ตะลุยเกาะคิวชู วันที่ 1: วางแผนช้า ได้นั่งเครื่องยาวเลย

เนื่องจากกระผมอยากไปแบบปุ๊ปปั๊บ การเลือกสายการบินเลยหาถูกๆค่อนข้างยาก สุดท้ายเลยได้ของคาเธ่ย์มาประมาณสองหมื่นสอง ไปเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง

แต่เปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกงไม่พอ ตอนนั่งจริงถึงรู้ว่ามันไปแวะที่ไต้หวันด้วย ทำให้การเดินทางมันเริ่มจากเก้าโมงครึ่งไทย ไปถึงสามทุ่มกว่าๆที่ญี่ปุ่น ก็แค่สิบชั่วโมงกว่าๆเอง

สภาพเครื่องก็ดูเก่าๆ พนักงานต้อนรับโอเค แต่ที่ถูกใจคืออาหารที่ค่อนข้างอร่อย (ไม่เหมือน SG และ HX สองทริปหลังจากนั้น ที่รสชาติไม่ไหว) ผู้ร่วมโดยสารครึ่งแรกก็แขกเต็มไปหมดเพราะว่าเครื่องมันมาจากบังคลาเทศก่อน

Gadgets of the trip

และเนื่องจากต้องเดินทางคนเดียว การเตรียมตัวก็อาจจะหนักหน่อย เพราะไม่มีคนช่วยที่นู่น สิ่งที่ไม่ควรขาดคืออินเตอร์เน็ต กระผมเลยเช่าไวไฟ hotspot ราคาตกวันละสามร้อยบาท อาจจะดูติดโซเชี่ยวหน่อย (ก็มีเน็ตให้ใช้ตลอดเวลาหนิ) แต่ที่สำคัญกว่าคือการหาแพลนแบบเร่งด่วน เพราะเราก็คงเก็บตารางรถไฟทั่วเกาะคิวชูไม่ได้แน่ๆ (วางแผนแบบเด็กวิศวะ ต้องใช้เวลารอรถไฟน้อยที่สุด และเดินทางได้เร็วที่สุด)

อีกอย่างคือโปรแกรมจดโน้ต Evernote ก็สมัคร premium ไปเดือนนึง เพื่อจะใช้ offline download กันเหนียว ลงไว้ทั้งไอแพด ไอโฟน และ Nexus 7

ใช่ ผมเอาไปสามตัว หน้าที่แตกต่างกัน

  • iPhone เอาไว้ดูข้อมูลเร็วๆ
  • iPad หน้าจอใหญ่ เอาไว้ดูพวกแผนที่ใหญ่ๆ backup รูป น่าจะใช้ที่โรงแรมหรือบนรถไฟเป็นส่วนมาก (ใบ้ว่าวันที่สองก็เก็บไว้ที่โรงแรมแล้ว)
  • Nexus 7 ขนาดพอเหมาะใส่กระเป๋ากล้องได้ วางไว้เป็นไกด์นำเที่ยวหลัก โหลดแผนที่อะไรไว้แล้ว แต่จะเป็นยังไงก็ต้องลองดูต่อไป

Photo Equipment

คราวนี้จัดหนักด้วยกล้อง full frame ตัวเล็กสุด เหมาะสำหรับคนชอบท่องเที่ยว เพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชัน GPS และ WIFI ในตัว

ใช่แล้ว มันคือ Canon EOS 6D (ไม่ได้ค่าโฆษณา) ด้วยความที่มันมีจีพีเอสในตัว ทำให้การปักหมุดรูปง่ายขึ้นกว่าเดิม และฟังก์ชันไวไฟก็ต่อกับ smartphone ไว้เป็น remote trigger ได้ด้วย

บวกกับเลนส์สองตัวคือ EF 24-70 f/2.8L II กับ EF 70-200 f/4L IS แล้วก็แถมแฟรช 580 EX-II ไปถ่ายดอกไม้อีกตัว (ขาดไวด์เพราะงบ)

ที่แถมมาอีกตัวคือ Canon S100 สำหรับกรณีให้คนอื่นถ่ายรูปให้ และก็เอาติดตัวไปในขณะที่ของมันหนัก ตัวนี้ก็มีจีพีเอสเหมือนกัน (แต่ได้ใช้น้อยมาก แบบว่าถ่ายไม่มันมือเท่าไหร่)

Travel Alone

ปกติไม่ชอบถ่ายรูปตัวเอง แต่ไปคนเดียวไม่มีคนอื่นที่จำได้ว่าเราไป ก็ต้องถ่ายหละ

การไปเที่ยวคนเดียวก็น่าจะดีเหมือนกัน เพราะว่าไม่ต้องรอคนอื่น แผนจะกระชับมาก แต่ก็อาจจะเปลี่ยวๆไปหน่อยนะ

