iPad (2012)

ถ้าคิดไปเมื่อสองปีที่แล้ว อุปกรณ์ที่เป็นเหมือนไอพอดทัชขนาดใหญ่ ที่ใครๆเห็นแล้วก็นึกไม่ออกว่ามันจะใช้ได้ดียังไง (แต่ก็ซื้อมาใช้) ปรากฏว่าอุปกรณ์นี้ ได้เปิดโลกของการเสพข้อมูลได้ในรูปแบบใหม่ มันทำให้อินเตอร์เน็ตอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น จากหน้าคอม ก็กลายเป็นบนโซฟา บนเตียง ในห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น แม้กระทั่งเอามาใช้ในที่ทำงาน อ่านอีเมล์ก็ทำให้เหมือนการอ่านบนกระดาษ ถือไปไหนก็ได้

สองปีผ่านไป ชื่อใหม่มันคือ The new iPad (จะเรียกว่าไอแพดสาม, 3rd generation หรือ 2012 model ก็คงเรียกได้เหมือนกัน)

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอย่างเดียวคือจอ ที่มันเปลี่ยนมาเป็นจอความละเอียดสูงมาก จาก 1024×768 มาตรฐานจอคอมเมื่อเกือบๆสิบปีที่แล้ว มาเป็น 2048×1536 ที่ความละเอียดเยอะกว่าจอ HDTV 1080p ซะอีก

เนื่องจากจอมันมี pixel จำนวนมโหฬาร ด้านสเปคเครื่องเลยจำเป็นต้องอัพเกรดตามไปด้วย ไม่งั้นมันจะทำงานไม่ไหว:
GPU จาก dual กลายเป็น quad core ถ้าจำไม่ผิด PlayStation Vita ใช้ GPU ตัวเดียวกัน (SGX543MP4) แต่ frame rate อาจเท่าเดิม เพราะจอละเอียดขึ้น
แรม จาก 256 MB (iPad 1) มาเป็น 512 MB (iPad 2) ตอนนี้เป็น 1GB แล้ว ช่วยสำหรับเก็บ texture สำหรับเกม ถ้ามันต้องเรนเดอร์ที่ความละเอียดใหม่
กล้อง อัพขึ้นมาเป็น 5MP เพราะว่าจะได้ถ่ายออกมาแล้วดูไม่น่าเกลียดในจอ Retina
แบต เพิ่มความจุให้อึดขึ้น ไม่งั้นหมดเร็วเกิน

มองภาพรวมด้านเทคโนโลยี ความแตกต่างที่สังเกตได้คือแค่จออย่างเดียว ที่เหลืออัพมาให้มันใช้งานได้เท่ากับของเดิม (iPad 2)

ตัวเครื่องรูปทรงเหมือนเดิม แต่หนักและหนาขึ้น (พอใส่เคสแล้วรู้สึกไม่ต่างกัน) ดูบอบบางกว่าไอแพดรุ่นแรก

 

แต่ทว่าแค่จอเปลี่ยน มันสามารถทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานเปลี่ยนได้…

Retina Display

 

มีคนบอกว่า ถ้าวางไว้เฉยๆนึกว่าเป็นกรอบรูป

เนื่องจากความแตกต่างมันมีแค่นี้ ขอเจาะรายละเอียดเท่านี้หละกัน

Font

ปกติกระผมใช้ไอแพดในการอ่านเยอะ ดังนั้นสิ่งที่สังเกตได้เป็นอันดับต้นๆคือฟอนท์

แม้จะไม่สบายตาเท่า kindle แต่ความคมชัดมันมาถึงแล้ว ปรับแค่ความสว่างกับมุมอ่านไม่ให้ไฟสะท้อนก็ใช้เป็น eReader ได้เกือบ 100%

จำนวน pixel ขนาดมโหฬาร แต่เอาไปยัดลงจอขนาดไม่ถึงสิบนิ้ว! (คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่)

 

