iPhone 4S


ไอโฟนรุ่นที่ห้า ตกลงปลงใจซื้อก่อนเข้าไทยอย่างเป็นทางการครึ่งเดือน มันมีดีอะไร ลองมาดูกันครับ

เกริ่นความเดิม มือถือที่ใช้ก่อนหน้านี้คือ Nexus One มือถือ Super Phone ของสองปีที่แล้ว สิ่งที่พบคือ

1. แอปมีคุณภาพหายากมาก – หรือแอปเดียวกันแต่บนแอนดรอยด์ไม่ดีเท่า บางอันโหลดไปก็ไม่รู้ว่าเป็นโทรจันหรือเปล่า ทำให้ไม่ค่อยเชื่อถือ Android Market สักเท่าไหร่ หรือโหลดแอปบนแทปเบล็ต (ได้ Tab 10.1 มาเล่น พอใช้วันที่สามก็คืนอย่างสมัครใจ) ก็ไม่มีตัวบอกว่ามันออกแบบมารองรับหรือเปล่า ก็แค่ลองลุ้นว่าจะได้แอปขยายเท่ากระดานชนวนมาใช้หรือไม่เท่านั้นเอง

2. UI ออกแบบแย่ – พยายามเขียนบล็อกมาหลายครั้งแต่หมดความพยายามก่อน ยกตัวอย่างง่ายๆคือ GMail App ที่บางครั้งกด back มันก็จะย้อนไปไหนต่อไหนทั้งๆที่คนใช้ลืมไปแล้ว ส่วนการออกแบบบางอย่างประหลาดๆเช่นบราวเซอร์ลดคุณภาพรูปทำให้รูปเบลอ

3. กล้อง – ให้ความรู้สึกว่าถ่ายเพื่อเก็บข้อมูล มากกว่าเพื่อความสวยงาม แถมถ่ายตอนมืดไม่ได้ แต่มันก็เป็นเฉพาะรุ่นหละ (galaxy nexus ก็ดันห่วยอีก กั๊กไว้ใส่ S3 แน่ๆ)

4. จอ – ตอนแรกชอบ AMOLED แต่พอใช้ไปจะพบว่าสีที่เห็นว่าสวยๆในโทรศัพท์ มันก็สวยแค่ในเครื่องที่เดียว พอเริ่มแต่งรูปมากขึ้นก็รู้ว่าการที่มีจอสีมาตรฐานมันดีกว่า

5. Storage – ให้มาไม่ถึงร้อยเม็ก โหลดแอปเยอะๆไม่ได้ (จริงๆมีวิธีหละ)

และข้อสุดท้ายคือ “เก่า” (smartphone ใช้ได้ประมาณสองปีก็จะมีตัวเปรียบเทียบเต็มไปหมด)

1+2 คือเรื่องของ OS ส่วน 3+4+5 เป็นเรื่องของ Hardware

Android ก่อน iOS 5 นี่จะรู้สึกมันใช้งานได้ทุกอย่าง หลังๆเริ่มเจออะไรที่ไม่เข้าท่าของ UI เยอะมาก ส่งผลให้ User Experience (UX) แย่ตาม หลัง iOS ออก notification center ก็เริ่มรู้สึกว่าน่าจะกลับมาใช้เป็นโทรศัพท์ได้อีกครั้ง

ส่วน hardware ก็แล้วแต่ดวง เลือก niche มากก็อาจโดนผู้ผลิตทิ้งได้ แล้วบางเจ้าก็ชอบกั๊กสเปคไว้เพื่อจะได้ขายของได้หลายกลุ่ม บางคนอาจมองว่าเป็น choice แต่ว่ามันจะมีดีๆกันสักกี่ตัวกัน

พอมามองดูตลาดตอนนี้ มีตัวเด่นๆคือ GS II แต่ว่าเครื่องมันใหญ่ แถมจอสีบาดตา (อีกข้อคือว่ามันออกแบบลอกไอโฟนมา) กับ Galaxy Nexus แต่ทว่ากล้องมันแย่ และก็ไม่ค่อยชอบแนว hologram + tron เท่าไหร่ ก็เลยกลับมาที่ไอโฟนอีกรอบ

