ได้อะไรมากกว่ารางวัล (Software Biz Contest)

เมื่อวันอาทิตย์ได้ cutout มาแผ่นนึง บนนั้นเขียนไว้ว่า”รางวัลชมเชย” ก็เลยขอเขียนความทรงจำอะไรเล็กๆน้อยๆไว้ก่อนลืมหละกันครับ

ตัวโครงการ

– โครงการนี้เป็นของ SIPA และ คณะบัญชีจุฬา
– มุ่งหวังให้นำซอร์ฟแวร์ที่มี innovation นั้นมาเพิ่มเติมส่วนของ business ลงไปเพื่ออยากให้ไปแข่งขันกับตลาดโลกได้
– การประกวดจัดเป็นการเทรน ซึ่งส่วนนี้แค่ส่ง proposal มาก็เทรนได้แล้ว
– วิทยากร หลากหลายสาขา มีความรู้และประสบการณ์อย่างมาก แค่ได้เค้าไปฟังก็ได้อะไรกลับมามากแล้ว
– ที่สำคัญคือ ฟรี! แถมเทรนจบแล้วยังได้ใบประกาศมาอีก
– และที่สำคัญอีกอย่างคือ กินฟรี!

ส่วนของการแข่งขัน

– จุดมุ่งหวังคือการเขียนแผนธุรกิจ หรือคือการวาดฝัน
– ผู้แข่งขันเป็นใครก็ได้ ดังนั้นก็จะเห็นตั้งแต่น้องๆนักศึกษาไฟแรงสูง จนถึงระดับดร.เลยทีเดียว
– ตอนแรก ให้ส่ง proposal มา ไม่มีการคัดออก
– แล้วรอบแรกคือให้ส่งแผนธุรกิจ ไม่เกิน 20 หน้า เพื่อหาผู้เข้ารอบต่อไป
– แบ่งเป็นสี่หมวดด้วยกันคือ Enterprise, Embedded, Games and Entertainment และก็ E-Learning (ปล. จริงๆน่าจะมีหมวดของ Consumer ด้วยนะ)
– คัดผ่านเข้ารอบสอง สิ่งที่ต้องทำคือการพรีเซนท์ เวลาสิบห้านาที
– รางวัลในแต่ละหมวด: ที่หนึ่ง 100,000 บาท ที่สอง 30,000 บาท ชมเชยรางวัลละ 10,000 บาท
– แต่ส่วนของรางวัล ก็แอบมีตั้งเกณฑ์ว่าจะต้องได้คะแนนเท่าไหร่ขึ้นไปด้วย ดังนั้นแต่ละหมวดอาจจะไม่มีคนได้ที่หนึ่งเลยก็ได้

ส่วนตัวหละ?

– เพื่อนชวน อืม… ก็สมัครไปโดยไม่ได้คิดอะไร
– ตอนคิด proposal: เอาไอเดียช่วงฝึกความคิดสร้างสรรค์มาใช้หละกัน ดูน่าสนใจดี
– เอ… แต่ว่าตอนส่งแผนรอบคัดเลือกนั้น จะมีเวลาหรือเปล่าหว่า? ต้องไปเที่ยวซะด้วย
– สุดท้ายก็เข้าเทรนทุก session เหนื่อยอย่างต่อเนื่องสามสัปดาห์ติด
– ไม่ใช่สิ สี่สัปดาห์ติด เพราะต้องเขียน proposal ให้เสร็จภายในสัปดาห์เดียว!
– ด้วยความเก่งกาจทางด้านการตลาด (#ประชด) ก็เขียนแบบงงๆ ใส่หัวข้อว่างๆไว้เผื่อจะคิดได้
– สุดท้ายคิดไม่ออก ตัดทิ้งซะเหี้ยน
– ปั่น proposal พร้อมๆกับเตรียมตัวไปเที่ยว งานก็เยอะอีก
– ตีตรา business plan ที่ส่งไว้ว่าเป็น ‘beta version’ ยังไม่ได้ quality ที่คาดหวังเอาไว้
– เจ็บสุดคือตอนไปเที่ยวแล้วไม่ได้เตรียมแผนกินของกินนี่สิ ไปโกเบแล้วไม่ได้กินเนื้อโกเบ ต้องจำใจไปกินเนื้อ Yoshinoya แทน เจ็บใจไม่หาย ><”
– กลับจากไปเที่ยว ก็เจอวิกฤตชีวิตอีก
– แล้วก็โดนซ้ำเติมโดยที่… ได้ผ่านเข้ารอบ ต้องไปพรีเซนท์
– เพื่อนผมโทรมาตอนนอนสลบอยู่: “เฮ้ยแก ผ่านเข้ารอบนะ แต่เดี๋ยวเราต้องไปทำงานเมืองนอกนะ ฝากด้วยหละกัน อะฮิๆ” (เปลี่ยนแปลงคำพูด และเนื้อหาที่พูดจากคำจริงทุกอย่าง)

แล้วทำไมไม่เทรนอย่างเดียว ไม่ส่ง proposal หละ?