แต่จากที่พี่เจ (@l_calupet) กล่าวไว้ การไปเที่ยวคนเดียวก็จะดื่มด่ำกับประสบการณ์มากกว่า

เนื่องจากไม่มีคนอื่นที่จะช่วยดูแลกันได้ ร่างกายตัวเองก็ต้องพร้อมด้วย เลยก่อนหน้านี้ก็เลยวิ่งสวนลุม (พร้อมหวังผลลดความอ้วน) เตรียมยาก็ต้องเตรียมให้พร้อม เอาว่าไม่ไปตายกลางทางได้ก็พอ

เรื่องโรงแรม ไปคนเดียวดูจะแพงกว่าไปหลายคนเล็กน้อย เพราะถ้าแชร์ห้องก็น่าจะถูกลงกว่านี้ได้ ส่วนhostelนั้นก็ไม่อยากใช้ (แต่ก็ไปนอนแคปซูล ที่มันก็ดูไม่ค่อยต่าง) คือตอนนอนขอความเป็นส่วนตัวเล็กน้อย ดังนั้นก็จะได้ราคาโรงแรมประมาณคืนละพันเจ็ด

…ยกเว้นเรียวกังราคาห้าพันบาท (รอคอยไปดูว่าทำไมมันแพงจัง)

ส่วนเรื่องกิน ก็คงกินได้หมด เพราะอาหารญี่ปุ่นก็ดูจัดไว้กินสำหรับคนเดียวอยู่แล้ว ยกเว้นหม้อไฟ แต่ด้วยเวลาเดินทางคงจะได้แค่เบนโตะเป็นส่วนมาก

 

Transit at Hongkong

ลงเครื่องที่ฮ่องกง แล้วก็แว้บเข้าช่องทรานสิต ซึ่งก็ง่ายและเร็ว แล้วก็เข้ามาที่ Terminal 1 แบบง่ายดาย

สิ่งแรกที่ไปทำคือซัดเป็ดย่างกะหมูแดงก่อนเลย คิดถึงมากมาย แต่มันตั้ง 48 HKD (เอาไป 160 HKD) รสชาติก็มาตรฐานฮ่องกง [สุดท้ายก็ได้แตกมาเป็นทริปฮ่องกงอีกหนึ่งทริป กินกันพุงกางไปเรียบร้อย]

หมูแดงบ้านเรากินที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าที่ฮ่องกง

แล้วก็รอขึ้นเครื่องต่อ… คราวนี้นั่งติดกับแขกเลย นั่งๆอยู่ก็โดนถามอะไรสักอย่างซึ่งกระผมไม่ได้จำ แบบว่าเกาะคิวชูกว้างเท่าไหร่ (คือฉันจำได้แค่ว่านั่งรถไฟนานเท่าไหร่) นั่นหละ เลยขอทำหน้าตาไม่เป็นมิตรหละนะ -_-”

นั่งเครื่องไปสองชม.ก็ลงไต้หวัน ถึงแม้จะไม่ได้เที่ยวก็ออกไปเดินยืดแข้งยืดขาซะหน่อยก็ยังดี

Made in Taiwan ทำด้วยแผงวงจร

21:00 at FUK

ถึงแล้ว ถึงสักที ทำไมแค่การเดินทางมันยังดูผจญภัยซะขนาดนี้ ><

จากนั้นก็ใช้เวลาเกือบชม.ในการต่อคิวตรวจคนเข้าเมือง แล้วก็วิ่งแจ้นหยิบกระเป๋าไปรอขึ้นรถบัสออกจากอาคารผู้โดยสารต่างประเทศ ไปยังอาคารผู้โดยสารในประเทศเพื่อจะนั่งรถใต้ดินเข้าเมือง

แล้วก็ได้เห็นซากุระแรกของทริปที่ป้ายขึ้นรถบัส แม้จะเหลืองเพราะแสงไฟ แต่ก็ยังไม่ร่วงโรย

ทำตัวแบบเหมือนไม่เคยเห็นซากุระต้นเป็นๆเลย

 

เรามาถึงญี่ปุ่นแล้ว!

 

ด้วยประสบการณ์มาเที่ยวญี่ปุ่นสองสามรอบ การขึ้นรถไฟที่นี่จึงเกือบเป็นเรื่องปกติ ตู้ซื้อตั๋วนี่ไม่ต้องกดอังกฤษก็ทำได้ (แหงหละ กดแค่ตัวเลขหนิ)

เมื่อนั่งรถใต้ดินมาถึง Hakata (250 เยน) แล้ว สิ่งแรกที่ต้องจัดการคือแลก JR Kyushu Pass

สิ่งนี้สำคัญมาก

อย่างที่แนะนำในบล็อคที่แล้ว JR Pass ที่ใช้เดินทางในเกาะคิวชูได้มีสองแบบ คือแบบจากโอซาก้า หรือแค่ในเกาะ และยังแบ่งเป็นสองแบบย่อยคือแค่เกาะส่วนเหนือ หรือทั้งเกาะ ครั้งนี้เที่ยวแค่คิวชูเกาะเดียวก็เลยเอาแบบทั่วเกาะห้าวัน (แต่ไปเที่ยวเจ็ดวัน ก็ต้องซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆเองด้วย)