ตัว iPhone 4S นี้ที่หน้าตาเหมือนกับ iPhone 4 (ยกเว้นแถบตัวแบ่งเสาสัญญาณข้างบนซ้าย) ก็มีฟีเจอร์ใหม่ๆคือ

Dual Core A5 – ช่วยให้การตอบสนองเร็วขึ้น และซีพียูตัวนี้ก็ใส่วงจรกราฟิคเร็วกว่าเดิมหลายเท่ามาด้วย

Siri – เป็นเซอร์วิสของระบบที่เราสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้แบบธรรมชาติ (สำเนียงอเมริกัน อังกฤษ และออส)

8 MP Camera – นอกจากจะละเอียดขึ้นแล้ว สีสันก็ดีขึ้นด้วย

นอกจากนี้ฟีเจอร์จาก iPhone 4 ก็ยังคงเดิมคือ Retina Display, Noise Cancellation และ Facetime Camera

Appearance

สิ่งแรกสำหรับคนยังไม่เคยจับไอโฟนสี่คือ มันสวยมาก เครื่องมีรายละเอียด กระจกข้างหน้า ข้างหลัง โลหะรอบเครื่อง รูเจาะลำโพง ดูว่าคนออกแบบตั้งใจทำ ส่วนน้ำหนักก็เหมือนถือโลหะไว้ในมือ คือไม่เบาสำหรับอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆแบบนี้

พอเปิดเครื่อง อีกสิ่งที่สวยคือจอ Retina Display เมื่อสายตาเราเพ่งไม่เห็น pixel สิ่งที่ตามมาคือจะ focus กับ content มากขึ้นกว่าเดิม (เหล้าเก่าขวดใหม่: Double Pixel มันมีมาในปี 2004 ครั้งหนึ่ง กับ PocketPCและก็จริงที่ว่ามันทำให้ทุกอย่างสวยขึ้น)

แต่ข้อเสียคือมันรู้สึกว่าถือของมีค่าที่แตกง่ายอยู่ในมือ ต้องรีบหาเคสมาใส่เพื่อความอุ่นใจ (ใช้กรอบใส เน้นตัวเครื่อง) และก็กล้องอยู่ในตำแหน่งที่อาจจะโดนรอยนิ้วมือได้ ใส่เคสแล้วก็ช่วยได้อีกเหมือนกัน

จอถึงจะสวย แต่มีความรู้สึกว่าเล็กไปนิดนึง

อ่อ ความต่างกับไอโฟนสี่คือแถบสีดำที่อยู่เหนือยปุ่มดับเสียง อาจมีปัญหาเรื่องเคสไม่ตรงตำแหน่งได้

สรุปเรื่องของฮาร์ดแวร์: เหมือนไอโฟนสี่ ซึ่งดีคือสวยมาก หาคู่แข่งยาก แต่ข้อเสีย(สำหรับบางคน)คือมันเหมือนเดิม อวดคนอื่นไม่ได้

Use It

From Android…

ส่ิงที่กังวลจากการที่เคยใช้ Android มาก่อนคือเรื่องของ multitasking เช่นเมื่อก่อนใช้ twicca เปิดทิ้งไว้รอดู replied จาก twitter ตอนนี้ก็ใช้ tweetbot ที่มี push notification แทน บวกกับ CPU ที่เร็วขึ้นและก็การจัดการแรม ทำให้เปิด App ที่อยู่ใน background ได้เร็วขึ้น (ไม่ใช่ทันที มีหน่วงหน่อยๆ) พวก WhatsApp ก็มีหน่วงบ้าง แต่ก็รับได้

แต่ก็มันก็ไม่เหมือนซะทีเดียว ก็คือจะไม่มีพวก background service app อย่าง SMS backup (เอา SMS backup ขึ้น gmail) หรือการ download file ขณะที่เราใช้แอปอื่น ก็รู้สึกว่าจะมีลิมิตในการใช้งาน

ส่วนอีกอย่างคือการ cross sharing (intent) ที่ใกล้สุดของ iOS ก็คือ Open With… แต่ว่ามันก็ไม่ได้ support หมดทุกแอป อย่าง iWork จะเซฟไฟล์ในนั้นลง dropbox ก็ทำไม่ได้ แต่ที่ดีคือทำบ้านไหนพัง ก็ไม่กระทบบ้านอื่น