ก่อนหน้านี้การอ่านผ่านจอไอแพดก็ยังเลือกที่จะใช้ฟอนท์ตระกูล San-serif เพราะว่าส่วนหางตวัดๆของมันจะเบลอ ทำให้อ่านไม่สบายตา แต่ตอนนี้แอปที่ยังใช้ฟอนท์ San serif ก็จะดูแข็งไปเลย ความละเอียดมันทำให้เปลี่ยนมาใช้ฟอนท์สำหรับงานพิมพ์ได้

การเปิดไฟล์ pdf ขนาด A4 เมื่อก่อนต้องซูมเข้าไป เพราะฟอนท์มันเล็กเกินกว่าที่จอจะแสดงผลได้ชัด ตอนนี้อ่านได้แล้ว แบบสบายตาด้วย เลยทำการทดสอบโดยใช้แผนที่รถบัสกรุงเกียวโตมาดู (โหลดจากที่นี่) ผลปรากฏว่ามันละเอียดแบบว่าอ่านชื่อป้ายออกเลย

แต่ว่าถ้าอยากรู้เบอร์รถ ต้องซูมอีกนิดนึง นิดเดียวจริงๆ

ข้อดีอีกอย่างคือมันเหมาะสำหรับอ่าน Magazine จริงๆจังๆแล้ว (ลองเริ่มจากของฟรีอย่างEngadget Distroดู)

ปล. Magazine ที่ยังไม่ได้อัพเดทเป็น Retina จะพบว่าภาพมันแตกจนอ่านยากมาก ดูบนจอนี้มันจะแย่กว่าดูจอเก่าอีก

Photo

สิ่งที่สังเกตได้อย่างถัดมาคือรูปถ่ายที่สีสันสดใสมากขึ้น และเห็นรายละเอียดมากขึ้น มีคนทดสอบผลออกมาว่าสีตรงมากขึ้นกว่าเดิมด้วย ส่วนนี้ข้อดีคือเอามาเป็นอุปกรณ์เช็คสีสำหรับการถ่ายรูปและแต่งรูปได้เป็นอย่างดี(มากๆ)

ตอนนี้มันเป็นจอที่สีดีที่สุดไปในบ้านไปแล้ว

ทว่าความแตกต่างจะเห็นได้เฉพาะคนที่เคยใช้ไอแพดรุ่นก่อนๆมาเท่านั้น เนื่องจากรูปภาพมันเป็นข้อมูลที่ลดทอนได้ การมองผ่านๆมันแยกไม่ค่อยออกหรอกว่ามันเป็นจอ Retina หรือว่าจอความละเอียดธรรมดา

ถ้าตั้งความคาดหวังไว้เท่าเดิมอาจจะคิดว่ามันเป็นจอภาพปกติเฉยๆ แต่จริงๆแล้วความละเอียดมันแทบไม่ต่างกับรูปที่อัดออกจากร้านอัดรูปเลย

อีกความสามารถที่มีมาตั้งแต่รุ่นแรกคือต่อกับตัวโหลดรูปได้ ดังนั้นเวลาไปเที่ยวหรือออกทริปถ่ายรูป ไม่ต้องรอให้ถึงบ้านก็โชว์รูปได้แล้ว (หรือรีวิวรูปที่ถ่าย ไม่สวยหรือเบลอเห็นได้เลย)

UI

UI สำหรับแอปที่อัพเดทให้รองรับกับจอใหม่แล้ว ดูมีรายละเอียดมากขึ้น จริงๆฟังก์ชันการใช้งานมันไม่ได้ต่างไปจากเดิมหรอก แต่มันจะดูสบายตาขึ้น มีรายละเอียดในส่วนเล็กๆมากขึ้นกว่าเดิม

– แอปที่ยังไม่ได้อัพเดท ตัว iOS จะปรับให้ฟอนท์มันคม ส่วนกราฟิคจะเบลอ

– ขนาดแอปที่อัพเดทจะไม่ได้ใหญ่เป็นสี่เท่าจากของเดิม แต่ก็กินที่มากขึ้น

– เกมสามมิติ เท่าที่อ่านมาหลายๆเกมมันจะไม่ได้อัพเดทให้ render ที่ 2048×1536 แต่มันจะ Render ให้ละเอียดกว่า 1024×768 แล้วมาขยายให้เท่าจออีกรอบ เนื่องด้วยเรื่องประสิทธิภาพ

