บันทึกเที่ยวทิเบต

บังเอิญได้เข้าร่วมทริปดินแดนหลังคาโลกแห่งนี้ เลยขอจดบันทึกท่องเที่ยวแบบเด็กวิศวะไว้หน่อยหละกันครับ

รูปที่ใช้ส่วนมากก็จากกล้องไอโฟนนี่หละ ส่วนบล็อกรูปจริงรออันถัดไป :)

อัพเดท: ดูรูปสวยๆได้จากบล็อกอันล่าสุดนะครับ

 

แผนการเดินทาง

การท่องเที่ยวครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมดสิบวัน แต่ก็ค่อนนึงจะเป็นเวลาสำหรับการเดินทาง ภายในประเทศ และวันนึงก็เสียไปกับการเดินทางบนรถไฟ (อาจถึงสองวัน ถ้าแผนไม่เปลี่ยน)

Day 0: Bangkok – Chengdu
Day 1: Chengdu – Lhasa
Day 2: Lhasa

– Potala Palace
– Jokhang Temple
– Drepung Monastery (Largest Monastery in Tibet)
Day 3: Lhasa

– Ganden Monastery
– Sera Monastery (Monk debate)
Day 4: Lhasa – Shigatse

– Yamdrok Lake
– Karo-la Pass (Big Glacier)
– Palcho Monastery (Gyantse Kumbum)
Day 5: Shigatse – Lhasa

– Buy suvenoirs
Day 6: Lhasa – Namtso Lake

– Largen-la pass (5190 km.; On the way to Namtso)
– Namtso Lake
Day 7: Namtso Lake – Lhasa – Train
Day 8: Train – Xining – Chengdu
Day 9: Chengdu – Bangkok

Day 0

การเดินทางวันแรกจากเดิมที่คิดว่าจะขึ้นรถไฟจากเฉินตู ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นขึ้นเครื่องบินในวันถัดไป เพราะไม่สามารถจองตั๋วรถไฟได้ ดังนั้นก็เลยต้องไปเดินเที่ยวเล่นในเฉิงตูก่อน เมืองนี้ก็เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะดูจากสภาพสิ่งก่อสร้างแล้วออกจะเจริญกว่ากรุงเทพฯเสียด้วยซ้ำ ที่เที่ยวสำคัญก็มีศูนย์วิจัยแพนด้า

นี่คือเมืองจีน – ดูวัตถุจะเจริญกว่ากรุงเทพเสียอีก (รูปจากล้องใหญ่)

เนื่องจากวันนี้ต้องไปที่บริษัททัวร์ และฝนก็ตกด้วย เลยไปได้ไม่ไกล แค่กลับโรงแรมแล้วก็เดินไปจัตุรัสใจกลางเมืองก็หมดวันพอดี พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามากๆเพื่อขึ้นเครื่องไปต่อ

ปล. ห้องน้ำโรงแรมกระจกโปร่งแสง

Day 1

ตื่นมาเพื่อหาแท็กซี่จากโรงแรม แล้วก็พบกับสิ่งแรกคือ คณะเดินทางงงกับการสื่อสารของแท็กซี่ จนเพื่อนต้องเรียกพาเค้าไปคุยกับ reception ของโรงแรมข้างๆถึงจะตกลงกันได้ ค่าโดยสารก็โดนเหมา (โหดร้ายกับนักท่องเที่ยว) แต่สุดท้ายก็ไปถึงสนามบินแต่โดยดี

แต่ทว่าสนามบินมันมี 2 Terminal บินไปลาซาต้องไป Terminal 2 แต่เราลง Terminal 1 ก็ขลุกขลักๆเล็กน้อยกว่าจะเช็คอินได้ (เดินไปขึ้นรถรับส่ง) แล้วอ๊อกซิเจนกระป๋องที่แบกมาจากเมืองไทยก็โดนยึดไปหนึ่งกระป๋อง เพราะโดนสุ่มตรวจ จริงๆคือมันห้ามเอาขึ้นเครื่องบินนั่นเอง (แต่ที่ลาซามีขายครับ ไม่รู้ราคา)

การตรวจ permit เข้าทิเบตนั้นดูเข้มตั้งแต่สนามบินเลย เค้าต้องเอาใบจริงไปดูแล้วก็เรียงเข้าตามลำดับ สังเกตุเห็นตั้งแต่ตอนเช็คอินแล้วว่ามีนักข่าวมาทำข่าวอะไรสักอย่าง แล้วก็ค้นพบว่าเหมือนทางการจีนจะให้นักข่าวมาทำข่าวเรื่องทิเบตนี่หละ ว่าเปิดให้ันักท่องเที่ยวเข้ามากันปกติแล้วนะ แต่ละคนก็โดนถ่ายไปช็อทสองช็อทเป็นเซเลปเมืองจีนกันไป (ยังหาลิงค์ไม่ได้)

ระหว่างนั่งเครื่องบินฝั่งซ้ายขวาก็เห็นเทือกเขาเหนือเมฆสลับกันไป แต่ถ้านั่งด้านซ้ายอาจได้เห็นเทือกเขาหิมาลัยอยู่ไกลๆ

ใช้เวลาไม่นานก็ถึงลาซา ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากไกด์ชาวทิเบตชื่อเท็นสิน จากนั้นก็พาเข้าที่พัก (Yak’s Hotel) ที่อยู่ใกล้ๆทั้ง Potala palace และก็ Jokhang Temple แล้วไกด์ก็พาไปกินข้าวกลางวัน