แต่ทว่าแอปดังๆส่วนมากที่ใช้มันมีทั้งสองแพลตฟอร์ม การย้ายมาใช้ iOS ก็แค่โหลดแอปแล้วใส่ login เท่านั้นเอง

สรุปส่วนแรก: ข้อจำกัดของ iOS ทำให้ไม่สะดวกเท่า Android มีบางอย่างที่ทดแทนกันได้ (push notification) และบางอย่างก็ไม่ทดแทนได้ (sandbox) และในส่วนผู้พัฒนา: การไม่มี multitasking ทำให้อาจต้องสร้าง server เพื่อรองรับการทำงาน (พวก IM ที่ไม่สามารถรันใน background ได้) ทั้งๆที่แอนดรอยด์ทำได้เลย แต่เน้นว่า Dual Core ทำให้ switch app ได้เร็วขึ้นมาก (เทียบกับ iPad 1)

ส่วนของ Android Core App ที่เป็น Google Experience ส่วนมากเราก็หา App มาทดแทนกันได้:

Gmail, Contacts, Calendar – Mail, Contacts, Calendar (จากการใช้ Exchange Server) มีแค่ความลำบากในการ star และดู threaded conversation ที่ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่

Gallery (Pisaca)Web Albums-อันนี้เสียเงิน แต่ว่าดูดีสุดแล้ว UI เหมือนกับ Photos App

Google TalkBeejiveIM for GTalk-ฟรี แต่มี Ads

Google Maps – ทดแทนไม่ได้! เสียดายสถานที่ที่ star ไว้ กับ maps caching และ navigation สำคัญกับชีวิตการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

The iOS

สิ่งแรกที่ประทับใจคือ Retina Display ทำให้แอปมันน่าใช้มากขึ้น และก็บวกกับคุณภาพของแอปที่เรียกว่าดีมากซึ่งมีเต็มไปหมด iOS ก็ยังเป็น platform ที่ไว้วางใจในการจ่ายตังค์ซื้อแอปมาเล่น

ประสบการณ์การใช้งานก็ยังเหนือกว่าแอนดรอยด์อยู่ดี ซึ่งก็ตรงกับที่มีคนพูดไว้ว่า ‘Android needs love’ (เว้นแต่ว่า ICS จะออกมาดี) คือว่าการใช้งานของ Android มันจะเยอะและทำได้มากกว่า แต่ว่ามันก็ยังขาดคือความสวยงาม ใส่ใจในรายละเอียด ใช้แล้วไม่ feel good (แต่ feel geek) พูดจริงๆว่า Cloud ของอากู๋มันดูน่าใช้กว่า เพียงแต่ว่าการ implement มันยังไม่โดน

UI ที่ชอบคือ การออกแบบโดยมองเป็น picture under glass อ้างอิงกับวัตถุจับต้องได้ ใช้ texture ทำให้ดูมีรายละเอียด นึกไม่ออกก็ลองเล่นแอป Path, Instagram หรือ Camera+ ดู มันแสดงถึงความเอาใจใส่กับตัวแอปที่เหนือกว่า functionality

แต่ก็มีส่วนที่ดูล้าสมัยไปแล้ว อย่าง Phone ที่เมื่อไหร่จะมีรูป Thumbnail หน้าคนให้สักที

ปัจจัยหนึ่งในการที่กลับมาใช้ iOS ก็คือ notification center เพราะก่อนหน้านี้การแจ้งเตือนมันไม่เวิร์คเลย ไม่รู้ว่าคนใช้ iOS ทนมาได้ยังไง แต่พอมีแล้วมันทำให้เราติดตามการอัพเดทได้ตลอดเวลา (ข้อดีอีกอย่างคือมันแสดง Upcoming Appointment ได้ด้วย)

อย่างที่เคยบ่นไปแล้วว่าถ้ามันมี weather widget ได้ ก็น่าจะมี system control widget ได้ ส่วนนี้ถ้าออกแบบดีๆมันก็จะแทน widget ของแอนดรอยด์ได้เหมือนกัน (เป้าหมายของ widget ในหุ่นเขียวคือ แสดงข้อมูลที่เราอยากรู้ภายในการกวาดสายตา)