– ถ้าเกมที่กราฟิคมันเร่งสีให้สดอยู่แล้ว พอมาใช้กับจอนี้มันจะสดเกิน

– แอปส่วนมากไม่ได้ใช้ประโยชน์จากจอ Retina นอกจากทำให้กราฟิคคมขึ้น

– แอปที่ได้ประโยชน์โดยตรงจะเป็นแอปที่ข้อมูลมันvisualize แอปที่เกี่ยวกับรูปภาพ หรือสำหรับดูวิดีโอ เช่น google maps, iPhoto, แอปวาดรูปทั้งหลาย

กล้องรุ่นใหม่ความละเอียดสูงของ Google Street View เหมาะกับการเปิดดูใน The new iPad มากๆ

จอ Retina ทำให้อ่านข้อความของบางแอปออกได้ (ตัวมันจะเล็กไปถึงไหน)

 

การดู thumbnail แบบไม่ต้องเดามาก เพราะว่าถึงมันจะเล็กแต่ก็ชัดได้อีก (รูปขนาดเต็ม)

Upgrade from iPad 1

คนใช้ไอแพดหนึ่ง แค่รูปนี้ก็เพียงพอต่อการตัดสินใจแล้ว

ตอนนี้คนใช้รุ่นแรกคงใกล้จะปาทิ้งได้ เพราะว่ามันช้ากว่าตอนแรกเยอะมาก (เข้ารอยไอโฟนรุ่นแรก) ข้อเสียอย่างเห็นได้ชัดคือแรมน้อย (256MB vs. 1GB) ซึ่งมันมีผลต่อการใช้งานมาก อาจจะมากกว่าซีพียูสองคอร์เลยด้วยซ้ำ

ถ้าอัพเกรดจากรุ่นแรก สิ่งที่จะสังเกตุได้ชัดคือ ความบาง ความเร็ว และความละเอียดของจอ เรื่องของน้ำหนักไม่ค่อยรู้สึกต่างเท่าไหร่ แต่ถ้าเอามาเทียบกับ Galaxy Tab ไอแพดมันจะหนักกว่าแบบรู้สึกได้

การย้ายข้อมูลทำได้ง่าย ถ้า backup ผ่าน iCloud ไว้ ตอน setup เครื่องใหม่แค่ใส่ ID เดิม มันก็จะถามว่าจะ Restore จากเครื่องไหน เลือกเครื่องเก่ามันจะเอาแอปและข้อมูลในแอปลงมาให้เลย (รวมถึง wallpaper และ lockscreen) รอตามแต่ความเร็วของอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างก็จะมาให้เราใช้งานต่อได้ทันที

คำแนะนำ: ถ้ามีกำลังทรัพย์ และยังมั่นคงใน iOS ก็อัพเกรดเถอะ

การใช้งาน

หลังจากใช้มาสองสามสัปดาห์ หลังจากความตื่นตาตื่นใจลดลง พบว่าไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่

มองระยะจากหน้าตักก็ไม่รู้ว่าจอมันคมหรือเปล่า ทั้งแอปทั้งฟอนท์ ด้วยความสงสัยเลยไปเล่นไอแพดสอง ที่ระยะหน้าตักมันก็ไม่เหมือนกัน ยังพอเห็นเป็นจุดเหลี่ยมๆ พอเอามามองใกล้ขึ้นทุกอย่างก็ดูเบลอไปหมด ยิ่งใช้ตัวเก่านานๆก็ยิ่งสังเกตว่าจอมันไม่ละเอียด ไม่สบายตาเท่า

ความรู้สึกไม่ต่างที่เกิดขึ้นอาจหมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น จอของแท็บเบล็ตควรจะชัดเท่านี้ มาตรฐานคือเท่านี้

เหมือนกับตอนที่รีวิว iPhone 4S ไปครั้งที่แล้ว การเพิ่มความละเอียดช่วยให้คนใช้ไปโฟกัสกับสิ่งที่มันอยู่บนหน้าจอมากกว่าตัวกลาง