วิวจากร้านอาหารตอนเย็น ใจกลางย่านเมืองเก่า

ลาซา หากใครต้องการมาเมืองนี้เพื่อชมวิถีชีวิตผู้คนทิเบต อาจจะต้องทำใจหน่อยเพราะว่ามันกลายเป็นเมืองใหญ่ไปเสียแล้ว ไปไหนมาไหนก็จะพบแต่ชาวจีน นักท่องเที่ยว ส่วนชาวทิเบตดั้งเดิมก็ยังเห็นได้ แต่สภาพความเป็นอยู่ก็คงไม่เหมือนเดิม (ปล. ชอบการแต่งกายหญิงชาวทิเบตมากๆ ชุดพื้นเมืองแล้วใส่หมวกคาวบอย) ในมือถืออุปกรณ์ภาวนา ที่เป็นไม้แล้วมีตัวหมุนๆอยู่ที่หัว ไม่ก็นับลูกประคำ มาเดินโคร่า (จงกลม) รอบศาสนสถาน วัฒนธรรมดั้งเดิมก็คงเหลือติดไว้กับคนรุ่นเก่า และก็อาจจะถูกกลืนไปกับความเจริญที่เข้ามาอย่างรวดเร็วนี้แล้ว

แค่ออกมาเดินเพื่อไปกินข้าวเที่ยง Altitude Sickness ก็เริ่มถามหา อาการอ่อนเพลีย (อาจจะรวมกับที่ต้องตื่นเช้า) เหนื่อยง่าย มึนหัว แม้ว่าจะกินยากันไปแล้ว ประกอบกับแดดที่แรงมากๆ (มิน่าหละ คนทิเบตถึงใส่หมวกคาวบอยปีกกว้างกันหมด) ก็ทำให้มึนกันไปทุกคน ก็ต้องให้ร่างกายปรับสภาพไปเรื่อยๆ กินยา จิบน้ำ และก็อย่าออกแรงเยอะ

สภาพลาซาจริงๆ เจริญกว่าต่างจังหวัดบ้านเราแบบไกลโข

ตอนบ่ายหลังจากพักผ่อน ก็ออกไปถ่ายรูปแถวๆ Potala Palace ส่งโปสการ์ด เดินไปมาๆ กินข้าวแล้วก็กลับที่พัก เก็บแรงไว้เที่ยวพรุ่งนี้

Day 2

วันนี้จะเป็นการเที่ยวชมในเมืองลาซาและวัดที่อยู่นอกตัวเมือง ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ก็เหนื่อยเหมือนกัน

ตื่นมาด้วยอากาศหนาวๆ ลากสังขารขึ้นไปกินอาหารเช้าที่ชั้นบนสุดของโรงแรม พบว่าวิวมันสวยมาก แต่ก็ไม่ช่วยเรื่องความเจริญอาหารเท่าไหร่เลย

เช้านี้เราเริ่มการท่องเที่ยวที่พระราชวังโปตาลา เป็นแลนด์มาร์คของทิเบตเลยก็ว่าได้ พระราชวังนี้ถูกสร้างโดยดาไลลามะองค์ที่ห้าบนยอดเขากลางเมือง (สังเกตได้ว่าดาไลลามะเหมือนจะเป็นผู้นำทั้งศาสนาและการเมือง) ตอนนี้ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่คนทิเบตไม่สามารถเข้าไปได้ (ตามหนังสือที่อ่านมา; แต่ไกด์เราเป็นคนทิเบตก็เข้าได้)

Potala Palace

ไกด์บอกว่า ช่วงนี้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาได้เพียงแค่ 5% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด (ที่เหลือเป็นชาวจีน!) ก็นับว่ากลุ่มเราโชคดีที่ได้เข้า (ตอนกลับเจอคนไทยที่ตั้งใจจะมาเที่ยว แต่เข้าไม่ได้ ใช้อเจนซี่เดียวกันด้วย)

ยืนต่อคิวสักเกือบๆชม.ก็ถึงจะได้เข้าภายในตัวพระราชวัง สิ่งที่เดาไว้ก็ถูก คือการขึ้นไปในตัววังนั้นก็ต้องเดินขึ้นตามทางในรูปนั้นหละ! ด้วยความที่ยังปรับตัวไม่ได้ แต่ละคนก็เดินกันได้ไม่ไกลก็ต้องพักกันหมด แต่การพักมันก็คือหยุดถ่ายรูปหละ เพราะวิวมันสวยมาก

วิวจากทางขึ้น

พอเข้าไปในวังก็เดินๆดู (ถ่ายรูปไม่ได้) แล้วก็โผล่ไปวังแดงบนยอด ที่นั่นมีโกศของดาไลลามะองค์เก่าๆทำด้วยทองคำหนักเกือบๆตัน (ขนกันขึ้นมาทำได้ยังไง) เสร็จแล้วก็เดินลงมาเพื่อจะไปยังที่หมายต่อไปคือวัดโจฮัง