แลกเสร็จก็จัดการจอง ibusuki train แต่ว่ามันเต็มแล้ว เสียใจ คงต้องขึ้น local train แทน

อ่อ เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา มันเริ่มใช้การรวมบัตร IC card ทั่วประเทศคือแบบว่าเอา Suica มาใช้ที่นี่ก็ได้ แล้วก็มีออกบัตรลายพิเศษด้วยนะ แต่ถามนายสถานีแล้วเค้าบอกว่าหมด แต่ดูจากใบปลิวก็เห็นว่ามีขายที่สถานีอื่นๆด้วย คงดูวันหลังหละ

ออกมาเดินหาโรงแรมแคปซูลข้างนอกสถานี ด้วยอากาศในเมืองเก้าองศา ตอนแรกกะจะเช็คอินแล้วออกมาเดินสักหน่อย แต่ทั้งดึก ทั้งหนาวก็เลยพับแผนไว้

 

นอนโรงแรมแคปซูล

โรงแรมในคืนแรกนี้คือ Cabin Hotel Hakata เป็นโรงแรมแคปซูลแนวใหม่ ที่พิเศษคือมีห้องแยกด้วย

ตอนแรกหาไม่เจอ เพราะโรงแรมมันอยู่ชั้นสอง เลยเดินเข้าไปที่ร้านอาหารแล้วเค้าก็พาไป พอเข้าไปก็เจอกับการพ่นภาษาญี่ปุ่นแบบรัวๆ

โอ… แย่หละทีนี้ (คนต่างชาติเค้าไม่พักกันเหรอ)

โชคดีที่ลูกเจ้าของยังพอพูดอังกฤษได้ (แต่สำเนียงญี่ปุ่น) การปรับตัววันนี้จะออกแนวช็อคเล็กน้อย คือแบบว่ากลัวที่จะสื่อสารไม่รู้เรื่อง เพราะเราก็จำภาษาญี่ปุ่นไม่ได้

เข้าเรื่องโรงแรมหละกัน:

  • มาถึงตอนแรก เค้าจะให้เปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะก่อน เอารองเท้าเราใส่ตู้
  • โรงแรมแคปซูลแบบเป็นช่องนอน จะเก็บกระเป๋าไม่ได้ ดังนั้นก็จะมีล็อคเกอร์แยก ซึ่งส่วนมากน่าจะอยู่แถวๆห้องอาบน้ำ (มีกุญแจล็อค)
  • การมาอาบน้ำจากห้อง พอดีว่าที่นี่มีแบบห้องแยก ก็มีบางคนใส่ชุดยูกาตะมาเลย หรือบางคนก็มาเปลี่ยนที่ล็อกเกอร์ ดูว่าไม่มีอะไรเคร่งครัด แล้วแต่คน
  • พวกอุปกรณ์พื้นฐานในการอาบน้ำเค้ามีมาให้ เช่นเดียวกับโรงแรมที่มีห้องอาบน้ำรวมทุกที่ แปรงสีฟัน ที่โกนหนวด แต่ผ้าเช็ดตัวต้องเอามาจากห้อง (ที่นี้มีห้องอาบน้ำเป็นตู้ๆเลย เปลี่ยนชุดในนั้นได้
  • สภาพการนอน ในห้องและพื้นที่รอบๆมันเงียบมาก การทำเสียงดังๆคงไม่ดีแน่ๆ ควรจะให้เกียรติส่วนรวม (ห้ามคุยโทรศัพท์ ห้ายเปิดเสียงดังๆ) รูปก็เลยไม่ค่อยได้ถ่าย เพราะเกรงใจ
  • ที่เตียง มีนาฟิกา ตั้งปลุกได้ มีทีวีด้วย แต่ไม่รู้ว่าเสียงจะดังไหม เพราะแค่เสียงคนกรนก็ได้ยินข้ามห้องแล้ว -_-

ด้านบนที่มันทึบๆคือเป็นเตียงนอนของห้องข้างๆหนะ

ข้อดีคือ ราคาไม่แพง (2500 เยน สำหรับห้องปกติ; 3500 เยน สำหรับห้องส่วนตัว คือเป็นห้องเล็กๆมีโต๊ะ มีตู้เสื้อผ้า) แต่ข้อเสียคือไม่ค่อยส่วนตัวเท่าไหร่ จะระเบิดกระเป๋าออกมาแพ็คของยังยากเลย?เหมาะสำหรับมานอนอย่างเดียวเท่านั้น

วันถัดไปรถไฟออกเจ็ดโมงครึ่ง ก็ต้องตื่นเร็วหน่อย ไม่งั้นอดดูภูเขาไฟอะโซะ

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)