– ถ้าลุยเดี่ยวถอดใจไปนานแล้ว แต่นี่มีเพื่อนดึงๆไว้ว่าอย่างน้อยก็เป็นสิทธิและโอกาสของเรานะ
– มองไปเลยว่าเป็นการบ้าน เป็นข้อสอบไฟนอล เอาสิ่งที่เรียนรู้มาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง

เตรียมตัวพรีเซนท์

– สิ่งที่กลัวที่สุดคือการพูดคนเดียว (เป็นคนขี้เหงาครับ ต้องการกำลังใจ)
– แล้วให้มาพรีเซนท์แผนที่ตัวเองยังเห็นช่องโหว่ที่แก้ไม่เป็นเนี่ยนะ โดนยิงพรุนหมดนะสิ
– หนึ่งสัปดาห์ ไม่มี resource อะไรเลย โดนงานที่ทำงานถล่มอย่างต่อเนื่อง กลับบ้านก็เพลียสุดๆ หัวคิดเป็นการเป็นงานไม่ได้
– เครียดไปเครียดมาจนเลิกเครียด เปลี่ยนมาตั้งเป้าไว้ว่า ทำให้มันเสร็จ พรีเซนท์ได้ก็พอหละ (ตายในสนามรบ ดีกว่าวิ่งหนีสงคราม)
– ทำหน้าที่ให้จบ เป็นเพียงผู้เข้าประกวดที่มีเป้าหมายว่าจะมาพรีเซนท์ ไม่แข่งกับใคร ช่องโหว่มีก็ไม่ใส่ ใส่เท่าที่พอรู้และตามหัวข้อที่ควรจะมีก็พอ
– ส่วนตัว tool presentation ก็เจอตอนนั่งอ่าน feed จาก ipad ตอนเข้าห้องน้ำ (แล้วก็พบว่าทีมอื่นสามสี่ทีมก็ใช้)
– วันศุกร์ ทำเสร็จ ส่งไป แล้วก็คิดว่าวันเสาร์เขียนสคริป ซ้อมพูด ชิวๆ
– แต่ชีวิต support consultant ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดน critical issue กันเลยทีเดียว
– กว่าจะปลีกตัวได้ก็สองทุ่ม เขียนสคริป ซ้อมเสร็จ ปาไปตีหนึ่ง (เคล็ดลับเหมือนตอนสอบ: ท่องจำให้ได้สักรอบก่อนนอน ตื่นมาจะจำได้เอง)

ช่วงเวลาการแข่ง

– ตื่นเช้ากว่าไปทำงานซะอีก
– เข้ามา organizer ก็ถามว่าพรีเซนท์สิบเอ็ดโมง ทำไมมาเช้าจังหละค่ะ (เอ๊ะ ก็เค้าบอกให้ลงทะเบียนช้าสุดแปดครึ่งหนิ)
– รอไปจนจะเลิกตื่นเต้น แต่ห้านาทีก่อนพรีเซนท์ ใจดังไม่เป็นจังหว่ะ
– แต่โชคดี ที่มีเพื่อนมานั่งฟังด้วย อุ่นใจขึ้นหน่อย
– พูดเสร็จ จบ ตอบคำถามแบบงงๆ โล่งใจ หน้าทีจบแล้ว เหลือแต่กินฟรี :D
– ปล. เมื่อแอปมันเป็นคอนเซป ก็ต้องคิดแล้วหละว่าจะทำยังไงให้คนฟังเข้าใจได้
– แต่ก็เสียวแว้บเมื่อได้ยินกรรมการบ่นๆกันเอง(ช่วงตอนไปกินข้าว)ว่า เอาprojectนี้เข้ามาใน enterprise ได้อย่างไร… (ก็เค้าเลือกให้ผ่านเข้ามาหนะครับ T.T)