การซูมรูปเข้าจากที่ว่าจอมันละเอียดไม่พอ กลายเป็นการซูมเพราะว่าของมันเล็กเกินตาเราแยกออกได้ หรือการอ่านหนังสือจากที่ว่าขยายฟอนท์เพราะไม่คมอ่านไม่ชัด กลายเป็นขยายเพราะตัวมันเล็กเกินสายตาไม่ดี จากข้อจำกัดของเทคโนโลยี กลายมาเป็นข้อจำกัดของมนุษย์เราแทน

ส่วนเรื่องการใช้งานในชีวิตประจำวันก็เหมือนเดิม:

– อ่านข่าว ใช้ Zite, Reeder, Safari, Pocket
– อ่านหนังสือ iBook, Kindle, GoodReader
– จดโน้ตสั้นๆใช้ Catch จดยาวๆใช้ Evernote
– โหลดวิดีโอสอนเขียน iOS ผ่าน iTunes U
– วาดรูปเล่นๆใช้ Paper, procreate (สั่งสไตลัสจากอีเบย์มาอันละสามสิบบาท ช่วยได้เยอะเลย)
– โหลดรูปจากกล้องผ่าน SD Card Reader ไว้แบ็คอัพตอนไปเที่ยว
– แต่งรูปเล็กๆน้อยใช้ Snapseed, iPhoto (ส่วนมากจะเป็นว่าเอารูปที่แต่งเสร็จมาโหลดลงเครื่อง ถ้าไม่โอเคก็เอามาลองปรับนู่นนี่ต่อว่าทำยังไงถึงจะดูดีขึ้น)
– ใช้ Picasa ผ่าน Picasa Web Album
– ดูหนังใช้ AVPlayer HD
– เกมอีกไม่หวาดไม่ไหว นับไม่ถ้วน (แต่ไม่ค่อยได้เล่น)

การใช้งานทั่วไปเร็วแบบไม่ขัดใจ ยกเว้นเปิดไฟล์ pdf ละเอียดๆ หรือแต่งรูปใน iPhoto

ส่วนเรื่องเพิ่มเติมจากเมื่อก่อนคือเอามาใช้ในที่ทำงาน:

– อ่านอีเมล์ ดูตารางนัดหมาย ผ่าน Exchange Server
– จดโน้ตใน Evernote จากคอม แล้วเอามาดูต่อในนี้ (ตอนประชุม)
– ถ้ามีไฟล์เอกสารที่ต้องอ่าน (doc, pdf, ppt) เอามาเปิดในนี้สะดวกกว่า
– Remote เข้าเครื่องผ่าน Splashtop (หลังๆคอมมันรวน เลยไม่ได้ใช้)
– ถ่ายรูปของที่เขียนบนกระดาน ในกรณีขี้เกียจจด (นานๆครั้ง)
– แต่เอามาทำงานส่วนหลักๆไม่ได้ เพราะต้องดูข้อมูลเยอะๆ หรือต้องไล่โค้ด มันเลยเหมือนเป็นอุปกรณ์เสริมซะส่วนมาก ไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้

สรุป

ย้อนกลับไปดูสิ่งที่ลุงจ๊อบส์เคยพูดในงานเปิดตัวไอแพดรุ่นแรก สิ่งที่เค้าโฟกัสมีอยู่เจ็ดอย่างด้วยกัน

– Browsing
– Email
– Photos
– Video
– Music
– Game
– Ebooks

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้มันฮิตได้ เพราะอุปกรณ์ไม่ใช่การสร้าง hardware แล้วยัด OS ลงไปก็ขายได้ แต่มันต้องนึกก่อนว่าคนใช้จะทำอะไร และก็เป็นแอปเปิ้ลเช่นเคยที่โฟกัสทำแต่ละเรื่องในเจ็ดข้อนี้ให้มันดีก่อนที่จะไปทำเรื่องอื่น ทำให้การใช้งานสำหรับคนทั่วไปมันง่ายและก็ดี ไอแพดรุ่นใหม่ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานแทบทุกข้อ (ยกเว้นแค่การเล่นเพลง)