วัดโจฮังเป็นวัดที่สร้างจากการถมทะเลสาบ (สมัยก่อนการเลือกที่ก็พิสดารดีเหมือนกัน แต่มีหลายตำนานเลยไม่รู้จะเชื่ออันไหนดี) อยู่ใจกลางเมืองเก่า ณ ปัจจุบัน เดินจากที่พักไม่ถึงสิบนาที เป็นวัดที่ดูเล็กๆ แต่ก็ศักดิ์สิทธิ์ รอบวัดมีร้านรวงขายของฝากกัน (แต่ไม่เข้าทางการซื้อ) จุดเด่นที่ชาวพุธสมควรมาคือในวัดมีรูปปั้นของพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุได้สิบสองพรรษา (Jowo Shakyamuni) ที่เชื่อกันว่าได้รับการสวดให้พรโดยพระองค์ท่านจริงๆ โชคดีที่ได้ไปวันหยุด เพราะว่ามีแต่นักท่องเที่ยวเข้าได้ ถ้าวันธรรมดาคนทั่วไปจะเข้ามาได้และคงแน่นขนัด

จากนั้นก็กินข้าวและก็นั่งรถออกไปนอกเมืองไปยัง Drepung Monastery (เลิกพยายามเขียนออกเสียงไทยหละ)

ที่ศาสนสถานแห่งนี้ เป็นวัดแห่งใหญ่ที่สุดในทิเบต เหมือนเป็นที่ฝึกปฏิบัติธรรมของพระ และก็ยังเป็นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ดังนั้นรัฐบาลจีนก็เลยต้องเข้ามาควบคุมและแทรกแซง ทำให้จำนวนพระในวัดนี้ลดลงเหลือไม่กี่ร้อยรูป ที่วัดนี้จะมีเนินเขาที่ในงานเทศกาลชาวทิเบตก็จะเอาผืนผ้าใหญ่มากที่วาดรูปพระพุทธเจ้ามากางไว้ที่นี่ พระพุทธรูปที่สำคัญของวัดนี้คือรูปครึ่งองค์ของพระศรีอริยเมตไตรย (Maitreya) ที่ห้องนั้นมีพระมาให้น้ำมนต์ที่นั้นด้วย คิดๆไปก็เสียดายที่มัวแต่ประหยัดเงิน ไม่ถ่ายรูป

แล้วหลังจากนั้นไกด์ก็พามาส่งที่พัก ทริปสำหรับวันนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้

ตอนกลางคืนก็ลากสังขารขึ้นชั้นบนของโรงแรมไปถ่ายรูปพระราชวังโปตาลามาหละ ฟ้าน้ำเงินๆ บวกกับแสงไฟที่ส่องที่ตัววังก็ดูแปลกดี

วิวยามค่ำ

Day 3

วันนี้เริ่มออกนอกเมืองกันบ้างแล้วหละ ไปชมวัดที่วิวรอบข้างสวยงามสุดๆ

วิวจากห้องอาหาร

หลังจากที่เมื่อวานไกด์ผู้น่ารักของเราบอกให้ลองเปลี่ยนแผนของวันนี้ดูเป็นว่า จะตัดสถานที่เที่ยวออกไปหนึ่งที่ แล้วก็เพิ่มเวลาให้ที่วัดนี้แทน ก็คิดว่าตัดสินใจถูกกันที่ทำตามไกด์ เพราะเวลาอาจจะไม่พอก็ได้

นั่งรถออกไปนอกเมืองลาซาประมาณหนึ่งชั่วโมง ไล่วนซ้ายขวาเพื่อขึ้นภูเขาที่เป็นที่ตั้งวัดที่ชื่อว่า Ganden Monastery

คนเขาสร้างกันได้ยังไง

สภาพก็จะคล้ายๆกับ Drepung Monastery เมื่อวาน แต่สถานที่ตั้งนั้นดูสูงกว่า และก็ล้อมรอบด้วยธรรมชาติที่น่าตระการตา เมื่อมาถึงแล้วไกด์ก็พาไปเดินรอบเขาก่อนเลย อาการเหนื่อยง่ายก็กลับมาอีกรอบ

เพื่อวิว ก็ต้องยอมไม่เหนื่อย

แต่ว่าวิวมันสวยมากๆ ด้วยอาจเป็นเพราะความสูงที่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 4700 เมตร จึงทำให้เมฆมันเรื่อยติดยอดภูเขา เป็นสภาพที่น่าประหลาดใจ แต่ก็ช่วยให้เราได้ใกล้ชิดกับท้องฟ้ามากขึ้น

สภาพภูเขาที่นี้ไม่ได้เป็นหินแบบที่สวิส แต่เหมือนเป็นดินปนหินที่สามารถโดนน้ำกัดเซาะได้อยู่เสมอ ตามทางที่นั่งรถผ่านมา บางที่ก็จะเห็นว่าน้ำมันกัดเซาะภูเขาจนเป็นร่องลึกเลยทีเดียว ภาพเหล่านี้จะพบได้ในวันถัดๆมา เมื่อเราออกจากตัวเมืองไป

กระผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า เมื่อก่อนเค้าใช้แรงงานเพื่อการก่อสร้างวัดนี้ที่ยอดเขาสูงๆเหล่านี้กันได้อย่างไร เพราะว่าแค่ดูจากทางรถแล้วก็นับว่าลำบากที่จะขับขึ้นมาถึงวัดแห่งนี้ ถ้าเป็นคนธรรมดามันไม่เหนื่อยกว่านี้อีกเหรอ แต่ก็ด้วยอาจเป็นนเพราะความศรัทธาในศาสนา ผู้คนถึงทำได้

