหิวจัด ก็เลยไปซื้อมากินซะหน่อย

มันหวาน กินพร้อมชาร้อนๆ

ใครจะนึกว่ามันเป็นก้อนๆแบบนี้จะกินไปได้ไง แต่มันอร่อยมาก เนื้อหวานๆเนียนๆ กินคู่กับชาร้อน (ฟรี) ก็ได้มุมสงบเล็กๆ ไว้พักเอาแรงก่อนจะเที่ยวต่อ

จากนั้นก็เข้าไปชมสวน Suizenji ซึ่งจุดเด่นคือการมีภูเขาฟูจิจำลอง มาจัดวางในสวน

ถ้าหญ้าเขียวอีกนิดได้ก็จะดี

สวนมันก็สวยจริงหละ แต่ซากุระก็เริ่มร่วงแล้ว ถ้ามาดูซากุระก็อาจจะผิดหวังหน่อย

สวนญี่ปุ่นมันมีการจัดวางที่ละเอียดอ่อน แม้กระทั่งหินยังต้องดูเลยว่าวางยังไงให้สวย มันก็มีมนต์สะกดแบบเซนอยู่ทุกครั้งที่มาเที่ยวสวนญี่ปุ่น คือมันสงบ และจรรโลงใจในแบบที่บอกไม่ถูก

ดูเหมือนมีศาลเจ้าอยู๋ในสวนด้วย

ที่นี่ซากุระก็เริ่มโรยราแล้ว แต่ก็ยังสวยอยู่

บางต้นก็ใบผลิแล้ว

พอสมควรแก่เวลา ก็เดินทางกลับไปสถานีเพื่อเอากระเป๋าไปเช็คอินที่โรงแรม (หลังจากนอนเกร็งไม่ค่อยหลับเมื่อคืน)

และก็ได้ Sugoica รุ่นพิเศษมาด้วย จากสถานีรถไฟ

(โฆษณาให้) โรงแรมที่พักคืนนี้คือ Super Hotel City Kumamoto พนักงานบริการดีมาก ห่างจากสถานีรถไฟสองป้ายรถราง เดินอีกหน่อย ที่สำคัญคือมีออนเซ็น และอาหารเช้าด้วย สนนราคาต่อคืนก็แค่ 4,480 เยน (คนเดียว) นับว่าถูกมาก และหายากสำหรับโรงแรมที่มีทุกอย่างพร้อมแบบนี้

และแล้วตัวช่วยก็มาถึง มันคือ Wifi Hotspot เอาไว้เล่นเน็ตได้ทุกที่ ตอนแรกกะจะเอามาหาข้อมูลเที่ยว แต่สุดท้ายกลายเป็นเครื่องมืออัพรูปยั่วชาวบ้านเล่น (เมืองไทยตอนนั้นอุณหภูมิก็แค่สี่สิบองศาเอง ที่ญี่ปุ่นสิบกลางๆ)

Kumamoto Castle

กว่าจะเดินขึ้นมาได้ เจอบันไดหินไปหลายขั้นอยู่

นั่งรถรางมาถึงก็ลงผิดป้ายเลย

ผิดป้ายคือทำให้เดินขึ้นปราสาทคนละด้าน มันมีด้านที่มีต้นซากุระปลูกริมถนนอยู่ เพิ่งมาเห็นตอนเดินกลับนี้หละ ตอนมีแสงน่าจะงามมาก

มาช่วงนี้ควรจะลงสถานีก่อน City Hall นะครับ

แถวๆนี้ยังจัดฮานามิกันอยู่ ตอนแรกก็กะจะกินที่นี่ แต่ไม่เห็นร้านขายของกิน

พอจ่ายเงินเข้ามาแล้ว (ช่วงนี้หลังห้าโมงเค้าจะให้เข้าได้ ราคาสองร้อยเยน) ด่านแรกคือเดินขึ้นบันไดหิน ><” เพื่อจะมาพบว่าซากุระร่วงไปเยอะแล้ว

แต่พอเดินใกล้ตัวปราสาทก็ยิ่งเจออันที่ไม่ร่วงเยอะขึ้น จนถึงตัวปราสาทก็เจอกับต้นสีชมพู (ดอกซ้อน) ต้นแรกในทริป

ระหว่างทาง มีบริษัทมาปูเสื่อกินข้าวด้วย

แต่ตัวปราสาทแอบผิดหวังเล็กน้อย ข้างนอกดูขลังดี แต่พอตอนเดินขึ้น พื้นปราสาทมันดันเป็นคอนกรีตซะงั้น เป็นแบบนี้เพราะว่าสร้างใหม่ หลังจากโดนเผาไปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ยังรู้สึกโชคดีที่ได้ไปฮิเมจิก่อนมันปิดซ่อม เพราะว่าอันนั้นเป็นของจริง เดินพื้นไม้จริงๆ บันไดชันและเล็กจริงๆ ><”

ตัวปราสาทเราสามารถเดินขึ้นไปได้ ข้างในก็จะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ เดินขึ้นเรื่อยๆก็จะเป็นจุดชมวิวของเมือง

จุดนี้ชมวิวเมืองได้ 360 องศา แต่เมืองมันไม่มีตึกใหญ่โตนะ

อย่าลืมถ่ายรูปกับเจ้าปราสาทน้อยด้วย

แล้วก็เวิ่นเว้อถ่ายรูปจนมืด ลงมาอีกทางก็เจอแนวซากุระ ที่มืดเกินจะถ่ายได้ แล้วก็กลับโรงแรมเพื่อไปหาของกินจริงๆก่อน

