มากินซูชิไดกันเถอะ

Sushi Dai

หลังจากเดินหลงไปในคราวแรก เนื่องจากจำได้แต่ตัว Dai ได้เพียงตัวเดียว ทำให้เข้าร้านที่ขึ้นต้นว่า Dai แต่กลายเป็นข้าวหน้าปลาดิบไปแทน

วันก่อนที่จะกลับเลยไปล้างแค้นอีกรอบ คราวนี้มีเพื่อนที่อยู่ญี่ปุ่นไปด้วย จึงสามารถรับรองได้ว่าไม่หลงแล้ว

ขอเข้าเรื่องของกินคั่นเวลาเรื่องใบไม้เปลี่ยนสีไปก่อนนะครับ

ทริปเที่ยวและชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น

ตอนที่ 1: หนึ่งวันในเกียวโต

ตอนที่ 2: มากินซูชิไดกันเถอะ

ตอนที่ 3: ภูเขา ผืนน้ำ กับใบไม้เปลี่ยนสี ที่คาวากูชิโกะ

ตอนที่ 4: บ้านเก่า เมืองเก่า ทาคายาม่า

ตอนที่ 5: ตะลอนไกล ไปฮิโรชิม่า

ตอนที่ 6: ซากุระ ใบไม้แดง ไปถึงแล้วนะ… โอบาระ

ตอนที่ 7: เก็บตกแจแปน

ก่อนอื่น โปรดเตรียมใจไว้ว่าการต่อคิวที่นี่ใช้เวลาอย่างต่ำ 1 ชม. ยิ่งมาเร็วเท่าไหร่ยิ่งได้กินเร็วเท่านั้น ดังนั้นต้องกำหนดเวลาเที่ยวเพื่อมากินร้านนี้โดยเฉพาะ

เพื่อประหยัดเวลาเที่ยว เวลาที่แนะนำให้มาคือตีห้าครึ่งถึงหกโมงเช้า เพราะว่ากินเสร็จแล้วจะได้ไปเที่ยวได้ด้วยเวลากำลังดี (ตลาดปลาเปิดให้เข้าชมได้ตอนเก้าโมงเช้า ถ้าไม่ได้จองดูประมูลปลาเอาไว้)

ดังนั้นที่สำคัญอีกอย่างคือตารางเวลารถไฟ ยิ่งเช้าๆมันมีรถน้อย ถ้าไม่วางแพลนไว้ดีๆมีโอกาสเสียเวลาเยอะด้วยนะครับ

การเดินทาง

สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ Tsukiji-Shijo ที่เป็น subway หากการเดินทางไม่สะดวกก็สามารถลงที่สถานี Tsukiji ที่เป็นของ Tokyo Metro ได้

จากนั้นก็ใช้ลายแทงอันนี้

(credit: japan-guide)

ส่วนที่เราต้องไปบุกคือส่วนที่เขียนว่า Restaurants ในรูป หากขึ้นมาจาก Tsukiji-Shijo แล้วออกจากสถานีให้กลับตัว 180 องศาโดนหันไปด้านซ้าย ทางเข้า main gate จะอยู่ตรงนั้น

เนื่องจากไม่ได้ถ่ายรูปมา สิ่งที่ต้องทำคือการเดินเข้าไปเรื่อยๆ จนสังเกตว่าทางด้านซ้ายเริ่มมีร้านขายของอยู่ ก็ให้เลี้ยวเข้ามาได้เลย

แนะนำว่าอย่าเพิ่งเดินสำรวจร้านในแต่ละซอย ให้สังเกตป้ายจราจรอันนี้ดีกว่า

มันคือคิว !