เมื่อเดินลัดเลาะชมวิวรอบภูเขาเสร็จแล้ว ไกด์ก็ถึงพามาชมข้างในวัด ซึ่งก็ไม่ต่างจากเมื่อวานสักเท่าไหร่ แต่คราวนี้จ่ายเงินเพื่อถ่ายรูปแล้ว (แต่แสงน้อยกว่าเมื่อวานเยอะ) แล้วก็มากินอาหารกลางวันกันที่นี้หละ

เรื่องอาหารการกิน อาจจะบ่นได้หนึ่งบล๊อก เพราะว่ามันแย่มาก วันนี้ก็สุดๆด้วยบะหมี่เศษเนื้อจามรี ที่เส้นก็ไม่สุก เนื้อก็แทบจะไม่มี ต้องประทังชีวิตด้วย M&M พร้อมจิบชานมจามรี ไกด์มาเห็นก็คงอึ้งกับคนไทยพวกนี้ จะว่าไปคนไทยนี่ก็เสียเปรียบนะ เพราะอาหารพื้นเมืองอร่อยกว่าประเทศอื่นๆ ไปไหนก็เลยเจอแต่ของไม่อร่อย

หลังจากอิ่มหนำสำราญจนต้องไปซื้อมันสำปะหลังทอดจากรถเข็นมากินแล้ว ก็นั่งรถย้อนกลับมาสู่เขตเมืองลาซาอีกครั้ง เพื่อที่จะไปยังวัด Sera Monastery เพื่อชมการสนทนาธรรมแบบออกท่าทางของพระทิเบต

สนทนาธรรมแบบพระทิเบต (รูปจากกล้องใหญ่)

ด้วยความตั้งใจเดิมของพิธีกรรมมันคงจะดีอยู่หรอกนะ แต่เมื่อโดนผลักดันให้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภาพที่ออกมามันก็ดูตลกๆ นักท่องเที่ยวจับกลุ่มมองล้อมรอบ พร้อมกับถ่ายรูป พระก็ต้องทำหน้าที่ตามปกติ เหมือนไปดูการแสดงอะไรสักอย่างนึงมากกว่าการปฏิบัติธรรม ในส่วนของตัววัดก็จะเป็นที่สำหรับพาเด็กมารับพรเพื่อเป็นศิริมงคล

วันนี้เที่ยวเสร็จแล้ว พอมีเวลาให้เดินเล่น ก็เลยไปลองเดินหาร้านเค้กที่ใน 4sqr เลื่องลือกัน ปรากฏว่าแผนที่ในนั้นมันผิด ต้องโทรหาไกด์เพื่อที่จะได้รู้ว่ามันอยู่ที่โรงแรม Shangbala

Tibet Summit Cafe ของประทังชีวิตยามหิว

ตอนเย็นก็ให้ไกด์พาออกไปกินบุฟเฟต์พร้อมชมการเต้นพื้นเมือง (มีใช้ชิมชาเนยด้วย เค็มดี) การแสดงก็คือการเต้นหละ มีร้องจริงสลับเปิดเทป ที่น่าสงสารคือนักแสดงต้องวิ่งวุ่นกันเปลี่ยนชุด สาวพิธีกรภาษาอังกฤษก็ต้องพูดไปด้วย พร้อมกับแสดงไปด้วย

กลับมาก็เก็บของเตรียมตัวไปค้างต่างเมืองในวันพรุ่งนี้ เหนื่อยมากมาย

Day 4

วันนี้เราจะไปนั่งรถผ่านทะเลสาบรูปแมงป่องกัน ที่นี้มันมีชื่อว่าทะเลสาบยัมดร๊อก (Yamdrok) จากนั้นก็เลียบภูเขายลธารน้ำแข็ง สุดท้ายก็จบที่เมืองชิกาเซ่ (Shigatse)

จริงๆเป้าหมายคือพยายามไป EBC แต่มันโดนปิด ก็เลยผ่านไปถึงแค่นั้นพอ

ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณสองชั่วโมงก็จะมาเจอภาพของทะเลสาบอันสวยงาม (และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน)

วิวสวยเกินบรรยาย

น้ำมันเป็นสีน้ำเงินที่น่าจะมาจากแร่ธาตุของภูเขา แต่ที่กินขาดคือวิวที่เป็นภูเขาโล้นๆ ปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวๆ เหมือนเป็นภาพ abstract ก็ว่าได้ (รอดูบล็อกรูป) ส่วนขนาดก็ใหญ่โตเหมือนตัวเราเป็นมด ยาวแบบเหมือนกับจะไม่สิ้นสุด (ที่เห็นมันเป็นเพียงโค้งน้ำส่วนหนึ่งเท่านั้น)

วันนี้เป็นเส้นทางสายธรรมชาติ หลังจากที่ลัดเลาะไปริมทะเลสาป เราก็เข้าสู่ช่องเขาที่ยังมีหิมะปกคลุมอยู่ บางที่ก็มีธารน้ำแข็งอยู่ด้วย

ธารน้ำแข็งก็กำลังละลาย

ดูๆไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนมันจะมีเยอะกว่านี้หรือเปล่า โลกเรากำลังร้อนขึ้นจริงๆหรือไม่