การตอบสนองของแอปทั่วไปก็เรียกได้ว่าเร็ว แต่ก็ยังไม่ใช่กดปุ๊ปใช้ได้ทันที แต่หน้าที่เห็นได้ชัดอย่าง settings ความเร็วในการโหลดเพิ่มขึ้นเยอะ ส่วนเกมอย่าง Infinity Blade 1 ก็เรียกได้ว่ากราฟิคมันสวยแบบสี่ห้าปีที่แล้วไม่คิดว่ามันจะอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเล็กๆได้

สรุป: มีเรื่องมาเล่าเมื่อครั้งลองลง Custom Firmware ของ Android…

ใช้โปรแกรมถ่ายรูปไม่ได้เลย มันขึ้น Force Close ตลอด ทนมาได้สักระยะนึงก็รำคาญ สิ่งที่ทำคือ รันโปรแกรม ddms บนคอม ต่อสาย USB แล้วก็ reproduce ปัญหา ดู stack trace ปรากฏว่ามันตายที่การอ่าน config ค่านึง ก็ต้องใช้ terminal app บนมือถือเข้าไป vi แก้ แล้วหลังจากนั้นมันก็หายเป็นปกติ… (เหตุผลเพราะ config นึง ตอนก่อนอัพรอมใหม่มันเก็บเป็นทศนิยม แล้วมันก็ backup ไว้ใน server ดังนั้นไม่ว่าจะ restore มากี่ครั้งมันก็จะใช้ค่าเดิมตลอด ซึ่งแอปใหม่มันอ่านได้แต่จำนวนเต็ม)

ข้อดีของ Android คือ เราไปยุ่งมันได้ทุกที่ แต่ข้อเสียคือเราต้องเป็นคนรับผิดชอบเอง

ระหว่างการซื้อคอนโด เราตกแต่งได้ทุกอย่าง แต่ต้องเก็บกวาดเอง กับเช่าเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ มีคนทำความสะอาด เครื่องใช้ครบครัน บางครั้งคนเราก็ไม่อยากต้องวุ่นวายกับเรื่องบางอย่างเพื่อที่จะได้ไปโฟกัสที่อื่นมากขึ้น หลังจากวุ่นวายกับ Android มากไป ตอนนี้ขออยู่กับ iOS ก่อนแล้วกัน

Misc.

เรื่องเด่นของ iCloud คือ
1. ไม่ต้องต่อกับคอมพิวเตอร์ เราก็สามารถใช้งานไอโฟนได้ทันที
2. เซฟรูปลง Camera Roll มันจะเอาขึ้นเน็ตผ่าน Photostream และไปโชว์เครื่องอื่นได้ (iPhone, iPad, Apple TV, Mac หรือแม้กระทั่ง PC) มันจะอัพขึ้นเมื่อต่อกับไวไฟ – ไม่ต้องต่อ usb ก็โหลดรูปได้ เหมาะสำหรับคนขี้เกียจ
3. Sync ข้อมูลได้ระหว่างเครื่อง – ขึ้นอยู่กับแอป ตอนนี้เจอแค่ iWork กับ Good Reader ที่ทำได้ แต่ศักยภาพมันน่าสนใจ
4. Backup ไร้สาย – ใช้เนื้อที่ฟรี 5GB ให้คุ้ม ถ้าเปลี่ยนเครื่องใหม่ก็อาจทำแค่ login แล้ว restore แบบไม่ต้องใช้คอมก็ได้ (แต่ว่าพวกเพลง หนังสือ หรือหนังที่โหลดผ่าน iTunes จะไม่ได้)
5. Sync กับ iTunes ผ่าน Wifi ใน Network เดียวกันได้แล้ว

ถ้า lock เครื่อง มันจะปิด wifi อัตโนมัติแล้วไปต่อ 3G/Edge แทน ไม่รู้ว่ามีผลต่อแบตหรือเปล่า