ช่วงเวลาการตักตวง

– สิ่งที่เปิดโลกทัศน์ของตัวเองคือ การที่ได้เข้าไปนั่งฟังผลงานของผู้อื่น ดูไอเดีย ดูแนวคิด
– และที่ชอบคือกรรมการ คำถามจี้ตรงจุดมาก โดนแทงเลือดสาดไปเลย
– อย่างทีมนึงเป็นทีมมาจากบริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง แล้วพรีเซนท์ product ของบริษัทนั้น โดนคำถามแทงใจมากๆ ถ้าเป็นเรานี้เสียself ไปแน่ๆ (ประมาณว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ มันอาจเจ๊งได้)
– แต่มันก็เหมือนจะเห็นข้อดีคือ ถ้าเราอยากรู้ว่า product ที่เราอยากทำมันเป็นยังไง ก็ลองส่งมาประกวด ก็จะได้รับ possibility กลับไปคิดดูว่าถ้าทำต่อแล้วจะเวิร์คมั้ย
– หรือว่าฟังไปแล้วคิดว่าของคนนั้นไม่เวิรค์ ก็ยังแอบคิดสิ่งที่เราคิดว่ามันจะเวิร์คได้
– แล้วก็มีแบบว่า โมเดลนี้เราก็เขียนไว้เหมือนกัน แต่ไม่พรีเซนท์นะ ขอเก็บเป็นความลับต่อหน่อยเถอะ หุๆ

สรุปสุดท้าย…

– 160 ทีมส่ง proposal, ส่ง plan 60 ทีม, เข้ารอบ 21, ได้รางวัลสิบกว่าทีม
– หมวด enterprise แข่ง 10 ทีม ได้รางวัล 4 ทีม (ชมเชย 2, รอง 1, ชนะ 1)
– ทีมผมได้ชมเชย ซึ่งหมายความว่าได้คะแนนเกิน 50 คะแนน ดีใจมากๆ ^^
– ถ้าอ่านมาครบแล้วจะเห็นว่า อุปสรรคของผมคือเรื่องของ resource เต็มๆ: ทั้งสองคนเป็น engineer, เวลาทำเขียน plan ก็น้อย, สไลด์ก็ทำคนเดียว (มาถึงจุดนี้รู้ข้อจำกัดของตัวเองเยอะมากหละ ต้องปรับปรุงๆ)
– ถ้ามี resource พอ ก็จะหาเพื่อนที่ทำ marketing เป็นสักคนมารับผิดชอบส่วนนั้นไป (ตัวเองจะได้ไม่ pain) แล้วก็ทำวิดีโอโฆษณา (น่าจะสนุกกว่า) ตอนทำสไลด์ก็จะได้รื่นเริงในการ copy paste และการจัด layout ให้สวยๆกว่านี้ หาวิธีอธิบาย product ให้ดีกว่านี้ แล้วแบบนั้นถึงค่อยหวังรางวัลที่หนึ่งอีกที (คนยิ่งเยอะ brainstorm มันจะไปได้ไกล)

สิ่งที่ได้จริงๆจากเมื่อวาน ไม่ใช่เงิน แต่คือคำว่า “มีความเป็นไปได้” นั่นแล
– รภรัตน์ ณ จุดที่กำลังพยายามสร้างฝัน

ปล. หลังจากแบ่งเงินแล้ว คาดว่าจะเสียไปกับ Kinect… เอ๊ย ต้องเป็น iOS Dev Account สิ
ปล2. มันมีอะไรที่มากกว่าที่พรีเซนท์หรือplanเยอะ ดังนั้นแค่ความเป็นไปได้ก็บอกได้หน่อยนึงหละว่าน่าจะเดินมาถูกทางแล้ว ตอนนี้ขาดแค่ “เวลา” อย่างเดียว

ปล3. ข้อแนะนำ ถ้าเผื่อคนจัดได้ผ่านเข้ามาอ่าน
– เว็บใช้ยากมาก หลังจากที่ลองเล่น wordpress ดูแล้วคิดว่าหาธีมดีๆมาแก้ น่าจะทำให้เหมาะกับ event ครั้งนึงต่อปีแบบนี้ได้
– งงๆเรื่องการติดต่อ ส่งเมล์แล้วต้องโทรไปคอนเฟิร์ม น่าจะมีระบบ tracking สำหรับการส่งงาน ใช้เป็น google doc spreadsheet ก็น่าจะได้
– ส่วนของ facebook น่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้
– เรื่องรางวัล จริงๆได้ยินเกณฑ์ตั้งแต่ตอนอยู่ในห้องแข่งแล้ว แต่คาดว่าถ้าไม่ได้ตั้งใจฟังก็อาจจะหลุดได้ง่ายๆ
– ตอนเทรน น่าจะให้ pdf ของ slide มาด้วยนะครับ บางทีเก็บเป็น hard copy แล้วมันหายไปตามกาลเวลาได้ กับเรื่องของสีที่บางทีมันอ่านไม่ออก

Roparat Sukapirom
Latest posts by Roparat Sukapirom (see all)