จุดที่ธารน้ำแข็งมันใหญ่และเห็นได้ชัดสุดเรียกว่า Karo-la Pass (บรรยากาศชวนให้นึกถึงตอนไปสวิส เย็นแบบถึงขั้ว+ลมแรงๆ)

Big, Melting Glacier

วิวก็ยังไม่จบแค่นั้น สักพักรถก็ขับมาถึงทุ่งหญ้าที่ทั้งจามรีและแกะกินหญ้ากันอย่างอร่อย

วิวนี้ ไอโฟนจัดเต็มที่

จากนั้นก็ผ่านเขื่อนใหญ่ (คุ้นว่าชื่อ Yamdrok Dam ที่ดาไลลามะไม่อยากให้สร้าง) จากนั้นก็พักกินข้าวกลางทาง (เป็นครั้งแรกที่อาหารกินได้) เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังเมือง Gyantse เพื่อไปที่ Palcho Monastery ซึ่งเป็นอีกวัดนึงที่สไตล์จะออกไปแนวเนปาล ตัวสถูปก็สามารถขึ้นไปชมวิวได้ ซึ่งมันก็จะเห็นถึงปราการของเมืองเลยทีเดียว

วิวแนวตะวันออกกลาง

การเดินทางก็มาสิ้นสุดที่เมือง Shigatse เมืองใหญ่อันดับสองของทิเบต ที่กำลังก่อสร้างกันเต็มที่ ตอนเย็นกินหม้อไฟน้ำมันเดือด (กินได้ แต่ทุกอย่างเป็นน้ำมัน) แล้วก็เข้าที่พัก นอน (คุณไกด์ก็โดนแม่ภรรยาเรียกไปหา)

หม้อน้ำมันเดือดนรก

Day 5

กลับไปลาซา วันนี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ นั่งรถอย่างเดียว แวะสองที่คือตอนพักเข้าห้องน้ำ (กลางแจ้ง) กับตอนกินข้าว

วิวตอนยืนฉี่ที่สวยที่สุด

พอมาถึงลาซาก็มีเหตุขัดข้องเรื่องที่พัก ทำให้ต้องย้ายจาก Yak’s Hotel ไปอีกที่นึง ไกด์ก็ต้องจัดเต็ม ห้องใหญ่อลังการ(เกินความจำเป็น) แต่เดินไกลมาก ผ่านจุดตรวจด้วย [ลืมบอกไปว่าหลังเหตุการณ์ทางการเมือง ทางการจีนก็ได้จัดตั้งจุดตรวจความปลอดภัยตามแหล่งท่องเที่ยวในเมืองลาซา พร้อมทหารและตำรวจเดินตรวจตราตลอดเวลา; เดินๆไปจะเห็นทหารเดินกันสี่ห้าคน แล้วก็จะมีคนนึงถือถังดับเพลิง]

ห้องแบบนี้จองห้องนึงนอนห้าคนก็ยังได้ มีที่ให้ไกด์กับคนขับรถด้วย (รูปจากกล้องใหญ่)

วันนี้ก็มีเดินซื้อของฝาก (ไม่รู้จะซื้ออะไรจริงๆ มากสุดก็พวงกุญแจกระมั้ง; ปล.ที่บ้านมีเยอะแล้ว) ไปกิน ซื้อเสบียงตุนตอนไปค้างที่ทะเลสาบนัมโซะ แล้วก็ถ่ายรูปพระราชวังตอนกลางคืน วันนี้ไม่เหนื่อยเหมือนวันก่อนหน้าแล้ว แต่ก็ใกล้จะกลับแล้วหละ

Day 6

วันนี้ก็มุ่งหน้าไปทะเลสาบนัมโซะกัน ทะเลสาบนี้เป็นหนึ่งในสามทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทีเบต อาณาเขตกว้างขวางกว่ากรุงเทพทั้งจังหวัดเสียอีก (แต่ก็มีทะเลสาบในจีนที่ใหญ่กว่านี้อีกเท่าตัว! อยู่ในทางเดินรถไฟใกล้เมือง Xining)

ออกจากที่พักแต่เช้า นั่งรถไปไกล ระหว่างทางก็มีแวะพักที่น้ำพุร้อน (Yangpachen) เมื่อก่อนมันปล่อยน้ำพุร้อนไว้โล่งๆ แต่ตอนนี้เค้าทำโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าครอบแล้ว

วิวโรงไฟฟ้ากับภูเขา (รูปจากกล้องใหญ่)

ตรงนี้ก็จะมีสระน้ำแร่อุ่นๆ ทั้งในร่มและกลางแจ้งให้ชาวทิเบตและนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนกัน แต่ถ้าทำให้บรรยากาศเหมือนออนเซ็นหน่อยจะดีกว่านี้

[ปล. วิวช่วงนี้จะเหมือนกับที่นั่งรถไฟ จนไปถึงเทือกเขาที่จะข้ามไปทะเลสาบเลย]

จากนั้นก็นั่งรถไปเรื่อยๆ แวะถ่ายรูปนิดหน่อย

แล้วก็มาถึงทางเข้าทะเลสาบ ที่ต้องขับรถไต่ช่องเขา ไปจนถึงระดับความสูง 5190 เมตร (พอๆกับ EBC) ลมทั้งแรงและก็หนาวมาก อากาศน้อยด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เลยมึนๆ