ส่วนของ location service พบว่ามันหาตำแหน่ง GPS ได้เร็วเว่อร์เหมือนว่ามันต้องแอบเช็คเป็นระยะๆด้วยตัวเองแน่ๆ แต่ข้อดีคือแอปจะไม่ค้างที่การหาตำแหน่งแบบที่แอนดรอยด์ (N1) เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ ข้อเสียก็อาจจะกินแบตเยอะ

พูดถึงเรื่องแบต ก็ขอบอกว่าไม่อึดเท่าไหร่ พอๆกับ Nexus One ณ ตอนนี้ แต่อาจจะเทียบไม่ได้เพราะว่าเครื่องนั้นมันก็เก่าสองปี และก็ใช้ Edge ไอโฟนรุ่นนี้ก็แปลกที่ว่าเราปิด 3G ไม่ได้ ซึ่งมันน่าจะช่วยประหยัดแบตได้อีกหน่อยนึง แต่ช่วงนี้ก็มีข่าวเรื่องแบตหมดเร็ว ดังนั้นก็ไม่รู้ว่าจะมีข้อสรุปยังไงดี

อีกจุดคือ Keyboard ภาษาไทย พิมพ์ยังไงก็ไม่ถนัด ขอแค่เปลี่ยนเป็น 4 แถวจะได้ไม่มีแรงจูงใจในการเจลเบรค ถ้าเป็นภาษาอังกฤษไม่มีปัญหา พิมพ์เร็วแบบไม่ต้องคิดได้เลย

Siri

เป็นหนึ่งฟีเจอร์ที่ฮือฮากันมาก แต่ขอตัดรวบยอดเลยหละกัน

จากการทดลองใช้ สิริเหมาะสำหรับการ:

1. เพิ่มเวลานัดหมาย
2. ตั้งนาฬิกาปลุกทันทีทันใด

ส่วนเรื่องการโทรศัพท์ ส่งข้อความ ก็ควรจะไปตั้งชื่อ Contact ใหม่ให้มันอ่านออกและตรงสำเนียง เพราะตอนนี้มันมั่วมากๆ

ที่น่าจะมีประโยชน์อีกอย่างคือการที่เราไม่สามารถจิ้มโทรศัพท์ได้ (เดินฟังเพลง ขับรถ) แต่ยังไม่ได้ลองว่าจะเวิรค์ขนาดได้

แต่ที่สำคัญคือต้องพูดติดสำเนียงของประเทศที่เราเลือกไว้ เพราะฉะนั้นจงไปฝึกสำเนียงมาใหม่เสียก่อน

สรุป: ตัวนี้ยังเป็นแค่ Gimmick สำหรับคนไทยส่วนมาก

Camera

ถ้าคุ้นเคยกับแอปเปิ้ล ก็น่าจะรู้กันดีว่า feature ไหนที่เค้านำเสนอขาย นั้นหมายความว่ามันผ่านการออกแบบมาจนดีเยี่ยม ใช้ได้จริง (ส่วนอันที่ไม่ได้โฆษณา ก็ทนรอไปก่อน) สามารถไว้วางใจได้ว่ามันใช้ได้จริงๆไม่ใช่แค่เป็นฟีเจอร์ไว้ข่มคู่แข่ง

คำว่าใช้ได้จริง คือ implementation (smartphone ก็มีมานานแล้ว; กล้องข้างหน้าก็มีมานานเช่นกัน; สั่งงานด้วยเสียงก็หลายปีแล้วนะ ทำไมมันไม่ดังเลย)

ดังนั้นเมื่อเค้าพูดถึงเรื่องกล้อง ก็สามารถมั่นใจได้มากว่ามันจะใช้ได้จริง (พยายามนึกว่าที่เราปรับแต่งอะไรไม่ได้ เพราะว่าผู้ใช้ควรจะสนใจกับสิ่งที่ถ่าย มากกว่าการปรับนู่นนี่ให้มันถ่ายได้ เพราะหน้าที่นี้ควรจะเป็นของกล้อง)

รูปข้างล่าง เป็นรูปที่อาศัยการถ่ายหลายนาที ผลที่ออกมาก็น่าประทับใจ (อะควาเรี่ยมจะถ่ายยาก เพราะแสงน้อย ปลาว่ายเร็ว ตัวเล็ก โฟกัสลำบาก)