สิ่งที่โดดเด่นคือจอ มันดีมาก แต่คนที่ไม่เคยใช้อาจไม่เห็นข้อแตกต่าง (คาดหวังว่ามันต้องละเอียดเท่านี้)

แต่มันก็มี trade off ในเรื่องของ น้ำหนัก ความหนา (สองอย่างนี้จะไม่ต่างถ้าซื้อเคสมาใส่) และชาร์ทแบตนาน (ถ้าทำเป็นกิจวัตร ก่อนนอนก็ชาร์ท ตื่นมาจะได้เต็ม)

ส่วนจุดแข็งอีกอย่างคือจำนวนแอปที่เยอะ(ซึ่งเท่ากับฟังก์ชันหลายหลายกว่าคู่แข่ง) สิ่งนี้คู่แข่งสามารถตามทันได้ แต่ว่าต้องมีคนใช้เยอะ นักพัฒนาถึงจะหันมาทำแอปลงกันเยอะ แล้ววิธีที่คนจะมาใช้เยอะตอนนี้ยังไม่เห็นอะไรอย่างอื่นนอกจากว่าราคาของคู่แข่งจะต้องถูกมากกว่านี้ และคนต้องเริ่มเห็นความสำคัญของแท็บเบล็ตว่ามันมีความสำคัญเหมือนๆกับการที่ต้องมีโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์

อีกอย่างคือ มั่นใจได้ว่าแอปเปิ้ลไม่ทอดทิ้งในเวลาอันสมควร (ประมาณสองปี) ได้ซอร์ฟแวร์อัพเดทเพิ่มฟีเจอร์ บริการหลังการขายดี?และมีชุมชนผู้ใช้งานที่ใหญ่มาก (เวลาซื้อของจำพวกนี้ควรจะเลือกของที่คนใช้เยอะ หรือของที่ geek จำนวนมากใช้งาน คุณจะมี Technical Support ไปอีกนานอย่างแน่นอน)

สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากใช้มันมาปีกว่าๆคือ ใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แค่นี้มันเพียงพอที่จะบอกได้ว่ามันมีที่ว่างให้อุปกรณ์ชิ้นนี้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันแน่ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องรีบวิ่งออกไปซื้อนะครับ รอให้มันปรับเปลี่ยนเข้าที่เข้าทางอีกไม่กี่ปีแล้วค่อยซื้อก็ได้

– t@rapor

ข้อดี

– เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือหรือนิตยสาร ถ้าต้องอ่าน ebook แบบมีรูป หรือไฟล์ pdf ไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่านี้
– สีสวยขึ้นและเพี้ยนน้อยลง คนที่ชอบถ่ายรูปน่าจะชอบ
– แอปเยอะ มีคุณภาพ
– ใช้ทดแทนคอมพิวเตอร์ได้สำหรับการใช้งานทั่วๆไป

ข้อเสีย

– เนื่องจากจอมันต้องใช้พลังงานเยอะ ทำให้ชาร์ทแบตนานขึ้นมาก เกือบๆสองเท่า (คิดว่าเจ็ดชั่วโมงนะ มันนานเกินจนไม่ได้นับ ><“) แล้วดันผลาญด้วยเวลาเท่าเดิม (ประมาณสิบชั่วโมง)
– เครื่องร้อนขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ถึงคำว่าร้อนจนจับไม่ได้
– หนัก พกพาลำบาก (เหมือนเดิม) คุณผู้หญิงอาจชอบ Tab 7” หรือ Note มากกว่า
– ไม่สามารถทดแทนคอมพิวเตอร์ได้ 100% ยังเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับการเสพข้อมูลมากกว่าการทำงานจริงๆจังๆ