จุดนี้ ถ้าไม่นับเครื่องบิน ก็เป็นจุดที่ยืนสูงสุดในชีวิตแล้ว (รูปจากกล้องใหญ่)

วิวที่เห็นทะเลสาบลิบๆดูอลังการ เหมือนเรากำลังจะหลุดเข้าไปอีกโลกนึงทีเดียว

มัน ใหญ่ มากกก (รูปจากกล้องใหญ่)

ที่ทะเลสาบแห่งนี้ ทางการดูท่าจะต้องการรักษาธรรมชาติไว้อย่างมาก ที่พักเลยเป็นสิ่งปลูกสร้างแบบไม่ถาวร ห้องอาบน้ำก็หาไม่ได้ (แต่ด้วยความหนาวเย็นแล้วก็คงไม่มีคนอาบหรอก) ห้องน้ำธรรมดาก็น้อยเกิน แต่ยังไงก็ต้องเรียกว่าคุ้มค่ากับการมาหละ

ตอนนี้ไกด์ก็พาคนที่อยากถ่ายรูปกับจามรีไปถ่าย แล้วก็ปล่อยฟรี

ที่ทะเลสาบนี้ก็จะมีหินศักดิ์สิทธิ์อยู่คู่นึง ซึ่งมันก็อยู่ใกล้ๆวัด รอบๆก็จะมีทั้งนักท่องเที่ยว คนเร่ร่อนพื้นเมืองมาเดินขอตังค์ (พวกนี้อย่าถ่ายรูป ถ้าถ่ายแล้วจะมาขอตังค์) แล้วก็มีภูเขาลูกเล็กๆให้ปีนขึ้นไปดูวิว

เนื่องจากแดดมันแรง ถ่ายรูปริมทะเลสาบไม่สวย พวกเราก็เลยตัดสินใจเดินรอบภูเขาแทน (ไม่มีคนถามว่ามันเดินนานเท่าไหร่) ปรากฏว่าก็เดินวนครบเลยหละครับ เสียเวลาไปสองชม. ลากกันจนสุด ถึงเวลากินข้าวพอดี (วิวทะเลสาบบนภูเขาก็หมดกัน)

ตอนนี้ก็กินข้าวกับไกด์ คุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ (ไกด์เด็กกว่าเรา แต่งงานมีลูกแล้วด้วย) แล้วก็ตัดสินใจไปถ่ายรูปยามดึกดีกว่า สถานที่คือยอดเขาที่จะขึ้นไปตอนเย็นนั่นหละ ลมก็แรง อากาศก็เย็น ไปขลุกกันจนเที่ยงคืนได้มาประมาณสามรูปก็พอแล้ว (เปิดหน้ากล้องสิบนาที จะคุยกับเพื่อนก็คิดอะไรไม่ออก หนาว) ลงมาก็นอนแบบไม่รู้เรื่อง อากาศมันหนาวได้ใจจริงๆ [ปล.ตอนขึ้นไปถ่ายรูป ก็ยังมีคนขึ้นไปเดินเล่นแบบมืดๆอีก]

Day 7

วันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปตอนเช้า เพราะธรรมชาติเรียกร้องให้ไปเข้าห้องน้ำ (ได้บรรยากาศแบบจีนสุดๆ) เลยไม่ได้หยิบกล้องไปด้วย ก็น่าเสียดายเหมือนกัน แต่เพื่อนๆคงถ่ายไว้แล้วหละ

สำหรับวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายในทิเบต นั่งรถกลับลาซาเพื่อจะขึ้นรถไฟไปเมือง Xining ซึ่งก็กลับมาที่ตัวเมืองตอนเที่ยงๆ ไกด์พาไปซื้อของกินเพราะรู้ว่าบนรถไฟอาหารมันแย่ แล้วเราก็จากลากับไกด์

รถไฟของจีนนั้นจัดได้ว่าดีเลยทีเดียว (ดีกว่าเวียดนามเยอะ) ที่ห้องก็นอนสบาย ห้องน้ำก็โอเค (แต่ท่าทางคนจีนจะใช้โถแบบนั่งไม่เป็น)

Soft Sleeper Train

ส่วนวิวระหว่างทางวันนี้ก็เหมือนกับตอนไปทะเลสาบเมื่อวานเลย เลยไม่ได้เห็นตรงเขตระหว่างทิเบตกับจีน (ตอนกลางคืนได้ยินมาว่ามันผ่านภูเขาหิมะด้วย)

รถไฟนี่คงนั่งสักคืนก็คงโอเค แต่ถ้าสองคืนแบบแพลนแรกก็คงอึดอัดเหมือนกัน (ดูท่าเครื่องบินจะดีสุด แต่ก็ต้องค้างคืนนึงก่อนอยู่ดี)

Day 8

วันนี้ดูท่าเป็นวันที่ยาวนานอีกวันนั้น เลยฆ่าเวลาด้วยการดูหนังที่โหลดลงไอแพดมา (ดูจนเอียน) ระหว่างทางของเมืองจีนก็มีวิวทิวทัศน์ที่ดูแปลกไปจากทิเบตเหมือนกัน บางครั้งก็ผ่านภูเขาหิน บ้างก็ผ่านทะเลทราย จนมาใกล้ๆเมือง Xining ก็จะเจอกับ Qinghai Lake ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในจีน

ประมาณสี่ห้าโมงก็มาถึงที่ Xining หละ เริ่มต้นด้วยการหาแท็กซี่ไปสนามบิน ต้องต่อรองราคากันอย่างดุเดือดจนได้ที่ 170 หยวน (ก็นับว่าแพงอยู่) ถ้าไม่มีน้องที่พอพูดจีนได้ก็คงแย่แน่ๆ

ต่อไปก็นั่งแกร่วที่สนามบิน รอเวลาขึ้นเครื่อง ตอนแรกก็เข้าไปกินบุฟเฟต์รอ จากนั้นก็ไปนั่งรอที่ประตู แล้วเครื่องมันก็ดีเลย์อีก กว่าจะไปถึงเฉินตูได้ก็จะตีหนึ่งแล้ว

Day 9

เนื่องจากเครื่องลง Terminal 2 แต่นัดคนขับรถเพื่อจะเที่ยวต่อที่ Terminal 1 แล้วสนามบินมันก็ปิด ทุกคนก็ต้องลากกระเป๋าหนักๆเดินไปเอง ไปถึงก็ขลุกอยู่แบบไฟมืดๆ ทุกคนก็จัดการแปลงห้องน้ำคนพิการเป็นที่อาบน้ำชั่วคราวเลย

นอนได้สักครึ่งชม.ก็ตื่น งัวเงียๆมากินอาหารเช้า แล้วก็รอคนขับรถมาเพื่อจะไปสถานที่เที่ยวของคนจีนที่มีชื่อว่า Huang Long Xi

ถ้าจะให้บรรยายก็คงเหมือนพวกเพลินวาน ที่ทำเป็นเมืองเก่าๆ แต่ในสเกลที่ใหญ่กว่า ก็มีร้านรวงเต็มไปหมด

ก็ดูดีนะ บางที่มันก็เอาของเก่ามาจริงๆ แบบกำแพงของเก่าจริงอะไรประมาณนี้ (รูปจากกล้องใหญ่)

แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นคือทุกคนจะไปเล่นน้ำที่นั่น แบบว่ากลางเมืองมันก็จะทำทางน้ำตื้นๆไว้ แล้วทุกคนก็จะไปเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน

I’ll never understood Chinese People!

ส่วนเรื่องอาหาร ขอบอกว่าดีแต่รูป รสชาติกากมาก สงสารคนจีน ไม่รู้ว่ากินกันได้อย่างไร

อยู่จนถึงเที่ยงก็นั่งรถกลับไปสนามบิน รีบกลับเมืองไทยโดยพลัน (เจอพนักงาน KFC สั่งของผิดอีก ฉันหละกลุ้มใจกับคนจีน)

 

สรุปส่งท้าย

ขอบคุณที่ชวนกระผมไปเป็นบุคคลที่ห้าในทริปนะครับ แม้ว่าจะเพิ่งเจอหน้า (แต่พอรู้จักกันบ้างแล้ว) ก็ให้ความประทับใจอย่างดี เป็นตัวของตัวเองกันทุกคน

ชอบธรรมชาติของทิเบต แต่ก็อดสงสารคนไม่ได้ แม้ว่าวัฒนธรรมและประเพณีจะแรง แต่ยักษ์มันใหญ่กว่า ด้วยความเป็นนักท่องเที่ยวไม่สามารถตัดสินเรื่องการเมืองได้ ทำให้แค่เขียนเรื่องที่เห็นออกไป

แล้วก็คงจะไม่ไปเหยียบจีนอีกนานเลย…

จากลากับทิเบตด้วยภาพส่งท้ายนี้…

ทีนี้ก็เป็นการแนะนำสำหรับการเที่ยวหละ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่หาข้อมูล

เรื่องเล็กๆน้อยๆ

การเดินทางเข้าออกทิเบต

การเดินทางสามารถเดินทางโดยรถไฟ หรือสายการบินภายในประเทศจีนก็ได้ ตอนที่ไปนั้นจองรถไฟขาไปไม่ได้ ก็เลยลองขึ้นขากลับ แต่ว่าวิวที่เห็นขากลับมันก็ซ้ำๆกับตอนที่นั่งรถไปเที่ยวในนั้น (วิวสุดท้ายก่อนแสงหายคือทางไปทะเลสาบนัมโซะ และเลยออกไปอีกหน่อย) การนั่งรถไฟไปอาจจะให้วิวที่ดูดีกว่า

แต่ทว่าก็ต้องแลกกับการนั่งรถไฟหนึ่งถึงสองวันเต็มๆ (ขึ้นที่เฉิงตูก็สองวัน ที่ซี่หนิงก็หนึ่งวัน)

ส่วนทางด้านเครื่องบินก็ขึ้นได้ที่เฉิงตู ใช้เวลาไม่นาน ประมาณสองชม. หากนั่งอยู่ด้านซ้ายก็อาจเห็นวิวเทือกเขาหิมาลัยอยู่ไกลๆ

อย่าลืมว่าต้องจองกับทัวร์เพื่อให้เค้าขอ permit ทิเบตให้ได้ก่อนด้วย ไม่งั้นเข้าไม่ได้