ดูความชัดของรูป (ที่ iso 64) รายละเอียดกระดองเต่า แต่ว่ารูปนี้มันมีส่วนโดนแสงตรงๆอยู่บ้างมันเลย overblown ในส่วนของ highlight ไป

อันนี้โชคดีที่มันว่ายช้า และก็มองคน สังเกตุความใสของตา และ DoF (สำคัญว่าต้องโฟกัสที่ตา ไม่งั้นภาพไม่สวย) สีที่ได้ก็คือสีจริง ไม่ต้องแต่ง

และสำหรับผู้ที่นิยมชมชอบถ่ายรูปอาหาร ขอแสดงความยินดีว่านอกจากคุณจะโชว์ให้โลกรู้ว่าคุณกินอะไรตอนเที่ยงนี้ได้แล้ว มันยังให้สีสันที่น่ากินด้วยเช่นกัน

สังเกตุผิวยู่ยี่ของมะเขือเทศ สีของผัก ความมันเลื่อมของข้าว…

หรือจะถ่ายรูปขนมตอนแสงสลัวๆก็ไม่หวั่น

ถึงจะมี noise เยอะ แต่ก็ยังเก็บรายละเอียดของสีได้ดี ดูฉากหลังยังเห็น bokeh ลูกกลมอีก

สรุปเป็นหลายๆข้อในการใช้งานกล้องแล้วกัน

– ความเร็วในการเปิดแอปครั้งแรกก็ยังช้าอยู่น่าจะถึงสองวิ แต่ถ้าเคยเปิดแล้วมันก็จะใช้เวลาวิกว่าๆ
– การจับตัวเครื่องเพื่อถ่ายรูปพบว่ายังไม่ถนัดเท่าไหร่ แต่ปุ่ม Vol. Up ก็ช่วยได้บ้าง
– ควรใส่เคสเพื่อจะได้ลดการเอานิ้วไปจิ้มกล้อง
– เรื่อง noise ยังมีเยอะอยู่
– เรื่องสีและ white balance จัดอยู่ในขั้นดีมากสำหรับกล้องมือถือ แต่ถ้าอยากแยกจุดโฟกัสกับจุดวัดแสง ใช้แอปอย่าง Camera+ ดีกว่า
– ถ่ายรูปในที่แสงน้อยได้ดี
– ถ่ายแบบมาโครโฟกัสลำบาก บางทีไม่ตรงจุด (เดาว่ามันใช้แบบ contrast)
– รูรับแสง f/2.4 ส่งผลต่อชัดตื้นลึก จะเห็นได้มากตอนถ่ายรูปมาโคร (อีกแล้ว)
– จอละเอียด เวลาดูรูปจะดูไม่ค่อยออกว่าโฟกัสตรงหรือเปล่า
– จับหน้าคนได้ แต่ยังไม่เคยลองว่าได้ถึงสิบคนหรือเปล่า
– (สงสัย) ใช้ Camera Connection Kit ของ iPad ไม่ได้ ทั้งๆที่ตามฮาร์ดแวร์แล้วมันรับได้แน่นอน
– (bug iOS 5.0.1) การเซฟรูปลง camera roll จากแอป (เช่น Camera+) มันจะใส่ปีพ.ศ.มาให้ ทั้งๆที่ระบบมันจะต้องเก็บเป็นค.ศ. ทำให้รูปที่ถ่ายพวกนี้มันจะไปกองไว้ใน photostream ล่างสุด เป็นปัญหาด้านการจัดการ วิธีแก้ชั่วคราวคือเปลี่ยนปีจากพ.ศ.มาให้เป็นค.ศ.
– เหมาะสำหรับงานที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดสูงสุดของมัน เพราะรายละเอียดที่ซูม 100% ยังเป็นวุ้นอยู่บ้าง น่าจะเหมาะสำหรับเอาขึ้น facebook, blog, digital content มากกว่างานพิมพ์

ข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับกล้องคอมเพคคือ
1. มี GPS – เมื่อใช้ร่วมกับ DSLR แล้วจะช่วยในการจัดหมวดหมู่ได้ดี
2. แอปที่ช่วยแต่งรูปมีเยอะมาก แต่งเสร็จแชร์ได้เลย แล้วแต่ละโปรแกรมก็ไม่ได้โปรเซสภาพห่วยๆนะ อย่าง Snapseed นี่ Nik เป็นคนทำเลย
3. ติดตัวตลอดเวลา