ร้านซูชิได จะอยู่ทางด้านซ้ายของป้ายนี้ ร้านมันจะเป็นร้านเล็กๆขนาดหนึ่งคูหา พยายามมองหาโดยท่องจำตัวอักษรสามตัวคือ ซู ชิ ได เพราะว่าป้ายมันก็จะขึ้นชื่ออย่างงี้เลย

ป้ายร้าน กรุณาจำตัวอักษรให้ดีๆ

หน้าร้าน

เมนู

เมนูที่นี่จะมีอยู่สองเซ็ตด้วยกันคือ ชุดเล็กกับชุดใหญ่ แต่ไหนๆมาแล้วก็จัดเต็มเลยสิครับท่าน สนนราคา 3900 เยน ประกอบด้วยชูชิ 11 ชิ้น (เค้าเลือกมาให้ 10 ชิ้น เราเลือกเองอีก 1) ไข่หวาน ข้าวห่อสาหร่าย และก็ซุปมิโสะ

วิธีการกิน (ตามที่เข้าใจ)

สังเกตุดูก่อนว่าที่นี้ไม่มีวาซาบิให้ใส่นะครับ เพราะว่าเราต้องเชื่อมือเชฟในการใส่วาซาบิมาให้ แล้วก็จะมีซุชิบางประเภทที่ไม่ต้องจิ้มซอส ส่วนมากมันจะมีท้อปปิ้งบนปลา หรือมาซอสมาให้แล้ว พวกนี้กินได้เลย (ฟังที่เค้าแปลมาอีกที)

แบบนี้ไม่ต้อง”จิ้ม”แล้ว

อันนี้”จิ้ม”โลด (เขียนไปก็หิวไป)

ส่วนชิ้นที่ต้องจิ้ม วิธีจิ้มให้ถูกหลัก(ตามที่เข้าใจ)คือการเอาส่วนของเนื้อปลาจิ้มลงไป พูดง่ายๆก็คือจับพลิก เวลาจิ้มก็แตะๆก็พอ เพราะเราจะมาลิ้มรสของปลา ไม่ใช่รสของน้ำจิ้ม แล้วเวลากินถ้าให้ดีก็ต้องเอาส่วนของปลาสัมผัสกับลิ้น เพื่อประสบการณ์และสัมผัสอย่างสูงสุด

ขิงดอง มีไว้กินเพื่อปรับรสชาติก่อนที่จะกินอันต่อไป อย่ากินพร้อมๆกับซูชิ (ตอนกินจริงก็เผลอไป อายจัง)

The last one

เมื่อกินครบสิบชิ้นพร้อมกับเครื่องเคียงแล้ว เชฟก็จะให้เลือกอีกหนึ่งชิ้น หากไม่อยากคิดในร้านนานๆ กระผมก็ถ่ายรูปมาให้เลือกกันก่อนแล้วนะครับ

อยากเอาให้คุ้มก็โอโทโรไปเลยชิ้นนึง 700 เยน ตีเป็นเงินไทยก็ 260 บาท!

โอโทโร เป็นทูน่าส่วนติดมันสุดๆ กินแล้วถึงจะไม่ละลายในปากขนาดนั้น แต่ก็นุ่มลิ้นสุด แต่ที่แนะนำให้กิน(และมีในชุด) นั่นก็คือไข่หอยเม่น ตอนนี้ผมใช้ตัวนี้เป็นมาตรวัดความสดของซุชิเลย เพราะว่าถ้าไม่สดจะคาวมากๆและมีกลิ่นเหมือนน้ำทะเล ถ้าไปกินซูชิจานหมุนในเมืองไทยแล้วเลือกชิ้นนี้ดู จะมีโอกาสเกลียดมันไปเลย (แพงและไม่อร่อย) แต่ถ้าสดๆจริงๆมันจะหวานมันและไม่มีกลิ่นคาวเลย แนะนำอย่างยิ่งให้ลองกินของคุณภาพดีสักครั้งนึงในชีวิต

ชิ้นนี้ ไม่สด อย่ากิน!

เพราะสุดท้ายแล้วกลับมาเมืองไทยจะไม่สบอารมณ์อย่างแรง

ปล. ปลาแซลมอนที่นั่นไม่นิยมกินกันอย่างมาก (ผิดกับประเทศเรา) ดังนั้นก็อย่าแปลกใจว่าชุดหรูๆมันถึงไม่มีกัน?[แก้ไข: ปลาแซลมอนไม่ค่อยเห็นในชุดแพงๆ เป็นเพราะว่ามันถูก]

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)