(ปล. ลืมเข้าไปดู?Honmaru Goten Palace?ที่อยู่ข้างๆตัวปราสาท T.T)

บรรยากาศยามค่ำ ก็เป็นอีกแบบ แถมคนยังเยอะด้วย

ถนนนี้ตอนกลางวันน่าจะสวย

ไม่รู้จะเดินไหน เลยนั่งรถรางกลับไปที่สถานีรถไฟ (ใช้passซะให้คุ้ม ถ้าไม่งั้นก็ 7-11 ข้างๆโรงแรม) พบกับราเมงต้มกระดูกหมูที่ไม่เค็มเกินไป รสชาติกลมกล่อมมาก จากที่ไปแถบกลางๆที่ราเมงเน้นเค็ม ที่นี่ทำถูกปากคนไทยมาก

คุมาโมโตะราเมง ห้ามพลาด

หลังจากกินมื้อแรกแบบจริงจังของวันแล้วก็กลับมาที่โรงแรมเตรียมเข้าแช่ออนเซ็นพักผ่อนก่อนนอน

Onsen กับการใช้งาน

บ้านนอกเข้ากรุงมาก แบบว่านานๆทีจะมาเที่ยวหนะ เลยขอถ่ายรูปไปด้วย ปล. ไม่มีคนใช้อยู่ ถึงกล้าถ่ายนะ

เนื่องจากการใช้ออนเซ็นส่วนรวม ก็ต้องลองดูมารยาทการใช้งานหน่อย

  • เท่าที่สังเกตุมานะ เวลาใส่ของมาอาบน้ำ เค้าก็ใส่ถุงมากัน (จะได้ดูเรียบร้อย)
  • อย่าลืมหยิบชุดยูกาตะ ผ้าเช็ดตัว ทั้งผืนใหญ่และเล็ก (ที่ห้องอาบน้ำไม่มีให้)
  • เอาชุดนอนจริงๆมาด้วยก็ได้ถ้าไม่อยากใส่ยูกาตะอย่างเดียว
  • จะใส่รองเท้าแตะของโรงแรมมาก็ได้หละ เพราะยังไงก็จะนอนอยู่แล้ว
  • อาบเสร็จก็ใส่ชุดยูกาตะกลับห้องได้ (ตอนแรกคิดว่าจะไม่เรียบร้อย แต่พอไปอีกที่ก็เหมือนๆกัน)
  • ส่วนการใช้ออนเซ็น ก็ถอดเสื้อผ้าให้หมด เก็บของทุกอย่างเข้าล็อกเกอร์ ถ้าอายก็ใช้ผ้าผืนเล็กๆนั่นหละปิด
  • แล้วก็อาบน้ำ ตรงที่อาบน้ำข้างๆบ่อให้สะอาด บางคนอาบนานจนว่าเราทั้งอาบทั้งแช่เสร็จก็ยังไม่เสร็จเลย
  • หลังจากนั้นก็แช่ พยายามทำให้หัวเย็นเข้าไว้ ไม่งั้นลุกขึ้นมาจะหน้ามืดได้
  • อย่ากวนน้ำ เหมือนเล่นในอ่างอาบน้ำ อันนั้นไม่ถูกต้อง
  • และก็อย่าแช่นานเกิน เพราะจะหน้ามืด
  • อาบเสร็จ ก็ดูว่าจะล้างตัวไหม บางทีถ้าเป็นน้ำแร่ปกติก็แล้วแต่ (ลองสังเกตุสภาพผิวแต่ละคนเอง) แต่ถ้าเป็นน้ำเค็มก็ล้างหน่อยหละกัน

ผลที่ได้ (ถ้าไม่หน้ามืดไปก่อน) คือสบายตัว ยิ่งอากาศหนาวๆนี่จะช่วยได้มากเลย เก็บความร้อนไว้ในตัวได้ดีมาก น้ำแร่แต่ละที่ก็จะมีคุณสมบัติต่างๆกัน (อาจจะคล้ายๆกับพวกความเชื่อสมุนไพรของคนไทยว่ากินอย่างงี้แล้วดีอย่างนั้น) แต่ถ้ามาญี่ปุ่นทั้งทีไม่แช่ก็เหมือนไม่ได้มาหละ

เที่ยวแค่วันแรก แต่ปวดไหล่แล้ว สงสัยกระเป๋ากล้องจะหนักเกิน

สรุปค่าใช้จ่ายวันนี้

  • Food 301
  • Succica 2000 (ซื้อผิดอัน)
  • Locker 500
  • Bus to Aso 540
  • Ropeway 1000
  • Bus 540
  • Strawberry roll 500
  • Kuro souvenir 650
  • Kumamoto Pass 500
  • Moji 85
  • Suizenji Ticket 460
  • ค่ายกเลิกบัตร (เพราะซื้อผิด) 420
  • Sucoica Ltd. 2000
  • Castle Ticket 200
  • Drink 100
  • Ramen 600
  • Drink 249
  • Water 110
  • Hotel 4480

8755 เยน (ไม่รวมที่พัก และของฝาก)

15235 เยน (รวมทุกอย่าง)

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)