และอีกเรื่องคือการอัดวิดิโอที่ความละเอียด 1080p พร้อมกับระบบกันสั่น

เนื่องจากเราไม่เก่งส่วนนี้ เลยลองทำคลิปตัวอย่างมาให้ดูหละกัน (ตัดต่อผ่าน iMovies for iOS ด้วยนะเออ)

จะเห็นว่ามีไม่โฟกัสอยู่บางอัน เพราะนึกว่า DoF จะไม่มีผลเมื่อมันอยู่ห่างสองเมตร แล้วจอก็เล็กไปด้วย มองไม่ชัดว่าโฟกัสตรงไหน

ส่วนไฟล์ มันจะอัดให้แต่ 1080p ท่าเดียว เลือกไม่ได้ด้วยว่าจะลดความละเอียดลงมา อาจจะมีปัญหากับรุ่น 16GB ถ้าเป็นคนชอบถ่ายคลิปเยอะ (ใช้ 4S ถ่ายกันเยอะๆนะครับ จะได้ไม่ต้องจินตนาการให้มาก)

สรุปเรื่องกล้อง: แทนคอมแพคราคาไม่ถึงหมื่นน่าจะได้ สีสันดูตรงดี ถ่ายตอนมืดได้ ถูกใจข้าพเจ้า (ไปเที่ยวบางช่วงจะมีอารมณ์นอยด์ไม่อยากแบกกล้องเพราะหนัก) แถมถ่ายวิดิโอความละเอียดสูงได้อีกด้วย แต่ก็น่าจะติดตรงแบต (ยังไม่ได้ลองใช้แบบโหมดถ่ายรูปอย่างเดียวว่าจะได้กี่รูป)

ปล. ถ้าสนใจเรื่องกล้องมือถือจริงๆ แนะนำให้ไปเล่น Nokia แต่ว่า… แต่ว่า…. (เสียงเงียบหายไป เหมือนไม่มั่นใจในทิศทาง)

สรุปแล้วกัน

ตลาดตอนนี้มีอยู่สองเจ้าคือ Android กับ iPhone ที่อยู่ในกระแส

Android – Choice เยอะ Function Advance กว่า เสพย์ติด Google Apps แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความใช้ยาก (ใช่ว่าคนจะเรียนรู้ไม่เป็นนะ) ปัญหาใหญ่ๆคือถ้าอยากได้ hardware ดีๆมันมีตัวเลือกน้อย และความถี่ในการออกรุ่นใหม่มันเยอะ การ support ในการอัพเกรดก็จะต้องลุ้นว่าจะโดนเฉดหัวไปเมื่อไหร่ หรือต้องรอนานเท่าไหร่ ตัวนำทัพ Galaxy Nexus ก็มีข้อด้อยคือดันแย่เรื่องกล้อง (เพื่ออะไร?) ช้อยส์อื่นอย่าง S 2 ก็รู้ว่าตกรุ่นในเร็ววัน

iPhone – Choice เดียว ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าชอบก็จะชอบเรื่อง UX และ App ต่างๆ ระบบมันปิด แต่ปิดแล้วช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

Point ของกระผมที่เลือกใช้ iPhone ในตอนนี้คือ

1. User Experience ที่ดีกว่า เปลี่ยนมาใช้แล้วรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย
2. กล้อง ที่ใช้งานได้จริง แม้จะไม่เท่า DSLR ก็ตาม แต่มันน่าจะได้ว่า “เฮ้ย ตรงนี้แสงสีกำลังสวย เอากล้องมือถือมาถ่ายได้เลย” เก็บสีได้ตามนั้น
3. Design เครื่อง แม้จะเก่าไปหนึ่งปี แต่ก็ยังสวยอยู่
4. App ที่ดูดี มีคุณภาพ