ข้อสังเกต

– CPU มีความรู้สึกว่าต่อไปพลังมันจะไม่พอสำหรับการใช้งานหนักๆบางประเภท เช่นแต่งรูป หรือเล่นเกม แต่น่าจะเริ่มเห็นผลในอีกปีกว่าๆ ถ้าแท็บเบล็ตคืออนาคตของคอมพิวเตอร์จริงๆ ต่อไปจะต้องมีแอปที่ความสามารถเทียบเท่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล้วมันจะใช้พลังการประมวลผลเยอะขึ้นกว่าเดิม ในรุ่นถัดไปถ้าเปลี่ยน Cortext A9 มาเป็น A15 จะช่วยประหยัดไฟมากขึ้นโดยให้ประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย (ทนรอไปอีกปีนึง)
ปล. แต่ไม่ได้หมายความว่าการใช้งานตอนนี้มันอืดนะ ยังเร็วอยู่
– 16 GB อาจไม่พอถ้าใช้งานหนัก หรือเอามาแทนคอมพิวเตอร์เยอะๆ
– คนทั่วไปไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่ในเรื่องของจอ ในแง่ของการอวดว่าซื้อของใหม่(ถ้าคุณเป็นคนประเภทนั้น) อีกแง่นึงคือทำไมต้องอัพเกรดในเมื่อ iPad 2 มันก็เพียงพอความต้องการของคนทั่วๆไป

ต่อไปหละ?

อย่างที่เขียนไว้ข้างบนว่าการเพิ่มความละเอียดช่วยให้คนใช้ไปโฟกัสกับสิ่งที่มันอยู่บนหน้าจอมากกว่าตัวกลาง ตอนนี้ Retina Display ไปถึงจุดที่จอละเอียดกว่าก็ไม่ช่วยเพิ่มอะไรแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนต่อไปมันจะมีอะไรได้อีกบ้าง

หากลองมองดูที่หนังสือ ข้อมูลคือเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ ตัวกลางมันคือกระดาษ จับต้องได้ ควบคุมการทำงานของมันได้โดยตรง ทุกครั้งที่จับเรารู้สึกถึงเนื้อกระดาษ แต่สักพักความสำคัญจะไปอยู่ที่ตัวเนื้อหา จนกระทั่งข้อความไปสุดหน้ากระดาษ มือเราต้องพลิกเพื่ออ่านข้อมูลต่อไป นั่นเป็นอีกจุดที่เรารู้สึกถึงความมีตัวตนของตัวกลาง ซึ่งอาจมองเป็นข้อด้อยได้

ทีนี้ถ้ามามองถึงอุปกร์อิเล็คทรอนิคส์ ข้อมูลคือสิ่งที่เห็นภาพได้หรือมีเสียง แล้วสิ่งไหนที่จะมีผลถึงความรู้สึกว่ามีตัวกลางคั่นอยู่ (ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับความรู้สึก):
พื้นที่การแสดงผล: เล็กไปเห็นข้อมูลได้น้อย ถ้าใหญ่เกินไปจะไม่สามารถมองภาพรวมได้
ขนาดของอุปกรณ์: ถ้าแสดงผลได้เยอะ ขนาดก็ใหญ่ตาม การจับถืออุปกรณ์ การเคลื่อนย้ายก็จะลำบากขึ้น
น้ำหนัก: หนักไปก็จะรู้สึกได้ ถ้าน้อยและยังต้องจับอยู่ก็ควรจะมีให้พอรู้สึกว่ามันมีตัวตนอยู่ไม่ใช่จับอากาศ
รูปร่าง: ถ้าจับไม่ถนัดเมื่อไหร่ ความรู้สึกถึงตัวกลางมันจะชัดมาก
ความเร็วในการตอบสนอง: ช้าเมื่อไหร่รู้สึกเมื่อนั้น
การติดต่อกับผู้ใช้: UI ที่ดีควรจะช่วยผู้ใช้ทำสิ่งที่ต้องการได้อย่างง่าย เห็นได้ชัดเจนว่าต้องทำอย่างไร และเป็นไปตามสามัญสำนึกของคนทั่วไป

และอื่นๆอีกมาก เช่น ใช้งานได้นานแค่ไหน หากต้องสัมผัสควรจะรู้สึกยังไง การให้ข้อมูลทำแบบไหนดีที่สุด ฯลฯ โดยรวมแล้วทิศทางมันควรเป็นไปในทางที่ทำให้คนใช้ไม่รู้สึกถึงตัวกลาง และทำงานที่ต้องการได้

ลุ้นกันว่าอนาคตมันจะมาในรูปแบบใด :)

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)