Altitude Sickness

เหนื่อยง่าย ปวดหัว หายใจไม่ทัน บางคนอาจจะสมองบวมแล้วไม่ได้เที่ยวก็ได้ การไปวันแรกๆนั้นควรจะพักผ่อนให้เต็มที่ และกินน้ำให้เยอะๆ มันจะมียาช่วย แต่คงต้องปรึกษาคุณหมอว่าจะกินได้หรือเปล่า (แต่ถึงกินแล้วก็ยังมีอาการอยู่ดี) วันแรกๆแค่ขึ้นบันไดไม่กี่ชั้นก็หอบ แต่พอไปสักสามสี่วันก็จะเริ่มปกติ

oxygen กระป๋อง ห้ามขึ้นเครื่องทั้งเครื่องบินและรถไฟ ถ้าเจอก็โดนยึด

อาหารการกิน

เรื่องนี้อาจต้องแสดงความเสียใจกับผู้ที่กินได้ยาก เพราะอาหารมันไม่ถูกปากอย่างแรง อาหารที่นี่ก็จะมีประมาณอาหารจีนหรือทิเบต รสชาติก็จะมันๆเลี่ยนๆไปซะเกือบหมด

ส่วนอาหารทิเบต มีที่อยากให้ลองสักครั้ง(เดียวก็พอ)คือเนื้อจามรี และก็โยเกิร์ต

อาหารเช้าของโรงแรม จะเป็นข้าวต้ม มีไข่ต้ม และกับข้าวที่ส่วนมากจะเป็นผัก

อาหารตามภัตตาคารก็จะตกประมาณจานละร้อยห้าสิบบาท ส่วนร้านพื้นเมืองก็จะถูกกว่านี้

น้ำ ไม่มีน้ำแข็ง พึงระวังเวลาสั่งน้ำอัดลม

ห้องน้ำ

อาจจะพบกับ culture shock ได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรเตรียมคือ

1. พก baby wipe + ทิชชู่ + แอลกอฮอลล้างมือ
2. เตรียมใจกับห้องน้ำ open air ที่มาพร้อมกับกลิ่นอันอบอวน
3. พยายามจัดการให้เสร็จจากโรงแรม

โรงแรม

ไม่ทุรกันดาน ออกจะโอเคเลยด้วยซ้ำ ยกเว้นว่าจะไปค้างแรมที่ EBC หรือทะเลสาบนัมโซะ ก็จะเป็น dorm แบบไม่มีห้องอาบน้ำ (และสภาพอากาศก็คงทำให้ไม่อยากอาบเท่าไหร่) แต่ว่าคุณภาพการสร้างก็จีนๆ คือบางที่อ่างอาบน้ำรั่ว หรือโถนั่งก็รั่วได้

ภาษา

ถึงคุณจะไม่ได้เป็นคนจีน แต่ทุกคนก็จะพยายามพูดภาษาจีนใส่คุณ แม้ว่าคุณจะบอกแล้วว่าพูดจีนไม่ได้ กรุณาเตรียมตัวเรื่องภาษาสำหรับการอยู่รอดในการเดินทาง กินและซื้อของ

การเดินทางภายใน

เนื่องจากสามสี่ปีที่ผ่านมา มีฝรั่งทะลึ่งไปประท้วงที่ทิเบต ทางการก็เลยต้องสั่งให้คนที่เข้ามาเที่ยวต้องมีไกด์ทัวร์ตลอด เนื่องจากว่าพอเราติดต่อกับบ.ทัวร์ เค้าก็จะรวมรถมาให้ในแผนอยู่แล้ว ก็จะเป็นแนวรถแวน รถตู้ ไม่แคบมาก แต่อาจนั่งไม่สบาย ถนนก็จะเป็นเลนเดียว ก็นั่งไปคอยลุ้นคนขับรถไป หากไปทางไหล่เขาก็อาจจะเจอดินถล่มได้

ถ่ายรูป

เหมือนกับเวียดนามมั้ง ที่คนแก่ๆเค้าจะถือเรื่องการถ่ายรูป (เวลาคนเสียชีวิตเค้าต้องทำลายรูปทิ้งหมด เดี๋ยวไม่ไปเกิดใหม่) แต่ถ้าอยากลองก็ลองพูดทักทายกับเค้า (อาชิเดเล่ – สวัสดี) แล้วก็เอามือไปชี้ที่กล้อง ถ้าไปแอบถ่ายแล้วเค้าเห็นนี้เค้าจะทำท่าตกใจอย่างแรง

วัดเก็บค่าถ่ายรูปเป็นห้องๆ เห็นอันไหนน่าถ่ายก็ยอมจ่ายเงินไปเถอะ

ในลาซา พยายามอย่าถ่ายไปที่ทหารหรือตำรวจ เพราะไม่รู้ว่าจะมีเรื่องหรือเปล่า

คนเร่ร่อนตามสถานที่เที่ยวนอกเมือง ถ้าถ่ายรูป จะโดนเรียกเก็บเงินในราคาแสนแพง นี่รวมไปถึงน้องหมาของเค้าด้วย

Facebook + Twitter

ใช้ไม่ได้ แต่ก็มีทางอ้อมๆให้ใช้

งบประมาณ

ไม่ได้ไปหรูหรามาก ราคาก็ถือว่าแพงอยู่เหมือนกัน แต่ได้ตั๋วโปรหมื่นนิดๆ ราคารวมเลยจะได้ประมาณ 65,000-70,000 บาท (ทริปญี่ปุ่นหนึ่งครั้งเลย)

Roparat Sukapirom

blogger at roparat.com
A geek with a camera.
Roparat Sukapirom

Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)