ถามว่าซื้อเพื่อกล้องได้ไหม ตอบว่าได้เลย
ถ้าจะซื้อเพื่อสิริก็อย่าดีกว่า เพราะไม่เหมาะกับคนไทย คิดว่าเป็นของแถมไว้คุยเล่นดีกว่า
ถ้าจะซื้อเพื่อเล่นเกมก็ได้ เพราะมันเร็วจริง
แต่ถ้าจะซื้อแล้วลงแอปเถื่อน… ก็อย่าเลย เพราะคุณยังไม่พร้อมที่จะใช้ของราคาสองหมื่นกว่าๆ แต่ซื้อแอปในราคาข้าวแกงหนึ่งมื้อไม่ได้

สำหรับตลาดเมืองไทย 4S อาจไม่ฮือฮา เพราะว่าภายนอกมันเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง (มีเพื่อนหลายคนถามมาว่าทำไมซื้อ 4 มาไม่รอ 4S หละ?)

ตอนอวดว่าใช้ 4S คงต้องพูดดังๆสั่งงานสิริในรถไฟฟ้า…

เก็บตก

– เรื่องที่ตกการรีวิวทุกเจ้าในตอนนี้คือเรื่องของคุณภาพของการฟังเพลง แอปเปิ้ลหรือกูเกิ้ลจะขายเพลงอย่างไรถ้าโทรศัพท์มันฟังเพลงแล้วเสียงไม่ดี (ตอนนี้ใช้ Sennheiser PX 200-II อยู่; เสียงดีแต่เสียที่ปุ่มปรับ volume หมุนบางครั้งเสียงหาย จนไม่แนะนำให้คนอื่นซื้อ) ปรากฏว่าไม่ต้องปรับ EQ เสียงก็ดีมาก เทียบกับ N1 แล้วแบบฟ้ากับเหว (ก็คงเป็นเหตุผลนึงว่าช่วงหลังๆไม่ค่อยฟังเพลงเลย) แต่ไม่ได้ลองกับหูฟังที่ให้มา ซึ่งคาดว่าจะแย่เหมือนเดิม
– แบต น่าจะอยู่ได้เกินเก้าชั่วโมงถ้าเล่นไม่ถี่มาก เรียกว่าเท่าๆกับ N1 ซึ่งไม่มี 3G (Revolution ครั้งต่อไปคงต้องเป็นเรื่องแบตนี่หละ)
– จอเล็กจริง เมื่อเทียบกับหุ่นเขียว อยากได้เนื้อที่แสดงผลมากขึ้นโดยฟอนท์ไม่เล็กเกินไป
– พอเลิกเห่อไอโฟนกลับมาจับแอนดรอยด์อีกครั้ง ก็จะเห็นว่าแอนดรอยด์ไม่ได้แย่ แต่ข้อรำคาญใจมันมีเยอะมากกกก…
– Notification ตอนนี้ปิดเสียง และปิดสั่น เพราะว่ามันรำคาญและเยอะ ต่อไปคงต้องมีอัลกอรึทึมการเลือก notification ที่น่าสนใจมาแสดงเหมือน feed ในเฟสบุ้คแน่ๆ (quiet time is quality time)
– กฏการใช้สิริ: ใช้ในที่ๆคนไม่สามารถได้ยินเสียงเราพูดได้ (ในรถไฟฟ้า สถานที่สาธารณะ) และเห็นว่าเราพูดกับโทรศัพท์ (หยิบไอโฟนมา เอียงทำมุมกับปาก ?90 องศา ระยะห่างยี่สิบเซ็นต์ ; เปลี่ยนมาใช้หูฟังแบบมีไมค์ หรือบลูทูธจะดีกว่า) สิ่งที่คนอื่นเห็นมันจะไม่ได้เป็นว่า อุ้ย นั่นใช้ไอโฟนรุ่นใหม่ เท่ห์ กรี๊ดกร๊าด… แต่จะเป็น เพี้ยน อวดรวย – เคยจะลองเล่นบนรถไฟฟ้า แต่นึกขึ้นได้ก็เลยเงียบๆไป
– เสียงโทรคุยดี ยกเว้นตอนที่เสียบหูฟัง เพราะเราจะได้ยินเสียงรอบข้างอะไรไม่รู้เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าเป็นบั๊กหรืออะไร

Roparat Sukapirom

blogger at roparat.com
A geek with a camera.
Roparat Sukapirom

Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)